กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1107.3 เรื่องเล่าที่แปลกใหม่
นครแห่งต าราเลือกเดินไปในเส้นทางตรงกันข้าม หันหน้าเข้า หาทางทิศเหนือแล้วตั้งตนเป็ นราชา
หวังโหยวอู้ผู้นั้น เห็นได้ชัดว่าผสานมรรคาสาเร็จแล้ว เจ้าตัวดี ไม่เพียงแต่ไม่ได้ป่ าวประกาศให้คนรู ้ทั่วกัน กลับกันยังหาพื้นที่ ประกอบพิธีกรรมที่เร ้นลับอาพรางยากจะตามหาแห่งหนึ่งแล้วไปหลบ ซ่อนตัว
ย้อนกลับมามองหลีโก้วที่อยู่ในรูปลักษณ์ของเด็กหนุ่มผู้มีดวงตา ดาสองชั้นที่เดินอาดๆ มายังขุนเขาลูกนี้พร ้อมกับสหายรัก “อู๋หมิ งซื่อ” มาพบเฝ่ยหรานและเซียวสวิ้นอย่างเปิดเผย
หลีโก้วรอให้ในหลายใต้หล้า “ฝนหยุดตก” แล้วถึงได้ผสาน มรรคาส าเร็จ
คือเส้นทางสายหนึ่งที่โจวมี่หลีกทางให้ ไม่เพียงแต่หลีกทางให้ ถึงขั้นที่ยังพูดได้ว่าเป็ นการปูทางเส้นหนึ่งเอาไว้ ทาให้หลีโก้วสามา รถเดินตรงไปยังขอบเขตสิบสี่ได้โดยตรง
เนื่องจากก่อนที่โจวมี่จะเดินขึ้นสวรรค์ไปก็ได้มอบของชิ้นหนึ่ง ให้กับโจวชิงเกา คือแม่พิมพ์แกะสลักตัวอักษรหนึ่งกอง ก็คือตารา เมฆาวารีที่โจวมี่สร ้างขึ้นมาให้กับใต้หล้าเปลี่ยวร ้าง
เมื่อเป็ นเช่นนี้หลีโก้วก็เข้ามาแทนที่โจวมี่กลายมาเป็ นเจ้าของ ตัวอักษรของใต้หล้าเปลี่ยวร ้าง สามารถเสวยสุขจากการประทานพร ของมหามรรคาที่มาจากการโคจรของโชคชะตาบุ๋นในใต้หล้าได้
อู๋หมิงซื่อมอง “เด็กหญิง” ผมเปียคนนั้นแล้วถอนหายใจ ในเมื่อ โจวมี่ทิ้งวัตถุและคนที่ควบคุมโชคชะตาบุ๋นในใต้หล้าเปลี่ยวร ้างไว้ให้ โชคชะตาบู๊ของใต้หล้าแห่งนี้ก็ย่อมไม่ใช่ข้อยกเว้น
เซียวสวิ้นกระดิกนิ้วชี้ไปทางน้าเต้าจับปีศาจตรงเอวของเด็กหนุ่ม
หลีโก้วไม่พูดพร่าทาเพลงก็ปลดน้าเต้าสีทองลูกนี้โยนให้เซียว สวิ้น
เซียวสวิ้นฟาดตบไปให้จางลู่ จ้องเป๋ งไปที่หลีโก้ว ถามว่า “ไม่ตี กันสักรอบแล้วค่อยให้?”
นี่ไม่ได้เรียบง่ายอย่างการแย่งชิงสิ่งของแล้ว เท่ากับว่าถามคนที่ ถูกแย่งเงินว่าเจ้าไม่ให้ข้าฟันหนึ่งที่ก่อนแล้วค่อยมอบของออกมา เล่า?
หลีโก้วกล่าว “ของนอกกายพวกนี้ สาหรับข้าในทุกวันนี้แล้วจะมี หรือไม่มีก็ได้”
เซียวสวิ้นเอ่ยอย่างเดือดดาล “แบบนี้ออกจะเกินไปหน่อยแล้ว นะ!”
หมัดหนึ่งต่อยร่างของหลีโก้วให้แหลกสลาย
หลีโก้วกลับคืนมาสู่รูปโฉมเดิมในเสี้ยววินาที
เซียวสวิ้นเองก็ไม่รู ้สึกว่าสิ่งที่ทาไปสูญเปล่า ปล่อยหมัดหนึ่งไป แล้วก็ตามไปอีกหมัดหนึ่ง ต่อยจนร่างหลีโก้วระเบิดแล้วกลับมาผสาน รวมกันอีกครั้ง สนุกยิ่งนัก!
ฉวยโอกาสตอนที่เซียวสวิ้นไม่มีเวลาว่างมาสนใจตน เฝ่ ยหราน ถามด้วยน้าเสียงอ่อนโยนว่า “เสียใจภายหลังหรือไม่ที่ปี นั้นไม่ได้ ร่วมมือกับโจวมี่?”
กุ่ยเค่อพยักหน้า เปิดปากพูดด้วยน้าเสียงแหบพร่า “เสียใจแทบ ตายแล้ว”
หากนางยินดีติดตามโจวมี่บุกสังหารไปยังใต้หล้าไพศาล ไม่แน่ ว่าเผ่าปีศาจของเปลี่ยวร ้างก็อาจจะยึดครองแจกันสมบัติทวีปแห่งนั้น ได้ แค่ใช ้ศพกองให้เต็มลาน้าใหญ่เส้นนั้นก็ได้แล้ว
ไม่แน่ว่าทุกวันนี้นางอาจจะได้กิน “คนร่วมเส้นทาง” ผู้นั้นไปแล้ว และนางก็จะได้ถือโอกาสนี้เลื่อนเป็ นเจ้าของสองใต้หล้าอย่างไพศาล และเปลี่ยวร ้างครึ่งตัว
เฝ่ ยหรานใช้เสียงในใจถาม “ผูกสมัครเป็ นคู่บ าเพ็ญเพียรกับข้า จะไม่เสียใจภายหลังอีกครั้งหรือ?”
เด็กสาวที่หน้าตาย ดวงตาทั้งคู่ไร ้ชีวิตชีวาคลี่ยิ้มหวาน ลังเลอยู่ เล็กน้อย นางก็ยื่นนิ้วผอมแห้งสีขาวหิมะออกไปคว้าข้อมือของเฝ่ ย
หรานไว้เบาๆ หน้าแดงน้อยๆ หลุบตาลงต่าเอ่ยอย่างเขินอายว่า “เจ้า อบอุ่นมาก”
เฝ่ ยหรานหลุดหัวเราะพรืด พลิกมือกลับมากุมมือที่เย็นน้อยๆ ของนาง หันหน้าไปมองทางเซียวสวิ้น ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ขอเตือนว่า ห้ามให้มีคราวหน้าอีก”
เซียวสวิ้นเหล่ตามองมาทางนี้ เบ้ปาก ไม่ได้พูดตอบโต้อย่างที่หา ได้ยาก พยักหน้ากล่าว “พวกเจ้าสองคนก็ใช ้ชีวิตกันให้ดีๆ แล้วกัน เงินส่วนที่เป็ นของข้า หลีโก้วจะช่วยออกให้ข้า”
เฝ่ยหรานยิ้มพลางกุมหมัดขอบคุณ
เซียวสวิ้นพึมพ าว่า “บัณฑิตชาติสุนัข เหมือนแกะสลักออกมา จากพิมพ์เดียวกันเลย”
มีปีศาจใหญ่ของเปลี่ยวร ้างที่เป็ นปีศาจใหญ่อย่างสมชื่อทยอย กันมาอีก ล้วนเป็ นคนที่ถูกเฝ่ ยหรานเรียกให้มาเข้าร่วมการประชุม อย่าให้ผู้อาวุโสเซียวสวิ้นต้องรอนาน
ในบรรดาปีศาจใหญ่บนบัลลังก ์ราชาเก่าสิบสี่คน มีจูเยี่ยนบรรพ บุรุษย้ายขุนเขาเจ้าของล าคลองเย่ลั่วคนใหม่อย่างเฟยเฟย
ปีศาจใหญ่บนบัลลังก ์ราชาใหม่ก็มีเซียนกระบี่โซ่วเฉิน ในฐานะ ลูกศิษย์คนแรกของมหาสมุทรความรู ้โจวมี่ คือผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตบิน ทะยาน ด้านหลังสะพายกล่องกระบี่ที่เก็บกระบี่ไว้หกเล่ม สวมชุดคลุม อาคมสีเขียวมรกตมีชื่อว่า “ซูเจียวเลี่ยน”
โจวชิงเกาได้เจอกับโซ่วเฉินก็ประสานมือคารวะ เรียกอีกฝ่ ายว่า ศิษย์พี่ใหญ่ โซ่วเฉินยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม
และยังมีกวานเซี่ยงปีศาจใหญ่บนบัลลังก ์ที่ทั้งเส้นผม ขนคิ้วและ ชุดคลุมอาคมล้วนเป็ นสีขาว ใจคิดแต่อยากจะโน้มน้าวอิ่นกวานหนุ่ม ให้เป็ นคู่บ าเพ็ญเพียรกับหลานสาวของตน
ลูกศิษย์ผู้สืบทอดของบรรพบุรุษใหญ่ภูเขาทัวเย่ ฉายาว่าชินจวง สตรีขอบเขตบินทะยาน เป็ นอาจารย์ค่ายกล ขณะเดียวกันก็เป็ นผู้ฝึก ยุทธขอบเขตปลายทางคนหนึ่งด้วย
ผู้ฝึกตนร่างสูงใหญ่คนหนึ่งที่สวมเสื้อเกราะสีทองมลังเมลือง สวม หน้ากากบนใบหน้าแม้กระทั่งเฝ่ ยหรานก็ยังไม่รู ้รากฐานมหามรรคา และสถานะที่แท้จริงของคนผู้นี้
นักพรตหญิงคนหนึ่งที่มีฉายาว่าโหรวถี กวานบนศีรษะของนาง เรียกได้ว่ามีเพียงหนึ่งเดียวบนโลก ด้านบนดอกฝูหรงมีดอกบัวเบ่ง บาน เหนือดอกบัวมีหางปลา
นางมาจากสามอสุภะที่ถูกปีศาจใหญ่บนบัลลังก ์ราชาเก่าหวงหล วนสังหาร ปีนั้นหลังจากที่โจวมี่กินหวงหลวนไปแล้วก็ได้มอบสมบัติ ลับทั้งหมดให้กับนาง
สุดท้ายเป็ นป๋ ายเจ๋อที่พาคนสองคนเดินขึ้นเขามาช ้าๆ ด้วยกัน ปีศาจใหญ่บรรพกาลสองคนที่เหมือนกับพวกหลีโก้ว อู๋หมิงซื่อ ก็คือ คนที่ถูกป๋ ายเจ๋อปลุกให้ตื่นด้วยตัวเอง
คนหนึ่งคือสตรีงามหยาดฟ้ ามาดิน กวนอี่ ฉายา “เซวี่ยฉาง”
หญิงชราหลังค่อมเรือนกายเล็กเตี้ยคนหนึ่ง ทั่วร่างมีกลิ่นอาย มรรคาที่แบ่งออกมาเป็ นห้าสี ทุกครั้งที่หญิงชรายกเท้าเดินข้าม ขั้นบันได ซานจวินของภูเขาชิงชานแห่งนี้ก็จะต้องรู ้สึกกดดันเป็ นเท่า ทวี จาเป็ นต้องร่ายวิชาอภินิหารถึงจะลดทอนน้าหนักมหาศาลบน มหามรรคาส่วนนั้นไปได้
จูเยี่ยนที่ยืนอยู่บนราวรั้วมองเห็นหญิงชราก็เช็ดปาก ในเมื่อยังไม่ เป็ นขอบเขตสิบสี่ ถ้าอย่างนั้นก็มีโอกาสสินะ?!
หญิงชราเงยหน้าขึ้น ยิ้มชี้ไปยังอาจารย์ป๋ ายเจ๋อที่อยู่เบื้องหน้า ตัวเอง บอกเป็ นนัยแก่จูเยี่ยนว่าสรุปแล้วการผสานมรรคาสาคัญ หรือ ชีวิตที่สาคัญกว่ากันแน่?
เฝ่ ยหรานยิ้มถาม “อาจารย์ป๋ ายเจ๋อ วันนี้หวังโหยวอู้ต้องไม่มา เข้าร่วมการประชุมแน่เลยใช่ไหม?”
ส่วน “หูถู” ผู้นั้น ก็คือปีศาจใหญ่บรรพกาลที่มีชีวิตอยู่มานาน หมื่นปีเช่นเดียวกัน แต่กลับไม่จ าเป็ นต้องมาแล้ว
ป๋ ายเจ๋อกล่าว “มาถึงแล้ว”
ระหว่างที่พูด หวังโหยวอู้ผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่เลื่อนขั้นใหม่ที่คิด ว่าตัวเองซ่อนตัวได้อย่างดีเยี่ยมก็ถูกป๋ ายเจ๋อลากตัวออกมาจากพื้นที่ ประกอบพิธีกรรมที่เร ้นลับอาพรางแห่งนั้นได้อย่างง่ายดาย ถูกบีบให้ เผยตัวอยู่ข้างกายกวนอี่
ต าหนักอิงหลิง
บัลลังก ์ราชาใหม่แห่งเปลี่ยวร ้าง
จุดที่สูงที่สุดคือผู้ครองใต้หล้าเฝ่ยหราน
ต าแหน่งสูงอันดับสองคือป๋ ายเจ๋อที่หวนกลับจากใต้หล้าไพศาล มายังเปลี่ยวร ้าง
แน่นอนว่าหากป๋ ายเจ๋ออยากนั่งในตาแหน่งที่สูงที่สุด แม้กระทั่ง ตัวเฝ่ยหรานเองก็ยังไม่มีความเห็นต่างใดๆ ปากไม่กล้าพูดอะไร ในใจ ก็ไม่กล้าเช่นเดียวกัน
คนที่สามคือการจาแลงจากมหามรรคาของใต้หล้าเปลี่ยวร ้าง อย่างเด็กสาวกุ่ยเค่อ
เซียวสวิ้นอยู่อันดับสี่ นางไม่สบอารมณ์แล้ว จ้องเขม็งไปยังกุ่ ยเค่อที่เพิ่งจะรับเงินใส่ของของตัวเองไป เด็กสาวจึงเป็ นฝ่ ายขอ เปลี่ยนตาแหน่งกับเซียวสวิ้น
ป๋ ายเจ๋อไม่ได้พูดอะไร เฝ่ ยหรานเองก็ไม่เอ่ยอะไร ดังนั้นพวกนาง จึงเปลี่ยนตาแหน่งกันเช่นนี้
เซียวสวิ้นยกสองมือเท้าเอว หัวเราะฮ่าๆ “หากไม่รังเกียจก็เอาที่นี่ เป็ นห้องหอของพวกเจ้า ให้ก าเนิดบุตรในเร็ววัน”
บรรพบุรุษชูเซิงที่ใช ้สองมือค้าไม้เท้าเอาไว้
หลีโก้วที่ตรงเอวไม่มีถุงจักรวาลและน้าเต้าจับปีศาจแล้ว
หวังโหยวอู้ที่สวมกวานไม้ไผ่ขี่กวาง
สามคนนี้ต่างก็เป็ นขอบเขตสิบสี่แล้ว
หลังจากนั้นจึงเป็ นอู๋หมิงชื่อบุคคลอันดับหนึ่งของวิถีวรยุทธในใต้ หล้าเปลี่ยวร ้างขอบเขตบินทะยานขั้นสมบูรณ์แบบ
จูเยี่ยน กวานอื่ หญิงชราร่างเล็กเตี้ยที่ทั้งฉายาและนามแฝงล้วน ไม่บอกกล่าวแก่ใคร
เฟยเฟย โซ่วเฉิน กวานเซี่ยง ซินจวง โหรวถี เทพเกราะทองที่มี เมฆหมอกบดบังเช่นเดียวกับหญิงชราผู้นั้น
ใต้หล้าเปลี่ยวร ้าง ปีศาจใหญ่บนบัลลังก ์ราชาใหม่สิบเจ็ดคน
ทว่าป๋ ายเจ๋อกลับเอ่ยประโยคว่า “รอเดี่ยว”
พริบตานั้นก็มีผู้ฝึกยุทธหญิงเรือนกายกายาคนหนึ่ง เปิดประตู ใหญ่ หรือควรจะพูดว่าใช ้สองมือแหวกความว่างเปล่าออกเป็ นประตู ก้าวยาวๆ เดินออกมาจากในพื้นที่เยียบเย็นที่มีผีร ้ายวิญญาณ อาฆาตอยู่นับไม่ถ้วน เมื่อนางก้าวข้ามประตูใหญ่ออกมา ระหว่างฟ้ า ดินก็มีโชคชะตาบู๊เหมือนสายอสนีบาตที่ไหลกรูกันมายังที่แห่งนี้ นาง ยกสองมือขึ้น รวบผมสีนิลเต็มศีรษะขึ้นสูง เผยให้เห็นใบหน้าไร ้คิ้วที่ งามล่มบ้านล่มเมือง เมื่อนางก้าวมาข้างหน้าอีกก้าว สองเท้าล้วนข้าม ผ่านประตูใหญ่มาแล้วก็มีการประทานพรจากโชคชะตาบู๊อีกส่วนหนึ่ง ที่กรูกันมาจากไพศาล เปลี่ยวร ้างและดินแดนพุทธะสุขาวดีตรงเข้ามา หานาง
นางแค่เดินออกมาสองก้าวก็เปลี่ยนจากขั้นปราณโชติช่วงของ ขอบเขตปลายทางมาเป็ นคืนความจริง และเป็ นเทพมาเยือนใน ท้ายที่สุด
ใต้หล้าไพศาล
จวนเทียนซือภูเขามังกรพยัคฆ์ เลี่ยนเจินจิ้งจอกฟ้ าสิบหางนอน หมอบอยู่กับพื้นต้อนรับจ้าวเทียนไล่เทียนซือที่เพิ่งออกจากด่านมาได้ ส าเร็จ
ในเรือนกลางป่าแห่งหนึ่ง หลังฝนตกหมอกแผ่อวลจางๆ ดอกบัว ดอกน้อยขยับไหวไปตามสายลม ดอกอิงเถาดุจเปลวเพลิง ดอก ทับทิมบานสะพรั่ง ผีเสื้อและผึ้งบินโฉบออกมาจากพุ่มไม้ ประหนึ่ง ต้องการมาแบ่งเอาวสันตฤดูของโลกมนุษย์ไปครอบครอง
หลิ่วชีนั่งอยู่ใต้ชายคา ถอนหายใจเบาๆ ไม่มีผู้ที่เป็ นที่ภาคภูมิใจ ที่สุดในโลกมนุษย์ผู้นั้นขวางอยู่บนเส้นทาง ในที่สุดตนก็ทาสาเร็จ แล้ว ซูจื่อองอาจใจกว้าง ก็น่าจะไม่ถือสาเรื่องนี้กระมัง
อุตรกุรุทวีป หลิวจอี้เป่าเดินออกมาจากศาลบรรพชน หันหน้าไป มองจุดที่เทือกเขาสามสิบเจ็ดแห่งทอดยาวในทวีป ท าท่าครุ่นคิด
ดินแดนพุทธะสุขาวดี
นครเลื่อมเงินเลื่อมทองแห่งหนึ่งมีเสาหินจารึกพระสูตรจานวนนับ ไม่ถ้วนตั้งตระหง่านมีคนมาพิสูจน์มรรคาอยู่ที่นี่ แสงจากฟากฟ้ าเส้น
หนึ่งแหวกผ่าหมอกหนาชั้นประหนึ่งธรรมะอันบริสุทธิ์ที่เยื้องกรายลง มาเหนือหัวของคนบนโลกมนุษย์อย่างเชื่องช ้า
ภิกษุรูปหนึ่งที่จุติกลับมาเกิดใหม่แปดสิบครั้ง ในที่สุดชาตินี้ก็ จดจาอดีตชาติทั้งหมดได้ ข้างกายภิกษุมีลาคลองอยู่เส้นหนึ่ง บนลา คลองมีเรือหนึ่งลา ริมชายฝั่งมีรถม้าสัญอยู่หนึ่งคัน
ใต้หล้ามืดสลัว
เว่ยฮูหยินรองเจ้านครหนันหัวสร ้างบุญกุศลคุณูปการได้สมบูรณ์
ซากปรักสนามรบโบราณแห่งหนึ่ง ป่ าชานเมืองที่ไม่มีคนเยื้อง กรายเข้ามามีวัดร ้างแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่อย่างเดียวดาย ตั้งบูชารูปปั้น ของปรมาจารย์มหาปราชญ์ ศาสดาพุทธและมรรคาจารย์เต๋าไว้ พร ้อมกัน มีชื่อว่าวัดเซวียงจี
ในวัดมีเด็กหนุ่มที่บนศีรษะสวมกวานเต๋าแต่กลับสวมจีวร พก หยกประดับ นั่งอยู่บนเบาะรองนั่ง ด้านใต้เบาะรองที่ขยับไหวน้อยๆ ใบ นั้นไม่รู ้ว่าสยบของสิ่งใดเอาไว้
ทุกครั้งที่คนผู้นี้หายใจเข้าออกจะสลายตบะบนร่างของตัวเอง ออกไป ช่วยเปิ ดทางให้กับวิญญาณวีรบุรุษทั้งหลายให้ไปเยือน ดินแดนของนครเฟิงตู ไม่รู ้ว่าเวลาบนโลกมนุษย์ผ่านไปแล้วกี่ปี
เด็กหนุ่มยกมือขึ้นเช็ดน้าตา พึมพาว่า “สั่งสมวิชาภายนอก ใจ ข้าปราศจากมลทิน ข้าคือผู้บ าเพ็ญแห่งเต๋าโดยแท้แล้ว”
เสียงเคาะประตูดังก็อกๆๆ เป็ นระลอก มีคนถือฝักกระบี่ในมือแล้ว ใช ้ฝึกกระบี่เคาะประตู
แขกที่มาเยือนนอกประตูก็คือภิกษุเจียงชิวที่เพิ่งจะเลื่อนเป็ น ขอบเขตสิบสีได้ไม่นานเช่นเดียวกัน
ในสถานที่แห่งหนึ่งที่มีชื่อว่าภูเขากูเซ่อมี “ชายหนุ่ม” คนหนึ่งที่ นับตั้งแต่อายุยังน้อยก็ไม่เคยออกไปจากอาณาเขตของภูเขาลูกนี้มา ก่อน อาศัยต าราเต๋เล่มเดียวหลอมลมปราณเงียบๆ จนมาถึงทุกวันนี้ หลังจากแน่ใจแล้วว่าตัวเองเลื่อนเป็ นขอบเขตสิบสี่แล้ว คนหนุ่มที่ บอกกับตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าว่าหากขอบเขตสูงขึ้นหนึ่งขั้นจะ ออกไปดูข้างนอก แต่ทุกครั้งกลับเปลี่ยนใจ บอกตัวเองว่าคราวหน้า ค่อยว่ากัน จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่คิดจะออกไปจากภูเขา ยังคงหลบ ซ่อนตัวต่อไป เป็ นนายพรานที่ตัดฟืนเผาถ่าน หมักเหล้าเอง ข้าไม่ อยากรู ้จักพวกเจ้า พวกเจ้าก็ไม่จ าเป็ นต้องรู ้จักข้า
หลังฝนตก ขอบเขตสิบสี่ใหม่
ภายในเวลาร ้อยปียังจะมีมากกว่านี้
ในอารามเต๋าขนาดเล็กแห่งหนึ่งที่ไม่สะดุดตา ผู้เฒ่าที่มีชื่อว่า ฉางเกิงจุดตะเกียงอ่านตารายามค่าคืน หยิบถั่วลิสงโรยเกลือเม็ดหนึ่ง โยนเข้าปากเคี้ยวอย่างละเอียด ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะมีเด็กหนุ่มเกียจ คร ้านที่นอนฟุบตัวบนโต๊ะพลางบ่นไปด้วยว่าการบ้านมีเยอะแล้วก็
หนักเกินไป ผู้เฒ่ายิ้มกล่าว “เฉินฉง ความสามารถในการตั้งชื่อของ เจ้า อันที่จริงไม่แย่เลยนะ”
ในอนาคตต้องมีสักวันหนึ่งที่คนทั้งสองผสานเป็ นหนึ่งเดียว ท่อง ไปในใต้หล้าแห่งนี้ ก็คือเฉินที่แท้จริงนั้น
เด็กหนุ่มชุดผ้าฝ้ ายไม่ได้เห็นถ้อยคาประหลาดเลอะเลือนนี้เป็ น จริงเป็ นจัง ทุกวันนี้ทางอารามเปลี่ยนเจ้าอารามคนใหม่แล้ว กฎระเบียบเข้มงวดมากกว่าเดิม พอคิดถึงว่าพรุ่งนี้ยังต้องตื่นแต่เช ้า ไปฝึกวิชาของลัทธิเต๋า เฉินฉงก็ถอนหายใจเฮือกๆ ยื่นมือไปลูบถาด คว้าถั่วลิสงโรยเกลือเม็ดหนึ่งโยนเข้าปาก เพียงแต่ไม่ลืมเหลือสี่ห้า เม็ดในร่องนิ้วของตัวเองให้กับผู้เฒ่า แล้วเด็กหนุ่มถึงได้ลุกขึ้น ยิ้มเจ้า เล่ห์ พูดเสียงอู้อี้ว่า “ท่านลุงฉาง ค่อยๆ กินนะ ข้าไปนอนก่อนล่ะ พรุ่งนี้จะต้องตื่นแต่เช ้ามาช่วยท่านกวาดลานเรือนให้สะอาดเอี่ยมอ่อง แน่นอน!”
ผู้เฒ่ายิ้มเอ่ย “ยังไม่ดึกเท่าไร จะเล่าเรื่องหนึ่งให้เจ้าฟังดีไหม?”
เฉินฉงเอ่ยอย่างลังเลใจ “ไม่เอาเรื่องผีนะ ท่านก็รู ้ว่าข้าขี้ขลาด! อืม แต่หากเป็ นเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ก็ใช่ว่าจะฟังไม่ได้!”
ผู้เฒ่ายื่นนิ้วไปขยี้ไส้ตะเกียง ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “เรื่องเล่านี้มีครบ ทุกอย่าง”
บางครั้งก็อัดอั้นอยู่บ้าง นิสัยเดิมของเจ้าเด็กนี่เป็ นคนร่าเริง กวน โอ้ยอย่างมาก
เฉินฉงนั่งแปะกลับลงไปบนเก้าอี้ สองมือเท้าคาง พูดด้วยสีหน้า จริงจัง “ท่านลุงฉางแต่งเรื่องเล่าที่ให้ข้าเป็ นตัวเอกสักเรื่องได้ไหม? เพิ่มท่านไปด้วยอีกคนก็ได้ ให้เป็ นยอดฝีมือ!”
ผู้เฒ่าพยักหน้า “ได้สิ นี่ก็คือเรื่องเล่าแปลกใหม่เกี่ยวกับศิษย์พี่ ใหญ่ชุยฉานที่เล่าเรียนวิชากับศิษย์น้องเล็กเฉินผิงอัน”