novel-lucky | นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย PDF
  • หน้าหลัก
  • ดูอนิเมะ anime
  • อ่านมังงะ
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • จันทร์
  • อังคาร
  • พุธ
  • พฤหัสบดี
  • ศุกร์
  • เสาร์
  • อาทิตย์
  • ทุกวัน
  • จบแล้ว
  • นิยาย PDF
  • จันทร์
  • อังคาร
  • พุธ
  • พฤหัสบดี
  • ศุกร์
  • เสาร์
  • อาทิตย์
  • ทุกวัน
  • จบแล้ว
  • นิยาย PDF
Sign in Sign up
Prev
Next
Empire777 สล็อตเว็บตรง kodpung88 แทงบาคาร่า PGK44 pgw44 สล็อตเว็บไหนแตกดี แทงหวย24

กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1108.4 บ้านอยู่ในภูเขาลูกนี้

  1. Home
  2. กระบี่จงมา! Sword of Coming
  3. บทที่ 1108.4 บ้านอยู่ในภูเขาลูกนี้
Prev
Next

เจียงซ่างเจินรู ้สึกสงสัย นางมาทาอะไรที่นี่? คงไม่ใช่ว่าเคยเจอ กับเจ้าขุนเขามาก่อนแล้วหรอกนะ?

อย่าเพิ่งไปคิดถึงเรื่องที่ไม่สาคัญพวกนี้เลย เจียงซ่างเจินยิ้มถาม ว่า “นักพรตเซียนเว่ยพี่น้องต้าเฟิงล่ะ?”

เซียนเว่ยยิ้ม “ตอนนี้เขาสอนหมัดให้กับคนอื่นอยู่บนภูเขา เที่ยวอวี๋ทุกวัน ก็เลยย้ายไปพักอยู่ที่นั่นแล้ว”

เจียงซ่างเจินมองสบตากับเซียนเว่ย ต่างคนต่างพยักหน้า แล้วก็ กอดไหล่เดินไปด้วยกัน เฝ้ าประตูไม่เฝ้ าประตูอะไรกัน ประตูภูเขาก็ยัง อยู่ตรงนั้น

หมี่อวี้เดินเท้าขึ้นเขา เขาไม่ค่อยสนใจเรื่องอย่างบุปผาในคัน ฉ่องจันทราในสายน้านัก

ป๋ ายเสวียนตรงดิ่งไปที่หอบูชากระบี่ เดินทางเหน็ดเหนื่อยมาแล้ว ก็ควรต้องดูแลตัวเองให้ดีสักหน่อย ดื่มชาโกวฉี่สักกาหนึ่งก่อนแล้ว ค่อยไปร าลึกความหลังกับเฉินหลิงจวิน

เอาสองมือไพล่หลัง คล้ายกับกาลังเดินลาดตระเวนในถิ่นตัวเอง แล้วป๋ ายเสวียนก็ต้องเบิกตากว้างถามว่า “เฒ่าหูหนวก เจ้ารีบตบบ้อง หูตัวเองสักสองสามทีเร็วเข้า ข้าคงไม่ได้ฝันไปหรอกนะ?”

 

บุปผาในคันฉ่องจันทราในสายน้าที่เจียงซ่างเจินดูได้ พูดถึงแค่ ส่วนที่เจิ้งต้าเฟิ งกับเฉินหลิงจวินได้พึ่งใบบุญก็มีถึงห้าสิบกว่าฉาก รากฐานกาลังทรัพย์ของโจวอันดับหนึ่งลึกล้าจนมองไม่เห็นกันบึง จริงๆ

ยกตัวอย่างเช่นที่ดูกันอยู่ในตอนนี้ก็มีสตรีร่างอวบอ้วนแต่งหน้า เข้มคนหนึ่ง เจียงซ่างเจินเรียกอีกฝ่ ายว่าพี่หญิงจินโอ่ว นางชื่นชม เลื่อมใสเว่ยจิ้น เซียนกระบี่ใหญ่เว่ยแห่งศาลลมหิมะที่สุด

คนที่อยู่อันดับสองก็คือพี่ใหญ่เจียงที่ไม่รู ้ชื่อแต่รู ้แค่แช่เท่านั้น เซียนกระบี่เว่ยอาศัยหน้าตา พี่ใหญ่เจียงอาศัยกระเป๋ าเงิน

เดิมเจียงซ่างเจินอยากจะพูดสัปดนหลายประโยคหน่อย เพียงแต่ ว่าบุปผาในคันฉ่องจันทราในสายน้าของอีกที่หนึ่งก็เริ่มดาเนินการ แล้วเหมือนกัน จึงต้องรีบโยนเงินร ้อนน้อยเหรียญหนึ่งลงไป เอ่ยขอ อภัยพี่หญิงจินโอ่ว บอกว่าสาวใช ้ห้องข้างบ้านตนอุ่นผ้าห่มจนร ้อน แล้ว พีเจียงขอตัวไปก่อน

มีพรรคอิสระแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า “พรรคต่าวเจียง” ใบถงทวีปคือบ้าน เกิด บ้านเกิดแห่งที่สองคืออุตรกุรุทวีป ส่วนแจกันสมบัติทวีปนั้นเป็ น ที่ตั้งสานักของบ้านตัวเอง มีผู้ฝึกตนอยู่ครบทั้งสามทวีป

มีคนผู้หนึ่งชื่อว่า “เปิ งเลอะเจินจวิน” ซึ่งบอกว่าตัวเองมี ความแค้นอย่างลึกล้ากับเจียงซ่างเจิน ต้องล าบากล าบนยากแค้น อาศัยการขานชื่ออย่างมานะหมั่นเพียร การทุ่มเงินอย่างบ้าคลั่งและ

 

การเป็ นหมาบ้ากัดคนไม่เลือกหน้า ในที่สุดก็ได้ตาแหน่งยอดฝี มือ อันดับสามมาครอง หากปืนบันไดขึ้นไปอีกสองขั้น เจียงอันดับรอง ของพวกเราก็จะสามารถเป็ นเจ้าส านักเบื้องบน นั่งครองเก้าอี้อันดับ หนึ่งได้แล้ว

รอกระทั่งเจียงซ่างเจินรีบร ้อนเปิ ดบุปผาในคันฉ่องจันทราใน สายน้านี้อย่างว่องไว ก็ได้ยินว่ามีคนก าลังพูดเย้ยหยันว่าเจ้าโจรเจียง ก็คือหมอนปักลายบุปผา เชือกสั้นแต่น้าลึก แล้ยาวแต่ก็ยังไปไม่ถึง… มีคนกาลังสาปแช่งให้เจ้าโจรเจียงไม่อาจหาเงินเพิ่มได้แม้แต่ครึ่ง เหรียญทองแดง เช ้าตรู่ที่ตื่นขึ้นมาต้องไปเก็บอาจม หิวจนถ่ายไม่ ออกไปสามวัน…เจียงซ่างเจินรีบโยนเงินร ้อนน้อยลงไปหลายเหรียญ ทันที ร ้องว่าดีติดกันหลายคา พอได้ยินน้าเสียงที่คุ้นเคยจากเปิงเลอะ เจินจวิน ก็มีความรู ้สึกราวกับว่าที่พึ่งสาคัญและเสาคานหลักได้มาถึง แล้ว แต่ละคนพากันทุ่มเงินลงไปเพียงเพื่อให้ได้ตะโกนพูดสรรเสริญ ว่าเปิงเลอะเจินจวินเจียงอันดับรองเฉลียวฉลาดองอาจกล้าหาญ

สตรีที่ทาหน้าที่เป็ นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของสานักต่าวเจียง โยนเงินร ้อนน้อยลงไปทีเดียวหลายเหรียญ พูดด้วยน้าเสียงดุดันว่า “สักวันหนึ่งเหล่าเหนียงจะต้องเอาเจ้าของที่อยู่ในกางเกงของเจ้าหมอ นั่นออกมาสับแช่เหล้าดื่มให้จงได้”

หากเปลี่ยนเป็ นที่อื่น สตรีเอ่ยวาจาเช่นนี้ดูเหมือนว่าจะเป็ น วิธีการเสียเปรียบที่ทาร ้ายศัตรูได้หนึ่งพันตัวเองต้องเสียหายแปดร ้อย

 

แต่ส านักต่าวเจียงกลับไม่เหมือนกัน มีคนโยนเงินลงมา ส่งเสียง โห่ร ้องด้วยความชื่นชมทันใด สตรีผู้นั้นก็โยนเงินร ้อนน้อยใส่ลงมา อีกเหรียญ ยิ้มถามประโยคหนึ่งว่า เปิงเลอะเจินจวิน เจ้าใช ้กลยุทธ เมืองร ้างกับเหล่าเหนียงหรือไร?

เจียงซ่างเจินรีบถอนบุปผาในคันฉ่องจันทราในสายน้าออก

พึมพาอยู่กับตัวเองเงียบๆ ว่าข้าไม่ตื่นตระหนก

ถูกปรมาจารย์เผยสอนหมัดด้วยตัวเอง วันนั้นต้องฝึกท่าเดินนิ่ง หกก้าวนานถึงสองชั่วยาม ทุกวันนี้คนทั้งแปดก็ยิ่งฝึ กหมัดอย่าง ขยันหมั่นเพียรกันมากกว่าเดิม ยามที่เรียนวิชาหมัดกับอาจารย์เฉินก็ มีความเคารพยาเกรงเพิ่มหลายส่วน

ที่ภูเขาด้านหลังของภูเขาลั่วพั่วมีลูกหลานสกุลเฉาเสาค้ายัน แคว้นคู่หนึ่งอาศัยอยู่ เด็กหนุ่มเฉาอินกับเด็กสาวเฉายาง คนหนึ่ง นามว่าเฟิ่งเชิง อีกคนหนึ่งมีชื่อเล่นว่าอู๋ถง เฉาอินคือผู้ฝึกกระบี่คอ ขวดขอบเขตชมมหาสมุทร เฉายางเพิ่งจะเลื่อนเป็ นขอบเขตห้า วันนี้ พวกเขามาพบสหายที่ภูเขาเที่ยวอวี๋ เฉาอินกับพี่น้องแฝดหญิงคู่หนึ่ง กับพี่ชายน้องสาวคู่หนึ่งมีความสัมพันธ ์เป็ นญาติเกี่ยวดองกัน ฝา แฝดหญิงคู่นั้น ติงเหย่าฝึกตน ดึงเที่ยวฝึกวรยุทธ ส่วนพี่ชายน้องสาว อย่างอู่ซ่านอี้ อู่หลงตูต่างก็ฝึกวรยุทธ สองตระกูลติงและอู่ต่างก็เป็ น ญาติที่เกี่ยวดองผ่านการแต่งงานกับสกุลเฉา แน่นอนว่าคือการอาจ เอื้อมหมายปองผู้สูงศักดิ์ การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ ์ของตระกูลชน ชั้นสูงเป็ นเรื่องที่ปกติอย่างมาก ตรอกอี้ฉือและถนนฉือเอ๋อร ์ของเมือง

 

หลวงต้าหลีมีความรู ้ใจกันโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย ก็คือระหว่างสองแซ่ สกุลเสาค้ายันแคว้นแทบไม่มีการแต่งงานกัน บางครั้งที่เป็ นข้อยกเว้น ก็ล้วนไม่กล้าป่ าวประกาศโจ่งแจ้ง นึกอยากจะข้ามขั้นตอนยิบย่อย ทั้งหลายไปแล้วเข้าห้องหอกันโดยตรงเลยด้วยซ้า

เฉาอินไม่กังวลว่าภูเขาลั่วพั่วจะมีความคิดเห็นอะไร ปฏิสัมพันธ ์ ระหว่างผู้คนที่เป็ นเรื่องของมารยาทเช่นนี้ หากจงใจมองข้ามไป นั่น ต่างหากถึงจะดูแล้งน้าใจ แล้วนับประสาอะไรกับที่เขาเองก็รู ้ดีมากว่า ขนบธรรมเนียมของภูเขาลั่วพั่วเป็ นอย่างไร โดยเฉพาะความใจกว้าง ของเจ้าขุนเขาเฉินที่ทาให้เด็กหนุ่มสกุลเฉารู ้สึกนับถือเลื่อมใสอย่าง ถึงที่สุด คาสั่งสอนของบรรพบุรุษสกุลเฉามีอยู่ประโยคหนึ่งบอกว่า “จริงใจสีหน้าอบอุ่น บุคลิกเป็ นมิตรอารมณ์สุขุมเยือกเย็น” นี่ก็ไม่ได้ พูดถึงเจ้าขุนเขาเฉินหรอกหรือ?

น่าจะเป็ นเพราะอาจารย์เจิ้งไม่เคยล้างเท้าเลยตลอดทั้งปี เวลาที่ ไม่ได้สอนหมัดถึงมักจะชอบไปนั่งบนม้านั่ง ถอดรองเท้าแคะขี้เล็บ

เพราะมั่นใจว่าอาจารย์เจิ้งคือยอดฝีมือที่แท้จริงที่ในท้องมีความรู ้ ดังนั้นจึงมีเด็กหนุ่มหลายคนที่ยินดีไปนั่งยองอยู่ข้างๆ ถามคาถาม เกี่ยวกับวิชาหมัด แต่ละคนต่างก็รู ้สึกว่าการเรียนหมัดนั้นไม่ง่ายเลย

เจิ้งต้าเฟิงตอบคาถามสองสามข้ออย่างง่ายๆ แล้วจู่ๆ ก็ยื่นมือไป ทางเด็กหนุ่มที่มีชื่อว่าอู่ซ่านอี้ “ลองดมดูสิ กลิ่นเปรี้ยวเผ็ดหรือไม่? หรือว่าเป็ นกลิ่นหอมเต้าเจี้ยว”

 

อู่ซ่านอี้ล้มลุกคลุกคลานหนีไปไกล ผลคืออาจารย์เจิ้งที่อยู่ ด้านหลังเอ่ยมาอีกประโยคว่า เจ้าโจรน้อยจะหนีไปที่ใด รับอาวุธลับ จากข้าซะ!

เฉาอินพูดคุยกับอาจารย์เจิ้งอย่างสนิทสนมคุ้นเคยอยู่พักหนึ่งก็ ไปร าลึกความหลังกับพวกอู่ซ่านอี้ ก่อนจะพาเฉายางไปที่อื่นต่อ

เจิ้งต้าเฟิงยิ้มกล่าวกับเด็กหนุ่มผู้เงียบขรึมที่อยู่ข้างกาย “หมัด คือหมัดของบ้านตัวเองอย่าเอาแต่คิดเอาชนะกัน วัยเยาว์จะผ่านไป อย่างเสียเปล่า”

เฉินหลิงจวินรู ้ว่าป๋ ายเสวียนกลับมาที่ภูเขาลั่วพั่วก็ไปหาป๋ าย เสวียนที่หอบูชากระบี่พลางแอบแจ้งเรื่องนี้ให้เผยเฉียนรู ้อย่างลับๆ

ด้วย

บนภูเขาลั่วพั่ว หากว่ากันด้วยล าดับอาวุโส ใครก็ไม่แพ้ให้ใคร แต่หากว่ากันด้วยความมีศักดิ์ศรีความหยิ่งทระนง คุณธรรมที่เลิศล้า ค้าฟ้ า เด็กชายชุดเขียวมั่นใจว่าหากไม่ใช่ข้าแล้วจะเป็ นใครได้อีก

แต่หากจะพูดถึงความจงรักภักดีจริงใจ…เด็กชายผมขาวที่ชอบ เรียกขานค าแล้วค าเล่าว่าบรรพบุรุษอิ่นกวานก็พอจะมีของดีอยู่บ้าง ส่วนป๋ ายเสวียน ถึงอย่างไรก็อายุยังน้อย ยังขาดแรงไฟไปบ้าง

บุคคลอันดับหนึ่งด้านการเรียนวรยุทธในใต้หล้าของพื้นที่มงคล รากบัว จงเชี่ยนปรมาจารย์ใหญ่จงกับหมี่อวี้เซียนกระบี่ใหญ่หมี่ เรียก

 

ได้ว่าแค่พบเจอก็เหมือนคนเคยรู ้จักกันมานาน น่าจะถือว่าเป็ นวีรบุรุษ ที่ทะนุถนอมเห็นค่าวีรบุรุษด้วยกันเองกระมัง

นอนอาบแดดอยู่บนเก้าอี้หวาย ถึงเวลากินอาหารแล้ว พวกเขาก็ ไปที่เรือนของพ่อครัวเฒ่า จงเชี่ยนพูดเลือกโน่นเลือกนี่อยู่สองสาม ประโยค จากนั้นตกลงกันว่ามื้อถัดไปจะให้ทากับข้าวอะไรบ้าง อาหาร

มื้อดึกคืนนี้จะดื่มเหล้าอะไร

ท่ามกลางแสงสนธยาของวันนี้ บนขั้นบันไดของเส้นทางหลักสู่ ยอดเขาจี๋หลิง หมื่อกี้กับเจียงซ่างเจินแยกกันจับมือของหมี่ลี่น้อยคน ละข้าง พวกเขายังช่วยกันถือคานหาบสีทองกับไม้เท้าไผ่เขียวให้นาง หมี่ลี่น้อยยิ้มปากกว้างราวกระดัง หัวเราะฮ่าๆ บินแล้ว บินแล้ว เหวี่ยง ตัวไปที่ยอดเขาด้วยกัน

บนยอดเขา นักพรตจากภูเขาอวี๋ฮว่าที่มาชมทัศนียภาพที่นี่อด ไม่ไหวถามว่าใช่เซียนกระบี่หมี่หรือไม่?

แล้วก็มีนักพรตของพรรคโต้วหรานเปิดปากถามอีกว่า ไม่ทราบ ว่าใช่อดีตเจ้าส านักเจียงของส านักกุยหยกหรือไม่?

หมี่อวี้คร ้านจะคุยด้วย ถูกคนเขาด่าว่าเซียนกระบี่หมี่ หมื่อกี้ทา เฉยไม่สนอะไรได้

เจียงซ่างเจินพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม เซียนกระบี่หมี่เป็ นคนของ สานักกระบี่ชิงผิง แต่ข้าคือผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของภูเขาลั่วพั่ว อยู่ กับคนนอกจะขาดมารยาทไม่ได้เด็ดขาด

 

หมี่ลี่น้อยรีบบอกให้โจวอันดับหนึ่งและหมี่อวี้วางตัวเองลง ก่อน จะคารวะตามขนบลัทธิเต๋าต่อเหล่าเซียนจ่างทั้งหลายอย่างเคร่งขรึม เข้าท่าเข้าที

นักพรตเหล่านั้นอดมองแม่นางน้อยชุดดาเพิ่มไม่ได้ รอกระทั่ง นางคารวะเช่นนี้ พวกนักพรตก็พากันคารวะกลับคืนแทบทั้งหมด มี เพียงเด็กหนุ่มสีหน้าเย็นชาหล่อเหลาคนหนึ่งที่ไม่มีความเคลื่อนไหว

หมี่อวี้เหลือบมองเด็กหนุ่มคนนั้น เจียงซ่างเจินคลี่ยิ้ม พวกเขา ต่างก็ไม่ได้พูดอะไร

หมี่ลี่น้อยหรือจะมัวมาสนใจรายละเอียดปลีกย่อยพวกนี้ นางมัว ยุ่งอยู่กับการมีความสุขอยู่นะ

นอกจากเนินฝูเหยาที่เป็ นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมชั่วคราวและ เรือนไม้ไผ่บนยอดเขาจี๋หลิงแล้ว อันที่จริงเฉินผิงอันยังมีเรือนส่วนตัว อยู่อีกหลังหนึ่ง เพียงแต่ว่าเขาไม่เคยไปพักอยู่ที่นั่น เวลาปกติไม่ว่าจะ อ่านตาราหรือนอนหลับก็ยังคงเลือกเป็ นชั้นหนึ่งของเรือนไม้ไผ่

วันนี้เรือนหลังนี้กลับค่อนข้างจะครึกครื้น เพราะนายท่านเจ้า ขุนเขาบอกว่าจะรับรองแขกที่นี่ ดังนั้นหน่วนซู่จึงเข้าครัวเตรียม อาหาร บนเตาไฟวางจานผักและวัตถุดิบหลากหลายชนิดไว้จนเต็ม หมี่ลี่น้อยกอดกระบอกเป่ าไฟที่ทาจากไม้ไผ่ นั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็ก โคลงศีรษะอ้าปากกว้าง ลองฝึ กให้คล่องเสียก่อน นางเข้าประจ า ตาแหน่งแล้ว สามารถเริ่มงานได้ทุกเมื่อ!

 

เด็กชายชุดเขียวที่ถือเป็ นเจ้าบ้านครึ่งตัวคอยเหลือบมองไปยัง เส้นทางเทพอยู่หลายครั้ง ทั้งกังวลว่าพี่น้องเทพวารีแม่น้าอวี่เจียงจะ ถูกอะไรถ่วงรั้งระหว่างทาง แล้วก็ยิ่งกลัวว่านายท่านเจ้าขุนเขาที่อ่าน ตาราอยู่ที่ชั้นหนึ่งของเรือนไม้ไผ่จะมีกิจธุระยุ่งวุ่นวาย เกิดเปลี่ยนใจ กะทันหัน นึกจะไม่มาก็ไม่มาแล้ว

อวี๋ค่านเทพวารีแม่น้าอวี่เจียงตกใจที่ได้รับความเมตตาโดยไม่ คาดฝัน จ าเป็ นต้องทาตัวให้กระปรี้กระเปร่าขึ้นอีกหลายเท่า เพราะถึง อย่างไรก็ต้องเป็ น “เทพวารีขึ้นเขา” อีกทั้งภูเขาลูกนั้นยังชื่อว่าภูเขา ลั่วพั่วอีกด้วย

วันนี้อวี๋ค่านเปลี่ยนมาสวมชุดหลายชุดตั้งแต่เช ้า ชุดคลุมอาคม ตระกูลเขียน ชุดขุนนางของเทพวารี แต่งกายเหมือนปัญญาชน เพียงแต่ไม่ว่าแต่งแบบไหนก็ไม่รู ้สึกพอใจเสียที

ต่อให้จะได้รับโองการให้เข้าวัง เข้าพบฮ่องเต้ของแคว้นหวงถิง อวี๋ค่านก็ยังไม่เคยรู ้สึกตื่นเต้นขนาดนี้มาก่อน

แม่น้าอวี้เจียงคือหนึ่งในสายน้าหลักของแคว้นหวงถึงเป็ นรองแค่ แม่น้าหานสือ อวี๋ค่านที่มีฐานะเป็ นเจ้าจวนชิงเจี่ยน บนท าเนียบหยก ทองที่กรมพิธีการราชสานักต้าหลีเรียบเรียงขึ้นมา ระดับเทพคือขั้น ห้าชั้นโท

แม่น้าป๋ ายกู่ที่เนื่องจากเมื่อไม่นานมานี้ได้ควบรวมลาคลองเถี่ย เชวี่ยนซึ่งอยู่ตอนบนเป็ นอาณาเขตเดียวกัน เซียวหลวนเหนียงเนียง

 

เทพวารีที่ถูกขนานนามว่าดอกพุทธรักษา ทุกวันนี้ก็เป็ นขั้นห้าชั้นโท เช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าเมื่อเทียบกับแม่น้าอวี้เจียง ฐานก าลังทรัพย์ ยังน้อยกว่าหน่อย

เทพวารีที่มีคุณสมบัติจะบุกเบิกจวนอย่างพวกเขามีระดับขั้นเท่า เทียมกับชานจวินห้ามหาบรรพตของแคว้นหวงถิง เมื่อก่อนยามที่ไป เยือนวังหลวงแคว้นหวงถิง บอกว่าไปเข้าเฝ้ าแต่อันที่จริงก็ไม่ต่างจาก การแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนสักเท่าไร เพราะถึงอย่างไรก็อย่าว่าแต่ ฮ่องเต้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก ์มังกรเลย ต่อให้เป็ นพ่อหรือปู่ ของฮ่องเต้ที่ นอนอยู่ในสุสานกษัตริย์เรียบร ้อยแล้วพวกนั้น สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขา สายน้าอย่างพวกเขาก็เคยเห็นมาไม่รู ้กี่คนต่อกี่คนแล้ว เรื่องราวใน ราชสานักที่นองเลือด ความลับในวังหลวงที่มิอาจบอกกล่าวใคร พวกอวี๋ค่าน เซียวหลวนจะไม่เคยเห็นไม่เคยได้ยินมาก่อนหรือ?

อวี๋ค่านออกมาจากจวนวารีก็ร่ายวิชาอภินิหารเวทน้าแห่งชะตา ชีวิต เห็นเพียงว่าคลื่นน้าบนแม่น้าไหลเชี่ยวกราก ประหนึ่งมีเทพช่วย อย่างแท้จริง น้าผลักน้าเกิดเป็ นลูกคลื่นทับซ ้อน มีเสียงฟ้ าร ้องฟ้ า แลบดังกังวาน ลูกคลื่นถาโถมประหนึ่งเกล็ดหิมะที่ปลิวปรายไปสี่ทิศ ไปถึงอาณาเขตของแม่น้าอวี้เจียง ไอน้าสีเขียวมรกตกลุ่มหนึ่งก็ผุด ลอยขึ้นมา อวี๋ค่านซ่อนตัวอยู่ภายใน ขี่หมอกออกเดินทางไกล ขยับ เข้าใกล้ภูเขาใหญ่ทางทิศตะวันตกก็ลดก้อนเมฆลงตามระเบียบ เผย กายออกมา เนื่องจากตรงเอวห้อยป้ ายสงบสุขปลอดภัยที่ทางกรม

 

อาญาของต้าหลีมอบให้ อวี๋ค่านจึงลดขั้นตอนในการผ่านด่านที่ ยุ่งยากไปได้มาก

มาถึงอาณาเขตของหลงเฉวียนอย่างระมัดระวังรอบคอบ แล้วไป รายงานตัวกับนักพรตคนเฝ้ าประตูที่หน้าประตูภูเขาของภูเขาลั่วพั่ว แต่โดยดี

ไม่รู ้ว่ามีเด็กชายผมขาวคนหนึ่งโผล่มาจากซอกมุมไหน บอกว่า ตัวเองคือขุนนางผู้เรียบเรียงตาราที่สถานะสูงศักดิ์ คอยจดบันทึกว่า วันเดือนปีใดมีใครแวะมาเยี่ยมเยือนภูเขาลั่วพั่ว

อวี๋ค่านรีบบอกชื่อจวนวารีของตัวเองออกไป เด็กชายผมขาวก็ จดตามไปทุกข้อ แต่กลับถามค าถามอย่างกระชับเรียบง่าย ไม่ได้ถาม อะไรให้มากความ แล้วก็เอ่ยประโยคหนึ่งเหมือนคนแก่ว่า เฉินหลิง จวินบอกกล่าวข้าและนักพรตเซียนเว่ยเอาไว้แล้ว อนุญาตให้เจ้าขึ้น เขาได้ อวี๋ค่านจึงบากหน้าเอ่ยขออภัยขุนนางผู้เรียบเรียงต าราและคน เฝ้ าประตูที่แต่งกายเป็ นนักพรตปักปิ่นไม้บนศีรษะผู้นั้น ก่อนจะสะบัด ชายแขนเสื้อ สะบัดเอา “แท่นบัญชาการขนาดจิ๋วที่แกะสลักอย่าง ประณีติชิ้นหนึ่งออกมา ขณะที่มันกาลังจะร่วงลงพื้นก็มีแสงรุ ้งเล็กบาง สองเส้นพุ่งออกมาจากแท่นบัญชาการสีเขียวมรกตนั้น พริบตาเดียว ก็มีแม่ทัพเทพสวมเกราะเรือนกายใหญ่โตมโหฬารสองตนปรากฏตัว ขนาดร่างกายไม่ต่างจากบุรุษทั่วไป พวกเขามาหยุดยืนนิ่งอยู่ที่ ด้านหลังของเจ้าจวนอวี๋ค่าน บ้างก็กดด้ามดาบ บ้างก็ถือกระบี่ยาว ต่างคนต่างมีท่าทางมุ่งมั่นแน่วแน่