กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1109.3 สหายเฉินปิดประตูต้อนรับแขก
ใต้ชายคามีเก้าอี้ไม้ไผ่ตัวเล็กวางเรียงแถวกันอยู่
เหยาเสี่ยวแหยนถามเฒ่าหูหนวกอย่างใคร่รู ้ว่าปีนั้นใช ้สถานะ ของผู้ฝึกตนเปลี่ยวร ้างพกกระบี่ขึ้นไปบนหัวกาแพงเมืองเพียงลาพัง ป่ าวประกาศว่าจะท้าต่อสู้เขียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสตัวต่อตัว ผลลัพธ ์ เป็ นเช่นไร ได้ประมือกับเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสหรือไม่?
ไม่ต้องให้เฒ่าหูหนวกพูดอะไร ป๋ ายเสวียนก็ช่วยตอบค าถามให้ ก่อนแล้ว “นังหนูโง่ถามแต่ค าถามโง่ๆ คุณสมบัติในการฝึกตนของ เฒ่าหูหนวกไม่ได้เรื่อง เป็ นเศษสวะคนหนึ่งเวทกระบี่น้อยนิดแค่นั้น ของเขา กระโดดแล้วก็ยังไม่ถึงหัวเข่าของเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโส ด้วยซ้า ประมืออะไรกัน ต่อสู้ตัวต่อตัวอะไรกัน ถามกระบี่อะไรกัน ประ มือกับผายลมน่ะสิ”
“เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสแค่ยืนนิ่งไม่ขยับ ตวัดปลายรองเท้า แล้วกดลงไปก็ขยี้เฒ่าหูหนวกให้ตายได้แล้ว”
“รอแค่ให้พื้นรองเท้าของเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสสัมผัสพื้น เสียงแพร่ดดังทีหนึ่ง บนหัวก าแพงเมืองมีดอกไม้สีเลือดเบ่งบาน ก็ เท่ากับเป็ นการให้ค าตอบแก่เฒ่าหูหนวกแล้ว แต่ในเมื่อวันนี้เฒ่าหู หนวกมีชีวิตกระโดดโลดเต้นมาอยู่บนภูเขาลั่วพั่วของอาจารย์เฉินได้ นั่นหมายความว่าปีนั้นเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสออมฝีเท้าให้น่ะสิ”
เฒ่าหูหนวกหัวเราะร่วน ไม่ได้เอ่ยอะไร
น่าหลันอวี้เตี๋ยก็ถามคาถามที่นางคิดแล้วไม่เข้าใจ “ตามคา กล่าวนี้ เฒ่าหูหนวกก็คงไม่ถึงขั้นที่ว่าไม่ได้ต่อสู้แม้แต่ครั้งเดียวก็เป็ น ฝ่ายเรียกร ้องขออยู่ต่อที่กาแพงเมืองปราณกระบี่หรอกกระมัง?”
เฒ่าหูหนวกยิ้มตาหยี ไม่อยากจะบอกความจริง จะบอกว่าเขา อยากทะนุถนอมเก็บไว้กับตัวเองก็ดี หรือมีความสุขที่จะให้เป็ นเช่นนี้ ก็ช่าง ต่อให้เป็ นลูกศิษย์ของตัวเอง เขาก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้
สุราดีกานี้ ตัดใจดื่มไม่ลง
หน้าประตูกระท่อมหลังหนึ่งมีหยวนฮว่าจิ้งที่ถูกป๋ ายเสวียนเรียก ขานค าแล้วค าเล่าว่าเซียนกระบี่หยวน หยวนจวี้ไฉ (จวี่ไฉหมายถึง บุคคลผู้เป็ นยอดคน มากด้วยความสามารถ) ยืนอยู่
ต่อให้หยวนฮว่าจิ้งจะไม่สนเรื่องของคนอื่นมากแค่ไหน นิสัย แปลกแยกเย่อหยิ่งเท่าไรทุกครั้งที่เจอกับการ “คุยเล่น” ของหนึ่งคน แก่กับเด็กน้อยหลายคนพวกนี้ก็ยังอดไม่ไหวหยุดฟังอยู่ข้างๆ
เพียงแต่หยวนฮว่าจิ้งก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าผู้ฝึกกระบี่อาวุโสขอบเขต บินทะยานคนหนึ่ง ถูกพวกเด็กน้อยสบประมาทเช่นนี้ ทาไมถึงไม่ โกรธเลยแม้แต่น้อย? เป็ นเพราะผู้อาวุโสขอบเขตสูงแล้วก็เลยใจกว้าง อย่างนั้นหรือ?
เด็กที่ชื่อป๋ ายเสวียนผู้นั้นมีคุณสมบัติดีจริงๆ ทุกวันนี้เป็ นผู้ฝึ ก กระบี่ขอบเขตชมมหาสมุทรแล้ว แต่กลับปากเสียอย่างมาก
ผู้อาวุโสกานถังที่มีฉายาว่าหลงเซิงคือขอบเขตบินทะยาน ทั้งยัง เป็ นผู้ฝึกกระบี่!
ไม่ว่าจะอยู่ในใต้หล้าแห่งใด ก็ไม่ใช่ว่าเดินไปที่ไหนก็ได้รับความ เคารพอย่างนอบน้อม จากที่นั่นหรอกหรือ?
ในทะเลสาบหัวใจของเฒ่าหูหนวกมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา “ผู้ถวาย งานทั่วไป รีบไปที่ภูเขาเที่ยวอวี๋ ช่วยถ่ายทอดมรรคาให้กับเด็กๆ กลุ่ม นั้นแทนข้าที ผู้ถวายงานรองจะไปร่วมวงความครึกครื้นที่ยอดเขาจี๋ห ลิงสักหน่อย”
เฒ่าหูหนวกมีสีหน้าอมทุกข์ รีบลุกขึ้นยืน ทว่าเสียงในใจกลับ ลิงโลด “ได้เลย ผู้อาวุโสป๋ ายจิ่ง ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ วางใจเถอะ ไม่เกิด เรื่องอะไรแน่”
รอกระทั่งเฒ่าหูหนวกหดย่อพื้นที่ไปถึงภูเขาเที่ยวอวี๋ หยวนฮ ว่าจิ้งที่ลังเลอยู่เล็กน้อยก็ไปนั่งแทนที่ตาแหน่งเขา
ป๋ ายเสวียนหิ้วกาน้าชาจื่อซาใบหนึ่งมาด้วยความเคยชิน กาใบนี้ เป็ นกาทรงที่มีหูหิ้วด้านบน ด้านในก็คือชาโกวฉี่
ป๋ ายเสวียนเงยหน้าดื่มน้าชาหนึ่งอีกแล้วส่งเสียงเรอ ก่อนจะพูด เหมือนคนแก่ว่า “เซียนกระบี่หยวน มีเรื่องอยากจะถามหรือ? ไม่ เป็ นไรเลย เจ้าและข้ามีความสัมพันธ ์ที่ไม่แย่หากข้าผู้แซ่ป๋ ายรู ้จะต้อง ตอบอย่างแน่นอน”
ก่อนหน้านี้เผยเฉียนมาที่หอบูชากระบี่รอบหนึ่ง ป๋ ายเสวียนอึ้งงัน เป็ นไก่ไม้ทันที ไม่เสีย แรงที่เป็ นลูกพี่ใหญ่ในกลุ่มเด็กเก้าคนที่มาจาก บ้านเกิดเดียวกัน เขามีสติปัญญาที่เฉียบไว อย่างมาก บอกไปว่า ตัวเองไม่ฝึกหมัดแล้ว
เผยเฉียนทาสีหน้าประหลาดใจและเสียดาย ตบหัวของเขา ยิ้ม ถามเขาว่า “คุณสมบัติในการเรียนหมัดดีขนาดนี้ ละทิ้งไปกลางคัน ไม่รู ้สึกว่าน่าเสียดายหรือ?”
ป๋ ายเสวียนทาคอย่น บอกว่าช่วงนี้ตนต้องตั้งใจฝึกกระบี่ หาไม่ แล้วจะถูกไฉอู่ทิ้งระยะห่างมากเกินไป ผ่านไปอีกพักหนึ่งค่อยกลับมา ฝึกวิชาหมัดเท้าใหม่
พอคิดถึงเรื่องน่าอายนี้ ความฮึกเหิมของป๋ ายเสวียนก็ลดน้อยลง ไปทันที
แต่ได้ยินเฉินหลิงจวินเล่าให้ฟังว่าทุกวันนี้มีคนผู้หนึ่งมาขอถาม หมัดแต่แพ้ให้กับเผยเฉียน แซ่เวินอะไรสักอย่าง ขอบเขตในการ เรียนวรยุทธพอใช ้ได้ มาถึงที่นี่ก็ถือว่ายิ่งพ่ายแพ้ยิ่งกล้าหาญ นี่ก็เลย มาถามหมัดถึงบ้านเลยไม่ใช่หรือ
พอป๋ ายเสวียนได้ยินเรื่องนี้ก็คึกคักขึ้นมาทันใด ลูกผู้ชายที่น่า เลื่อมใส วิชาหมัดไม่สูงแต่มีความองอาจกล้าหาญ! ป๋ ายเสวียนก็เลย อยากจะแอบไปหา พอเจอหน้ากันแล้วจะให้อีกฝ่ ายบันทึกชื่อ ร่วม สร ้างวีรกรรมยิ่งใหญ่ไปด้วยกัน
แต่ก็น่าประหลาดนัก เผยเฉียนที่เป็ นคนไร ้คุณธรรมด้านการ ต่อสู้ บอกว่าจะกดขอบเขตกี่ขั้นก็ล้วนหลอกลวงกันทั้งนั้นผู้นี้ พอไป เจอกับกวอจู๋จิ่วที่เห็นๆ กันอยู่ว่าเป็ นแค่ศิษย์น้องหญิงของนาง กลับ เป็ นคนพูดง่ายอย่างมาก
หยวนฮว่าจิ้งยิ้มถาม “ป๋ ายเสวียน ข้ามีคาถามข้อหนึ่งที่คิดแล้วก็ ไม่เข้าใจ ในเมื่อผู้อาวุโสกานถังเป็ นขอบเขตบินทะยาน ทาไมอยู่ที่ กาแพงเมืองปราณกระบี่ชื่อเสียงถึงไม่โด่งดัง ลาดับรายชื่อก็ไม่สูง?”
อันดับรายชื่อของสิบเซียนกระบี่บนยอดเขาของกาแพงเมือง ปราณกระบี่ เฒ่าหูหนวกอยู่ค่อนไปช่วงท้ายจริงๆ ล าดับอยู่ใกล้เคียง กับน่าหลันเซาเหว่ยและลู่จือ
ป๋ ายเสวียนส่ายหน้า “เซียนกระบี่หยวนอ่า เวลาปกติเจ้าก็หัวไวดี หรอกนะ ที่แท้ก็แกล้งทาได้สมจริงนี่เอง คาถามนี้ช่างถามได้อย่างไร ้ เหตุผลนัก ก็เพราะเฒ่าหูหนวกเป็ นคนนอกอย่างไรล่ะ เรียกร้องเขา มากเกินไปจะไม่เท่ากับกาแพงเมืองปราณกระบี่ของพวกเราไม่มี ความสามารถหรอกหรือ? กาแพงเมืองปราณกระบี่ของพวกเราก็ ไม่ได้ขาดการยอมอ่อนข้อให้ขอบเขตสองขอบเขตของเฒ่าหูหนวก เสียหน่อย”
น่าหลันอวี้เตี้ยพยักหน้า “บัญชีนี้คิดได้ไม่มีข้อบกพร่อง”
เหยาเสี่ยวแหยนเอ่ยเสียงเบา “ป๋ ายเสวียน ทุกวันนี้เจ้าเป็ นคอ ขวดขอบเขตชมมหาสมุทรแล้วหรือ?”
ป๋ ายเสวียนเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “เสี่ยวแหยนอ่า นี่ก็เป็ นเพราะ เจ้าอายุน้อยไม่รู ้ความ ข้าเป็ นแค่ขอบเขตชมมหาสมุทร ไม่ใช่ ขอบเขตหยกดิบเสียหน่อย คู่ควรให้ต้องตกอกตกใจเช่นนี้หรือ? ด่า คนโดยที่ไม่มีคาหยาบใช่ไหม ไปเรียนรู ้มาจากใครกัน?”
กวอจู๋จิ่วที่ไปนอนกลางวันมายืนอยู่ตรงหน้าประตูเรือน นาง มองป๋ ายเสวียนที่สวมรอยทาตัวเป็ นนายท่านใหญ่แวบหนึ่ง
ป๋ ายเสวียนรีบเปลี่ยนคาพูดทันที “เสี่ยวแหยน ทุกวันนี้เจ้ามี อาจารย์ที่ดีแล้วก็ควรต้องตั้งใจฝึ กกระบี่ให้ดี ทั้งไม่ควรเกียจคร ้าน แล้วก็ไม่ควรใจร ้อน ปักหลักอย่างมั่นคงก็พอแล้ว อาจารย์เฉินฝาก ความหวังไว้ให้เจ้าไม่น้อย วันหน้าเจ้าต้องแข็งแกร่งกว่าข้าแน่นอน”
ไม่ได้กลัวกวอจู๋จิ่วหรอกนะ ก็แค่เคารพนางเท่านั้น
หยวนฮว่าจิ้งยิ้มเอ่ย “เหยาเสี่ยวแหยนมีคุณสมบัติดีเยี่ยมแน่อยู่ แล้ว ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีทางได้ครอบครองกระบี่บินสามเล่มในเวลา เดียวกัน เพียงแต่ท าไมเจ้าถึงได้รู้สึกว่านางจะต้องมีผลส าเร็จสูงกว่า เจ้าแน่นอนล่ะ?”
เขากลับรู ้สึกว่าขอบเขตวิถีกระบี่ของป๋ ายเสวียนในวันนี้คู่ควรให้ ภูเขาสั่วทั่วรอคอยมากที่สุด
ป๋ ายเสวียนใช ้คาพูดที่เบาสบายอย่างมากบอกกับหยวนฮว่าจิ้ง “ระดับขั้นของกระบี่บินข้าต่าเกินไป อยู่ที่กาแพงเมืองปราณกระบี่ต้อง ไม่มีทางอยู่รอดเกินอายุยี่สิบแน่นอน แต่มาอยู่ที่นี่กลับพอจะคิดถึงวัน
พรุ่งนี้ได้บ้างแล้ว ส่วนวันมะรืนนั้นก็ช่างเถอะ ไม่มีความจาเป็ นต้อง คิดถึงเรื่องที่อยู่ไกลตัวเกินไป หากไม่ได้ติดตามใต้เท้าอิ่นกวานมาที่นี่ แต่ไปอยู่นครบินทะยานแทน ก็ต้องมีเวลาที่ต้องออกไปหา ประสบการณ์และเสี่ยงอันตราย ถ้าอย่างนั้นเรื่องอย่าง “วันพรุ่งนี้” ข้า ก็ไม่ต้องคิดถึงแล้ว ได้แต่คิดถึงเรื่องในวันนี้อย่างเดียวเท่านั้น”
กวอจู๋จิ่วลังเลเล็กน้อย ก่อนจะใช ้เสียงในใจเอ่ยว่า “อันที่จริง อาจารย์พ่อของข้าอยากจะพาเจ้าไปอยู่ข้างกาย สอนเวทกระบี่ให้เจ้า ด้วยตัวเองอย่างมาก แต่ตอนนั้นเจ้าไม่ยินดีกราบใครเป็ นอาจารย์ อาจารย์พ่อยังเสียดายอยู่เลย แต่นี่กลับทาให้เขายิ่งมองเจ้าสูงขึ้นไป อีก อาจารย์พ่อพูดเองกับปากว่าวันหน้าหากเจ้าไปไม่ถึงขอบเขต หยกดิบก็ต้องโทษที่เขาไม่ใส่ใจ ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า ดังนั้นในอนาคต เมื่อเจ้าอยู่ในขอบเขตบางอย่าง ทางฝั่งของภูเขาลั่วพั่วจะให้ใครช่วย ปกป้ องมรรคาเจ้าอย่างลับๆ อาจารย์พ่อก็คิดไว้ในใจเรียบร ้อยแล้ว ดังนั้นเจ้าไม่ต้องหมดอาลัยตายอยาก พรุ่งนี้วันมะรืนวันมะเรื่อง ปีนี้ปี หน้าหรืออีกร ้อยปี พันปี ป๋ ายเสวียนผู้ฝึ กกระบี่ของภูเขาลั่วพั่วล้วน สามารถคิดถึงได้ แล้วก็จ าเป็ นต้องคิดให้ดีๆ ด้วยเรื่องพวกนี้อาจารย์ พ่อไม่ยอมให้ข้าพูด เพียงแต่ข้าเห็นว่าสภาพจิตใจของเจ้าไม่ถูกต้อง ไม่เหมือนผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์เลยสักนิด ก็เลยต้องเตือนเจ้าสักสองสาม ค า”
ป๋ ายเสวียนกระโดดลุกขึ้นยืน ถามว่า “ไม่ได้หลอกข้าจริงๆ นะ?!” กวอจู๋จิ่วย้อนถาม “หลอกเจ้าโง่น้อยคนหนึ่งสนุกนักหรือ?”
ป๋ ายเสวียนสะอึกอึ้ง เขาจะทนไว้ก็แล้วกัน
เพราะถึงอย่างไรกวอจู๋จิ่วก็คือผู้ฝึ กกระบี่สายอิ่นกวานตัวจริง เสียงจริงที่เข้าไปอยู่ในคฤหาสน์หลบร ้อนได้ นางไม่โง่จริงๆ
กวอจู๋จิ่วกล่าว “กลับเรือนไปฝึ กกระบี่ ฝ่ าทะลุขอบเขตให้เร็ว หน่อย ขอบเขตชมมหาสมุทรตอนอายุเท่านี้ของเจ้า อยู่ที่บ้านเกิด ของพวกเราไม่ถือว่ามีมากมายดารดาษ แต่ก็ไม่ถือว่าน้อยเกินไป ถึง อย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร วันหน้ามีวันใดที่จะปิดด่านก็ คิดให้ดีๆ ก่อนว่าทาไมโจวอันดับหนึ่งต้องหลอกเจ้าออกมาจากยอด เขามี่เซวี่ย พาเดินทางข้ามมหาสมุทรมาด้วยกัน จ าไว้ว่าลองหวนคิด ให้ละเอียดว่าตอนอยู่เหนือมหาสมุทรใหญ่ได้เห็นทัศนียภาพยิ่งใหญ่ อะไรบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ควรมองข้ามนครมังกรเฒ่าไป เคยได้ ขึ้นที่สูงมองไปยังทิศไกลหรือไม่ นาทีนั้นที่เจ้าหันกลับไปมอง มหาสมุทรใหญ่มีสภาพจิตใจเช่นไร มีความรู ้สึกเช่นไร”
ป๋ ายเสวียนเบิกตากว้าง “เรื่องพวกนี้พี่ใหญ่เจียงพูดคุยกับเจ้า เป็ นการส่วนตัวด้วยหรือ?”
กวอจู๋จิ่วเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าสมองหมูหรือไร ต้องพูด อะไรกัน ข้าเดาเอาทั้งนั้น”
ป๋ ายเสวียนมือหนึ่งนิ้วหูกา อีกมือหนึ่งคลายนิ้วทั้งห้าออกแล้วกา เข้าหากันใหม่ดวงตาเปล่งประกายระยิบระยับ เอ่ยเสียงทุ้มหนักว่า “ขอบเขตประตูมังกร อยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมมือคว้าเท่านั้น!”
กวอจู๋จิ่วหัวเราะร่วน “ทาไมไม่ถ่มน้าลายลงบนฝ่ ามือเสียก่อน ล่ะ?”
ป๋ ายเสวียนเอ่ยอย่างขุ่นเคือง “หากถ่มน้าลายลงบนฝ่ ามือของ ตัวเองอย่างโง่งมจริงๆ ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีพลังอานาจที่ใต้หล้าไร ้ศัตรู อยู่อีกแล้ว”
เมื่อครู่นี้มองเห็นสายตาของหยวนฮว่าจิ้ง กวอจู๋จิ่วกลับไม่ได้พูด อะไร
ในใจคิดว่าต่อให้ไปถึงกาแพงเมืองปราณกระบี่ก็ยังเป็ นผู้ฝึ ก กระบี่ที่เข้าไปอยู่คฤหาสน์หลบร้อนไม่ได้อยู่ดี
……
เมื่อเจ้าขุนเขาเฉินพูดจาใหญ่โตไม่รู ้จักละอาย เอ่ยคาเรียกขาน ว่า “สหายอวี๋ ออกมานักพรตทุกคนที่อยู่ในห้องก็มีสีหน้าประหลาด แตกต่างกันไป
แต่ดูเหมือนเฉินผิงอันจะสัมผัสไม่ได้ถึงความแปลกประหลาด ของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย เขาขยับสายตามองไปทางหลี่มู่โจว “ข้า จาได้ว่าอารามจิงเหว่ยมีนักพรตโก้วที่เป็ นหนึ่งในลูกศิษย์ผู้สืบทอด ซึ่งมีน้อยจนนับนิ้วได้ของสหายอวี๋ เขาตายอยู่ในสนามรบของทักษิ นาตยทวีปหรือ? ข้าเปิดเอกสารของศาลบุ๋น เจ้าอารามขอบเขตหยก ดิบท่านนี้เหมือนจะยอมให้ตัวเองกายดับมรรคาสลาย แต่ก็ต้องสะสม คุณความชอบทางการสู้รบที่มากกว่าเดิมให้ได้?”
มีนักพรตคนหนึ่งตบที่วางแขนเก้าอี้อย่างแรง หันมาถลึงตาเดือด ดาลใส่เฉินผิงอัน
ทว่าเซวียเทียนจวินที่หันมองเฉินผิงอันกลับยื่นมือมากดลงบนค วามว่างเปล่าให้กับนักพรตที่ไฟโทสะลุกโชน บอกเป็ นนัยให้นิ่งเฉย เสียก่อน พวกเราไม่จ าเป็ นต้องพูดจาร ้ายกาจใส่เจ้าบ้านตามไปด้วย อีกฝ่ ายมีจุดประสงค์อย่างไร รอฟังหลายๆ ประโยคก่อน บางทีอาจ เป็ นน้าลดก้อนหินผุดก็เป็ นได้
เฉินผิงอันเพียงแค่มองไปที่หลี่มูโจว “เจ้าก็คือลูกศิษย์ผู้สืบทอด ของนักพรตขาเป๋ ผู้นั้นส่วนลึกในใจคิดอย่างไร?”
หลี่มูโจวกลับเป็ นคนที่มีสีหน้าสงบนิ่งที่สุดในบรรดานักพรตสิบ กว่าคน อย่างน้อยภายนอกก็เป็ นเช่นนี้
เขาได้ยินคาถามก็ตอบว่า “เป็ นเรื่องจริง”
เฉินผิงอันยิ้มถาม “ถึงกับไม่โกรธสักนิดเลยหรือ? ท าไม เทวรูปดินเผาในอารามจิงเหว่ยมีเทวรูปของเจ้ากินควันธูปอยู่ข้างบน ด้วยหรือ?”
สองมือของหลี่มูโจวกาหมัดวางบนหัวเข่า เอ่ยเนิบช ้าว่า “ในเมื่อ เจ้าขุนเขาพูดเรื่องจริงต่อให้ข้าได้ยินแล้วโมโหก็ไม่อาจโต้เถียงอะไร ได้ ถอยไปพูดหนึ่งก้าว ต่อให้ข้าอยากจะตอบโต้ แต่ขอบเขตก็ไม่สูง พอ แต่ก็ไม่ขัดกับการที่นับแต่วันนี้ไปสายอารามจิงเหว่ยของข้าจะท า เพียงเคารพภูเขาลั่วพั่วและเจ้าขุนเขาเฉินอยู่ไกลๆ เท่านั้น”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างกระจ่างแจ้ง “ก็คือใบหน้าแสร ้งท าเป็ นไม่มี อะไร แต่อันที่จริงกลับโกรธมากสินะ ทว่าความสามารถในการอบรม จิตใจไม่เลว ก็เลยทนไหว? หรือจะบอกว่าหลี่มู่โจวยังคงจดจ าค าสอน ของอาจารย์นอกจากการถ่ายทอดมรรคาไขข้อข้องใจได้อยู่ แล้วก็มี ความเกี่ยวข้องกับการวางตัวอยู่ร่วมกับคนในสังคมและรากฐานใน การหยัดยืนของตัวเอง? ก็เลยไม่อยากเป็ นเหมือนเด็กหนุ่มชาวบ้านที่ ใจร ้อนเหมือนประทัด แค่จุดก็ระเบิด พอโมโหขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ต้อง ม้วนแขนเสื้อตีกับคนอื่น?”
หลี่มูโจวลุกขึ้นยืน ก้มหัวลงช ้าๆ คารวะตามขนบลัทธิเต๋าแล้วจึง ยึดตัวขึ้นอีกครั้ง หมุนตัวเดินก้าวยาวๆ ออกไปทางประตูใหญ่
ไม่ได้ขัดขวาง
เฉินผิงอันไม่ได้ขัดขวาง เซวียเทียนจวินก็ไม่ได้เปิ ดปากรั้งไว้ ห้องโถงใหญ่ที่อยู่ด้านหลังมีเพียงความเงียบงัน เงียบจนกระทั่งเข็ม ตกก็คงได้ยิน
หลี่มูโจวนักพรตแห่งอารามจิงเหว่ย มือข้างหนึ่งที่เส้นเอ็นบน หลังมือปูดโปนเปิดประตูออกเบาๆ แล้วปิดลงเบาๆ …แต่กลับเห็นว่ามี บุรุษชุดเขียวคนหนึ่งใบหน้าประดับยิ้มน้อยๆเอาสองมือสอดไว้ในชาย แขนเสื้อ ยืนอยู่นอกประตู?
เฉินผิงอันกุมหมัดคารวะ ยิ้มเอ่ยว่า “ล่วงเกินแล้ว เป็ นการกระทา ด้วยความจ าใจแน่นอนว่าแค่สาหรับเจ้าคนเดียวเท่านั้น นักพรตคน อื่นๆ ที่เหลือในห้องไม่คู่ควรกับคากล่าวนี้แล้ว”
หลี่มูโจวทาหน้าเหลอหรา เฉินผิงอันหยิบกระดาษสีออกเหลือง แผ่นหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ ดูเหมือนว่าจะฉีกมาจากไหนสักที่
แล้วยื่นส่งให้หลี่มูโจว
หลี่มูโจวลังเลเล็กน้อย ก่อนจะรับเอามา จ้องมองอยู่พักหนึ่งก็เก็บ มันใส่ไว้ในชายแขนเสื้ออย่างระมัดระวัง ถามว่า “ขอถามเฉินอื่น กวาน ทาไมท่านถึงไม่มอบของสิ่งนี้ให้กับอาจารย์ปู่ ที่ก่อนหน้านี้มา เป็ นแขกที่นี่?”
บนกระดาษแผ่นนั้นเขียนถึงข้อมูลของนักพรตโก้วแห่งทวีปแดน เทพแผ่นดินกลางตอนอยู่กาแพงเมืองปราณกระบี่ไว้อย่างละเอียด แต่ ละขีดตัวอักษรล้วนบันทึกคุณูปการทางการสู้รบน้อยใหญ่เอาไว้
เนื้อหาบนกระดาษมีไม่มาก ลายมือ…ก็เหมือนเด็กเขียน แต่ สาหรับหลี่มูโจวแล้วกระดาษแผ่นนี้กลับสาคัญหนักอึ้งดุจขุนเขา
อาจารย์ไม่พูดเรื่องของตัวเองตอนอยู่กาแพงเมืองปราณกระบี่ แม้กระทั่งเรื่องที่อาจารย์เคยไปเยือนที่นั่น นักพรตของอารามจิงเหว่ย ก็แค่เคยได้ยินได้ฟังมาเท่านั้น หลี่มูโจวกับจ้าวเหวินหมิ่นผู้เป็ นศิษย์ พี่รู ้แค่ว่าอาจารย์ขอบเขตถดถอยอยู่ที่นั่น แม้ว่าจะกลับใต้หล้า ไพศาลมารักษาตัวนานหลายปี ในที่สุดก็ได้กลับคืนสู่ขอบเขตหยก
ดิบอีกครั้ง แต่ผลสาเร็จบนมหามรรคาของอาจารย์ในชีวิตนี้ก็ได้หยุด อยู่แค่หยกดิบแล้ว ด้วยเรื่องนี้อาจารย์ปู่ อวี๋เสวียนยังอยากจะพา อาจารย์ไปที่ถ้าสวรรค์อวิ๋นเพิ่งด้วยกันสักครั้ง เพียงแต่ว่าอาจารย์ไม่ ยอม บอกว่าจานวนสิทธิ์มีจากัด โอกาสหาได้ยาก จะมอบให้กับต้น กล้าเซียนอย่างแท้จริงทั้งหลาย มอบให้กับคนรุ่นเยาว์
เฉินผิงอันเอ่ยเสียงเรียบว่า “คนที่เป็ นลูกศิษย์เคยผ่านภูเขาห้อย หัวไปเยือนก าแพงเมืองปราณกระบี่ สหายอวี๋ที่เป็ นอาจารย์กลับไม่ เคยไป ดังนั้นมอบให้กับนักพรตที่เป็ นลูกศิษย์ของนักพรตโก้วอย่าง เจ้า ข้ากลับรู ้สึกว่าเหมาะสมกว่า เอ่ยคาพูดง่ายๆ ที่เหมือนคนยืนพูด ไม่ปวดเอวสักคา หากข้าเป็ นสหายอวี๋ ต่อให้ต้องเอาไม้กระบองฟาด เอากระสอบป่ านครอบหัว ก็คงต้องเอานักพรตโก้วผู้เป็ นลูกศิษย์จับ โยนไปที่ถ้าสวรรค์อวิ๋นเมิ่งก่อนแล้วค่อยว่ากัน ไม่ยอมฝึ กตน ไม่ อยากสิ้นเปลืองปราณวิญญาณท่วงทานองมรรคาของถ้าสวรรค์ อย่างนั้นหรือ? ถ้าอย่างนั้นก็อยู่ที่นั่นไปนั่นแหละ”
หลี่มู่โจวอารมณ์ขับซ ้อน สีหน้าปั้นยาก นาทีนี้ภาพจาของเจ้า ขุนเขาที่ในที่สุดก็พูดจา “จากใจจริง” เสียที่ได้เข้ามาทับซ ้อนกับ ภาพของอิ่นกวานคนสุดท้ายของก าแพงเมืองปราณกระบี่
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “เรื่องของที่นี่เจ้าไม่ต้องสนใจ สามารถไป พูดคุยถามเรื่องมรรคกถากับนักพรตเซียนเว่ยที่ตีนภูเขาได้”
หลี่มู่โจวพยักหน้า เดินออกไปสิบกว่าก้าวแล้วถึงนึกขึ้นได้ว่า ควรจะเอ่ยขอบคุณอิ่นกวานหนุ่มสักค า เขาพลันหันหน้ากลับไป แต่ กลับสังเกตเห็นว่าเฉินผิงอันยังคงยืนอยู่นอกประตู?!