กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1110.3 เสน่ห์อันสูงส่งที่มิอาจไขว่คว้ามา
สีหน้าของเซียงถงเขียวคล้า ถึงอย่างไรเด็กหนุ่มก็ไม่ได้ออกจาก ส านักบ่อยนัก เค้นสมองครุ่นคิดอยู่นานกว่าจะด่าประโยคที่ตัวเองคิด ว่าเป็ นคาด่าออกไปได้ไม่ใช่เรื่องง่าย
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ด่าให้เยอะหน่อยก็ได้”
“ตัวอยู่ในภูเขาแต่ไม่รู ้จักภูเขา ทั้งไม่รู ้ว่าอะไรคือยอดขาเฮ้อเป้ ย ยิ่งไม่รู ้ว่าทาไมถึงเป็ นภูเขาเถาฝู วิชายันต์ที่หยางเสวียนเป่ าฝึกฝน คือบ้านใหญ่ ถ่ายทอดมรรคาสอนลูกศิษย์คือบ้านเล็ก”
“นางปกป้ องเจ้าดีเกินไป เป็ นการดึงหญ้าช่วยให้เติบโต ใน อนาคตเซียงถงอาจสละร่างไปจากโลกนี้อย่างเงียบเชียบ หรือไม่ก็ลง จากภูเขาไปฝึกประสบการณ์แต่ต้องกายดับมรรคาสลาย เมื่อถึงวัน นั้น หันหน้ามองย้อนกลับมายังเส้นทางในชีวิต ผู้ที่สังหารเซียงถงก็ คือหยางเสวียนเป่านั่นเอง”
“เจ้าหนูน้อย เจ้าอย่าได้ท าผิดต่อความรักความเอ็นดูและ ความหวังที่หยางเสวียนเป่ าอาจารย์ของเจ้ามีต่อเจ้า อย่าให้นาง เสียใจครั้งหนึ่งแล้วต้องทาลายความยินดีไปนับพันนับหมื่นครั้ง ทาให้ นางเสียใจภายหลังที่ตอนนั้นไม่ควรทาเช่นนี้”
แขนสองข้างของเซียงถงเริ่มชา ลาคอเริ่มปวด ขุนเขาเหนือหัว กดทับลงมาต่าทุกทีเด็กหนุ่มจึงได้แต่ต้องก้มหน้าลง
้
จุดที่น่ากลัวที่สุดก็คือทุกครั้งที่คนแช่เฉินจงใจพูดจะต้องมีภูเขา เพิ่มขึ้นมาบนภูเขา บีบให้เขาเหมือนพยักหน้ายอมรับในสิ่งที่อีกฝ่ าย พูดครั้งแล้วครั้งเล่า
อาศัยมรรคกถาและขอบเขตสร ้างความอัปยศให้ผู้อื่นได้ถึง ขนาดนี้
ดวงตาของเซียงถงพลันเป็ นประกายวาบ เห็นร่างของนักพรต หญิงที่คุ้นเคยฝืนฝ่ าค่ายกล ท าลายตราผนึก เดินก้าวออกมาจาก ประตูใหญ่ เอ่ยกับบุรุษชุดเขียวอย่างเฉยเมยว่า “เจ้าขุนเขาเฉิน โปรดหยุดเมื่อพอสมควร ควรจะถ่ายทอดวิชาอย่างไร ท่านเป็ นเพียง คนนอกอย่าได้ชี้มือชี้…” (ชี้มือชี้เท้า เปรียบเปรยว่าเจ้ากี้เจ้าการยุ่ง เรื่องของผู้อื่น)
ไม่รอให้หยางเสวียนเป่ าแห่งยอดเขาเฮ้อเป้ ยพูดค าสุดท้ายว่า “เท้า” พริบตานั้นแสงกระบี่ก็เปล่งวาบหนึ่งที หัวของนักพรตหญิงกลิ้ง ลงพื้น ดวงตาคู่นั้นของนางมองสบตาของเซียงถงพอดี
เซียงถงตะลึงพรึงเพริดอยู่ในใจ ต่อให้จะรู ้ว่าอาจารย์ผู้นี้คือตัว ปลอม นี่ไม่ใช่เรื่องจริงแต่กระนั้นจิตแห่งมรรคาก็ยังสูญเสียการ ควบคุมไปในเสี้ยววินาที ขุนเขาใหญ่กดทับลงมาดังครืนครั่น คล้าย กับจะบดร่างจริงของเขาให้แหลกเป็ นเนื้อเละๆ จิตวิญญาณแหลก สลายกลายเป็ นผุยผง
้
นาทีถัดมา “ไป เจ้าหนูน้อย ตอนนี้ไม่มีขอบเขต ไม่มีสถานะ มี แค่ร่างของมนุษย์ธรมดาเท่านั้น จะพาเจ้าไปดูโลกมนุษย์เพิ่มพูน ประสบการณ์สักหน่อย ต้องใช ้หมื่นภูเขาสายน้าเปิดใจของเราให้ กว้าง ใช ้เรื่องราวยิบย่อยนับร ้อยพันมาขัดเกลาจิตแห่งมรรคาของเรา สอนให้รู ้ว่าเซียงถงที่ไม่มีอาจารย์ ควรจะอยู่บนโลกใบนี้อย่างไร ดูสิ ว่าจะสามารถอาศัยความสามารถของตัวเองหาที่หยัดยืนอยู่บนโลก ใบนี้ได้หรือไม่”
บนภูเขาโจ่วเจี่ยแห่งนั้น หลู่ป้ อวี๋เงยหน้ามองเห็นปีศาจใหญ่ราชา บนบัลลังก ์ที่พลังอานาจสะท้านฟ้ ากลุ่มนั้นบนยอดเขาก็ปกป้ องจิต แห่งมรรคาของตัวเองไว้อย่างระมัดระวังบอกกับตัวเองว่าสิ่งที่ตาเห็น คือภาพลวงตา ผลคือปี ศาจใหญ่จูเยี่ยนกลับฟาดกระบองลงมา กระบองนั้นหอบหุ้มเอาปณิธานและจิตสังหารไร ้ที่สิ้นสุดมาด้วย หลู่ ป้ อวี่เบิกตากว้าง ถอยร่นก้าวหนีครั้งแล้วครั้งเล่าตามจิตใต้สานึก กระบองยาววางทาบลงมาที่หัวของหลู่ปื้อวี๋ ปี ศาจใหญ่ราชาบน บัลลังก ์ตนนั้นแผดเสียงหัวเราะดังลั่น ส่ายหน้า ใบหน้าเต็มไปด้วย แววดูแคลน พวกเซียนดินของไพศาล จิตแห่งมรรคามิอาจต้านทาน การโจมตีได้จริงดังคาด แค่ฟาดกระบองลงไปง่ายๆ ทีเดียว สังหาร ศิษย์ลูกศิษย์หลานหลายสิบคนของอวี๋เสวียนจะมีอะไรยาก
“จูจื่อโซ่ว ในฐานะผู้ที่เฝ้ ามองอยู่ ข้าอยากจะโน้มน้าวเจ้าว่า เจ้า ไม่จ าเป็ นต้องมองเซวียจื๋อสุ้ยเป็ นดั่งเทพเจ้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ต้อง
้
เคารพเกรงกลัวเขาดุจวิถีแห่งสวรรค์ ทั้งมองเขาสูง แล้วก็เป็ นการดู แคลนตัวเอง”
“เซวียจื๋อสู้ย เจ้าที่เป็ นเทียนจวิน เป็ นเจ้าของตาหนักหนึ่ง ควรจะ ทบทวนตัวเองหน่อยหรือไม่? ไม่พูดถึงเทียนจวินของสายเต๋าสายอื่น ในฐานะลูกศิษย์ผู้สืบทอดของอวี๋เสวียน คนที่เรียนรู ้จากเขารอด คน ที่เลียนแบบเขาตาย แน่นอนว่าไม่มีปัญหา แต่หากเป็ นลูกศิษย์กลับ ไม่ยอมเลียนแบบอาจารย์ อีกทั้งยังไม่เหมือนทั้งรูปลักษณ์ภายนอก และจิตวิญญาณ ท าไมเซวียเทียนจวินคิดจะหลอกลวงอาจารย์ลบ ล้างบรรพชน เข้ามาแทนที่อาจารย์ของตัวเองอย่างนั้นหรือ?”
ป๋ ายเฟิ่งนักพรตหญิงที่พรสวรรค์ล้าเลิศ สามารถกินยันต์เพื่อ เพิ่มพูนตบะฝ่ าทะลุขอบเขตได้ผู้นั้น ตอนนี้ได้เข้ามาอยู่ในกรงขังที่ ว่างเปล่าไร ้ที่สิ้นสุดแห่งหนึ่ง กินยันต์ล้าค่าที่นางไม่เคยเห็นไม่เคยได้ ยินมาก่อนไปแล้วไม่รู ้กี่มากน้อย แต่ยิ่งนางกินจนขอบเขตสูงมาก เท่าไร ตรงดิ่งไปยังหยกดิบ เซียนเหริน บินทะยาน…นางกลับยิ่งกินก็ ยิ่งผ่ายผอมมากเท่านั้นร่างกายและจิตใจโรยรา ผอมจนเหลือแต่หนัง หุ้มกระดูก นางรู ้สึกว่าตัวเองเป็ นขอบเขตสิบสี่ในต านานแล้ว ยันต์นับ พันหมื่นที่ถูกนางกินเข้าไปสามารถคายออกมาได้ทุกเมื่อ นางแค่ โยนยันต์แผ่นหนึ่งออกไปง่ายๆ แสงยันต์เล็กเท่าเมล็ดงาก็สามารถ ระเบิดดวงดาวบรรพกาลทั้งหลายให้แหลกลาญ หรือไม่ก็ฟันพวกมัน ออกเป็ นสองส่วน สามารถปั่นคว้านให้ธารดวงดาวพร่างพราวแต่ละ
้
สายขยับเปลี่ยนทิศทางการโคจร ขยับเคลื่อนดวงดาวจัดวางใหม่ได้ ตามใจชอบ…
นางอาเจียนออกมาจริงๆ
นักพรตติงเห็นว่าในห้องเต็มไปด้วยโครงกระดูกนอนเกลื่อนพื้น น่าสยดสยองจนแทบไม่อาจทนมองได้ จิตแห่งมรรคาเกิดริ้วกระเพื่อม เพียงเล็กน้อยก็สงบลงอีกครั้ง
ของปลอม เป็ นเช่นนี้ ต่อให้เป็ นของจริง นักพรตติงก็ยิ่งเป็ น เช่นนี้
ผู้ฝึกบาเพ็ญตนไยต้องพูดคุยถึงเรื่องความดีความเลว มีความดี เลวก็มีความผิดความถูก มีความผิดความถูก ผู้ฝึ กตนในภูเขาก็ เท่ากับคลุกคลีอยู่ในธุลีแดง เกรงว่าจิตแห่งมรรคาจะไม่บริสุทธิ์อีก ต่อไป
เขามาจากพื้นที่มงคลไท่เกิง ก่อนจะขึ้นเขาฝึ กตน ความ ยากลาบากในโลกมนุษย์ที่เห็นมาเองกับตา พบเจอมาเองกับตัว มี มากมายถมเถไป
นักพรตติงนั่งอยู่ที่เดิม ยังคงอยู่ในท่วงท่าเกียจคร ้านหดคอพิง พนักเก้าอี้ สองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อ ถามว่า “เจ้าขุนเขาเฉิน วิธีการโอ้อวดที่ใช ้ของปลอมสวมรอยของจริงประเภทนี้ บางทีเอาไป ใช ้กับคนอื่นอาจจะได้ผลอยู่บ้าง แต่รับมือกับเสี่ยวเต้าน่าจะไม่ต่าง จากการชม้ายชายตาให้คนตาบอดดู”
้
บุรุษที่ในมือถือกระบอกยาสูบ ยกขานั่งไขว่ห้างผู้นั้นยิ้มเอ่ย “นักพรตติง หนทางใหญ่ที่เต็มไปด้วยทางแยกย่อมท าให้ฝูงแกะหลง ทาง ผู้เล่าเรียนวิชามัวไล่ตามหลายแนวทางก็อาจพลาดพลั้งเสียเอง”
นักพรตติงเปลี่ยนท่านั่งใหม่ที่สบายกว่าเดิม ไม่รู ้สึกง่วงนอนแล้ว เขาพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “หากเจ้าขุนเขาเฉินคิดจะใช ้เหตุผลโน้ม น้าวคน ก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะได้ผลเช่นเดียวกัน ไม่สู้เปลี่ยนวิธีการ ใหม่ ยกตัวอย่างเช่นใช ้ก าลังท าให้คนสยบยอม? จะดีจะชั่วก็ท าให้ เสี่ยวผินยอมรับนับถือทั้งกายและใจ ไม่เหมือนตอนนี้ที่เจ้าขุนเขาเฉิน ต้องสิ้นเปลืองเวลาและปราณวิญญาณฟ้ าดิน และเสี่ยวเต้าก็รู ้สึกว่า เจ้าขุนเขาเฉินทาให้เสี่ยวเต้าเสียเวลาด้วยเหมือนกัน เหมือนอย่างเห วินเสีย ก่อนหน้านี้นางไม่สนใจเรื่องที่ท่านโอ้อวดว่ามีความสัมพันธ ์ กับศาลบุ๋นและอาจารย์ซีผิงเลยแม้แต่น้อย รู ้สึกว่าสภาพจิตใจของ ท่านไม่คู่ควรกับยศตาแหน่งมากมายพวกนั้น ก็เป็ นแค่คนที่ชอบพูด ว่าตัวเองรู ้จักใครบ้าง มีเพียงสิ่งเดียวที่แตกต่างก็แค่ว่าคนล่างภูเขา พูดว่าตัวเองรู ้จักเศรษฐีคนใด ขุนนางคนใด แต่คนบนภูเขากลับพูด ว่าตัวเองรู ้จักอวี๋เสวียนก็เท่านั้น เสี่ยวเต้าก็เช่นเดียวกัน เรื่องราว แตกต่างแต่เหตุผลเหมือนกัน ทาให้เสี่ยวเต้ารู ้สึกดูแคลนเจ้าขุนเขา เฉินเปล่าๆ ไม่มีความจ าเป็ นเลย”
นักพรตติงคาดไม่ถึงว่าคนผู้นั้นจะพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “ถ้าอย่าง นั้นก็เปลี่ยนวิธี ให้เจ้าได้สมปรารถนา ใช ้ก าลังท าให้คนสยบยอม”
้
ครู่หนึ่งต่อมานักพรตติงที่หน้าเขียวจมูกบวมก็ลงไปนอนอยู่บน พื้น ยกมือเช็ดจมูก ในมือเต็มไปด้วยเลือดสด
นักพรตติงยังยิ้มเอ่ย “เซียนกระบี่เฉิน มีฝีมือแค่นี้เองหรือ?”
เฉินผิงอันที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ยิ้มเอ่ยว่า “สิ่งที่เจ้าพึ่งพาไม่ใช่ของนอก กายจริงๆ แต่อยู่ที่ความมีไหวพริบของตัวเอง แสวงหาจิตแห่งมรรคาที่ มั่นคง หาไม่แล้วก็ไม่มีทางที่เจ้าจะคิดหาทางลัดในการอ้อมผ่านจิต มาร เลื่อนเป็ นหยกดิบได้อย่างราบรื่น บอกว่าเจ้าเดินหลงทางไป แต่ เจ้าไม่เชื่อ?”
นักพรตติงตาลาย เปลี่ยนจากนอนมาเป็ นยืน ลอยตัวอยู่กลาง อากาศหลุบตาลงมองภูเขาสายน้าบนพื้นดิน เห็นเพียงว่าบนพื้นดินมี ลาคลองยาวเส้นหนึ่งเป็ นเส้นแบ่งเขต มีเทือกเขาสองเส้นที่ถูกลา คลอง “ตัดแบ่ง” ทาให้เกิดทัศนียภาพสองอย่าง เทือกเขาหนึ่งในนั้น อยู่ด้านข้างของล าคลอง มียอดเขานับร ้อยทอดยาว เทือกเขาอีก ครึ่งหนึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามลาคลอง ทว่ากลับมียอดเขาสูงอยู่แค่ไม่กี่ยอด เขาเท่านั้น ภูเขาลูกหนึ่งสูงกว่าภูเขาลูกหนึ่งแต่เส้นทางกลับชัดเจน เทือกเขาอีกเส้นนั้นมีสะพานยาวพาดผ่านลาคลองเชื่อมโยงเทือกเขา ยอดเขาฝั่งหนึ่งมีอยู่น้อยนิด ทว่าฝั่งตรงข้ามกลับมีภูเขานับหมื่น ภูเขาลูกหนึ่งปล่อยออกไป แต่กลับมีภูเขาอีกลูกกั้นขวาง เพียงแต่ว่า เส้นทางคดเคี้ยว ทว่ากลับไม่มียอดเขาตั้งตระหง่าน
นาทีถัดมานักพรตติงก็ไปยืนอยู่บนสะพานยาวแห่งนั้น เฉินผิง อันสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อยืนอยู่ข้างกัน “ใช ้ค่ายกลยันต์ปิด
้
ผนึกความทรงจา ใช ้ทางลัดอ้อมผ่านจิตมารโชคดีที่พาดสะพานผ่าน ด่านมาได้ ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์ กลับกันยังมีประโยชน์อย่างมาก เพียงแต่ว่าไม่อาจใช ้กับด่านก่อกาเนิดไปถึงหยกดิบก็เท่านั้น เจ้าเคย คิดหรือไม่ว่าท าไมถึงเลื่อนเป็ นขอบเขตหยกดิบแล้วยังต้องมีเรื่อง หวนคืนสู่ความจริง “แสวงหาความจริง” เพื่อเลื่อนเป็ นเซียนเหริน? สิ่งที่ป้ องกันก็คือคนที่ฉลาดเฉลียวที่สุดอย่างเจ้านี่แหละ นักพรตติง ข้าไม่มีความจ าเป็ นต้องข่มขู่เจ้า คอยดูไปเถอะ รอให้เจ้าไปถึงคอ ขวดขอบเขตหยกดิบก็ต้องใช ้หนี้แล้ว กาลเวลาในการฝึ กตนใน ภูเขาท าให้ไม่รู ้ร ้อนหนาวของโลกภายนอกแล้วอย่างไร เจ้ากลับ จะต้องได้เห็นความเยือกเย็นของแสงจันทร ์ ความอบอุ่นของ แสงอาทิตย์ที่จะบั่นทอนชีวิตคน จะต้องทาให้เจ้าทุกข์ทรมานจนพูด ไม่ออกอย่างแน่นอน”
นักพรตติงได้ยินแล้วก็ถอนหายใจเบาๆ “ทุกบ้านมีคัมภีร ์ที่อ่าน ยากอยู่จริงๆ เป็ นวิธีที่จนวิธีแล้วจริงๆ นี่นา เจ้าขุนเขาเฉิน ท่านไม่รู ้ อะไร ข้าไม่ได้จงใจอวดฉลาด แต่เป็ นเพราะจนปัญญาจริงๆ ถึงได้ใช ้ วิธีการชั้นต่าเช่นนี้”
“ภูเขาอวี่ฮว่ามียอดฝีมืออยู่มากมาย ความรู ้ไม่ตื้นเขิน ไม่มีใคร คิดจะขัดขวางเจ้า ตักเตือนเจ้าบ้างเลยหรือ?”
“พวกเขาคิดไม่ถึงว่าข้าจะคิดหาทางลัดเส้นนี้ได้ รอกระทั่งสัมผัส ได้ สถานการณ์ก็มั่นคงไปแล้ว คนที่เป็ นผู้อาวุโสในสานักย่อมไม่อาจ
้
ชัดให้ข้าขอบเขตถดถอย ให้ข้าเริ่มต้นเดินใหม่จากก่อกาเนิดอีกครั้ง หรอกกระมัง”
“สวรรค์ไม่ไร้หนทางให้คนเดิน ท าไมไม่ขอร้องบรรพจารย์อย่า งอวี๋เสวียน?”
“ท่านคิดว่าบรรพจารย์คือใคร? อยากจะเจอก็เจอได้หรือ อยากจะถามมรรคาก็ถามได้หรือ ท่านไม่รู ้อะไร ศิษย์ลูกศิษย์หลาน ของบรรพจารย์อวี๋มีกี่คน? หนึ่งภูเขาสี่สานักมีนักพรตที่ได้รับธรรม โองการกี่คน? ต่อให้บางครั้งบรรพจารย์อวี่จะเผยกายที่ยอดเขาเถียน จินที่เป็ นพื้นที่ประกอบพิธีกรรม แต่ก็ต้องคอยตอบกลับจดหมายอีกกี่ มากน้อย ทุกวันต้องต้อนรับนักพรตอีกกี่คน จัดการกิจธุระกี่มากน้อย ที่ต้องให้เขาตรวจสอบด้วยตัวเอง…”
“มีโอกาส สามารถขอร ้องได้ ท าไมไม่ขอร ้อง?”
“นั่นคือฝูลู่อวี๋เสวียน ขอบเขตสิบสี่ที่ผสานมรรคากับธารดวงดาว เชียวนะ! ท่านคิดว่าส่งกระบี่บินแจ้งข่าวไปหนึ่งฉบับ หรือวิ่งไปที่ยอด เขาเถียนจิน….”
“ท าไมถึงไม่ขอร ้อง?”
“คราวหน้าข้าจะช่วยขอร ้องสหายอวี๋แทนเจ้าดู แต่แค่ครั้งเดียว เท่านั้น คราวหน้าห้ามทาเช่นนี้อีก”
้
“ฝึกตนต้องกลัวว่าจิตแห่งมรรคาจะไม่บริสุทธิ์ จิตแห่งมรรคาไม่ ต้องกลัวว่าจะไม่บริสุทธิ์หลักการเหตุผลข้อนี้ สาหรับคนอื่นไม่ได้ผล แต่เจ้านักพรตติงกลับต้องจดจ าให้ขึ้นใจทุกเวลา”
นักพรตเบี่ยงตัวหันข้าง คารวะตามขนบลัทธิเต๋าอย่างจริงใจ “ผู้เยาว์นักพรตติงน้อมรับคาสั่งสอน จดจาไว้ขึ้นใจแล้ว!”
เฉินผิงอันรับการคารวะอย่างผึ่งผาย ยิ้มถามว่า “นักพรตติงต้อง ไม่ใช่ชื่อเดิมของเจ้าแน่ ชื่อเดิมไม่น่าฟังหรือ? ไหนลองบอกมาสิ?”
นักพรตติงมองภาพ “อนาคต” เบื้องหน้า ย้อนถามว่า “อาจารย์ เฉิน หากไม่เป็ นเพราะได้รับคาชี้แนะจากท่าน ข้าก็ถูกลิขิตมาแล้วว่า อนาคตต้องเจอกับอุปสรรคหรือ?”
เฉินผิงอันหัวเราะ “แค่ข่มขู่เจ้าเท่านั้นเอง เจ้าก็เชื่อจริงๆ หรือ ด่านแสวงหาความจริงมิอาจขัดขวางเจ้าได้หรอก”
นักพรตติงอึ้งตะลึงไปก่อน แต่จากนั้นก็คลี่ยิ้มอย่างสง่างาม นี่คือ เรียกราคาสูงไว้ก่อนแล้วค่อยลดราคาหรือ?
เขาถาม “อาจารย์เฉิน ทาไมถึงต้องจงใจพูดเปิ ดฉากเช่นนั้น เพื่อให้เสี่ยวเต้า เหวินเสียให้พวกเราดูแคลนท่านหรือ?”
เฉินผิงอันย้อนถาม “หากไม่รู ้ถึงเรื่องที่พวกเจ้า “ดูแคลน ก่อน แล้วจะรู ้เรื่องที่พวกเจ้า “ให้ความสาคัญ” ได้อย่างไร?”
้
“ข้าทั้งต้องการรู ้ว่าคุณลักษณะร่วมกันของพวกเจ้านั้นอยู่ที่ไหน แล้วก็ต้องการรู ้ถึงนิสัยที่พิเศษและความแตกต่างของพวกเจ้าแต่ละ คนด้วย”
“นักพรตติง เรื่องการฝึกตน เจ้าค่อนข้างไม่ธรรมดา ส่วนเรื่อง ของการถ่ายทอดมรรคายังห่างชั้นอยู่ไกลนัก ทุกวันนี้ได้รับลูกศิษย์ ไว้บ้างไหม?”
นักพรตติ้งยิ้มเอ่ย “ตอนนี้ยังไม่ได้รับลูกศิษย์ อีกอย่าง อาจารย์ เฉินก็อย่าเรียกข้าว่า สหายเลย ทุกวันนี้ผู้เยาว์ยังมิคู่ควร”
นักพรตทุกคนในห้องทยอยกันกลับคืนสู่ความจริง ทุกคนล้วนมี ความรู ้สึกเหมือนอยู่ห่างคนละโลก
นักพรตติงเปลี่ยนมานั่งด้วยท่านั่งที่สารวมแล้ว แล้วก็มีนักพรตที่ มีสีหน้าเลื่อนลอยบ้างก็เหงื่อแตกท่วมร่าง ยิ่งมีนักพรตที่ต้องทามุรา นั่งนิ่งถึงจะทาให้ความเคลื่อนไหวในทะเลสาบหัวใจสงบลงได้
เขาเลื่อมใสนับถืออาจารย์เฉินทั้งกายและใจมานานแล้ว การ เดินทางมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่ไม่เสียเที่ยวเท่านั้น แต่ได้ผลประโยชน์ มหาศาลเลยด้วยซ้า
เถียนกงเปลี่ยนความคิดแล้ว คิดว่าจะไปขอศึกษาหาวิชาความรู ้ จากหนึ่งภูเขาสามสานักที่เหลือเสียก่อน แล้วค่อยไปที่พรรคหลิงเป่า ทักษินาตยทวีปเพื่อถามมรรคากับใครคนหนึ่ง ขโมยเรียน? เจ้า ขุนเขาเฉินบอกแล้วว่านั่นเรียกว่าประลองฝีมือ!
้
ผู้ที่ศึกษามรรคาอย่างพวกเราขอศึกษามรรคาจากคนอื่นจะ เรียกว่าขโมยได้อย่างไร?
เหลียงเฉากวานถือว่าผ่านด่านมาได้อย่างน่ าตกใจแต่ไร ้ อันตราย แต่กระนั้นก็ยังหวาดผวาไม่คลาย คิดว่าวันหน้าเมื่อเฉินผิง อันไปเป็ นแขกที่ภูเขาเถาฝูแล้วเดินทางผ่านยอดเขาอีโฮ่ว ตนต้องหา ข้ออ้างว่าปิดด่าน อยู่ให้ห่างจากเขาเสียหน่อย
อันที่จริงจูจื่อโซ่วถือว่าเป็ นนักพรตที่รู ้สึกย่าแย่น้อยที่สุดแล้ว จึง ไม่ได้รับะรู ้ว่าผู้มีพรสวรรค์ด้านการฝึกตนที่ในใจนางรู ้สึกว่าสูงส่งเกิน จะปืนป่ ายพวกนั้นต่างก็มีสภาพเหมือนคนเจอผี แต่ขณะเดียวกันก็ เหมือนได้เจอเทพด้วย
เด็กหนุ่มเซียงถงคือนักพรตที่ลืมตาเป็ นคนสุดท้าย เขาเช่นเขี้ยว เคี้ยวฟันเอ่ย “เจ้าคนแซ่เฉิน ต่อให้เจ้าจะมีวิธีการสารพัดรูปแบบ มี แผนการหลากหลาย ข้าก็ไม่ยอมแพ้เจ้า!”
นักพรตสามคนของยอดเขา “สามโฮ่ว” จากภูเขาเถาฝู อยู่ใน ภูเขาที่ไม่เหมือนกัน เจอกับคนที่ไม่เหมือนกัน พวกเขาแต่ละคนต่าง ก็ได้รับผลประโยชน์แตกต่างกันไป ทุกวันนี้ถึงเพิ่งรู ้ว่าสายของยันต์ ไม่ใช่ว่าต้องเป็ นยันต์ที่ไต่ขึ้นสูงเท่านั้นที่ถึงจะเรียกว่ายันต์ใหญ่
ป๋ ายเฟิ่ งถอนหายใจเบาๆ อยู่ในดินแดนมายาแห่งนั้น นางกิน ยันต์จนอิ่มกินจนอาเจียน นางจึงคิดว่าวันหน้ากลับไปอยู่ในอารามคง จะต้องเรียนรู ้การวาดยันต์ให้ดีเสียแล้ว
้
เฉินผิงอันที่นั่งไขว่ห้างสูบยาสูบยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ก็แค่เวทอา พรางตาเล็กน้อย เป็ นที่ขบขันของทุกท่านแล้ว”
นักพรตติงรู ้ว่าท่าไม่ดี ก าลังจะซวยแล้ว!