novel-lucky | นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย PDF
  • หน้าหลัก
  • ดูอนิเมะ anime
  • อ่านมังงะ
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • จันทร์
  • อังคาร
  • พุธ
  • พฤหัสบดี
  • ศุกร์
  • เสาร์
  • อาทิตย์
  • ทุกวัน
  • จบแล้ว
  • นิยาย PDF
  • จันทร์
  • อังคาร
  • พุธ
  • พฤหัสบดี
  • ศุกร์
  • เสาร์
  • อาทิตย์
  • ทุกวัน
  • จบแล้ว
  • นิยาย PDF
Sign in Sign up
Prev
Next
Empire777 bigbet สล็อตเว็บตรง แทงบาคาร่า สล็อตเว็บไหนแตกดี แทงหวย24

กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1116.1 ภูเขาและทะเลเคลื่อนไหวอย่างน่าอัศจรรย์

  1. Home
  2. กระบี่จงมา! Sword of Coming
  3. บทที่ 1116.1 ภูเขาและทะเลเคลื่อนไหวอย่างน่าอัศจรรย์
Prev
Next

เหนือมหาสมุทรก่อเกิดดวงจันทร ์

คาว่า “เกิด” นี้ยอดเยี่ยมมหัศจรรย์เป็ นที่สุด ให้รสชาติละเมียด ลึกตราตรึงไม่รู ้จบ

ต่อให้เป็ นเซียนกระบี่คนหนึ่ง ใช ้วิธีการปล่อยดวงจิตเดินทาง ต่อ ให้ความเร็วในการขี่กระบี่จะเร็วมากแค่ไหน ก็ยังสู้ยันต์สามภูเขาที่ สามารถข้ามทวีปไปมาได้ตามใจชอบ แล้วก็เทียบกับเรือราตรีลานั้น ไม่ได้อย่างแน่นอน

กายธรรมล่องลอยพุ่งผ่านพันหมื่นเกาะกลางมหาสมุทร เหนือ มหาสมุทรที่กว้างใหญ่ปราณกระบี่ที่ยิ่งใหญ่ไพศาลแหวกผ่าทะเลเมฆ ไปนับไม่ถ้วน เงาร่างสีเขียวแหวกเส้นทางที่ยาวมากเส้นแล้วเส้นเล่า อยู่ท่ามกลางก้อนเมฆ

บางครั้งมีเผ่าน้าเงยหน้ามองด้วยความตะลึงพรึงเพริดก็เห็นเพียง แสงกระบี่สีเขียวเปล่งวาบหายไป เดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่ ครู่หนึ่งต่อมาถึง จะตามมาด้วยเสียงอสนีบาตดังสะเทือนแก้วหู ก้องสะท้อนอยู่ระหว่าง ผืนฟ้ าและผืนน้าที่เงียบสงัด

บางครั้งเซียนกระบี่ก็ลดร่างที่ขี่กระบี่ลงมา ปราณกระบี่แหวกผ่า ลูกคลื่น ยามที่ผ่านเกาะบางเกาะที่ตั้งอยู่อย่างเดียวดายนอกทะเล สี เขียวกลางภูเขาก็โน้มเอียงไปด้านหนึ่งเสียงขู่ๆ แว่วดัง

 

ผ่านจวนเซียนบนทะเลไม่ทราบชื่อแห่งหนึ่ง สิ่งปลูกสร ้างงดงาม หรูหราเรียงรายสลับสล้าง แสงไฟจุดสว่างไสว

ขณะที่เรือนกายสีเขียวเกือบจะพุ่งเป็ นเส้นตรงชนเข้ากับเกาะก็ พลันแบ่งแยกออกเป็ นแสงกระบี่หลายสิบเส้น บ้างสูงบ้างต่า อ้อมผ่าน ภูเขาบรรพบุรุษลูกนี้ไปได้พอดี

แสงกระบี่พร่างพราวที่แยกจากกันเมื่อเจอภูเขา ลากวิถีโคจร ของเส้นแสงที่สะดุดตาไว้กลางอากาศเส้นแล้วเส้นเล่า ล าแสงเป็ น ประกายระยิบระยับ ก่อนจะไปรวมตัวกันเป็ นเส้น เส้นหนึ่งอีกครั้ง เหนือผิวน้าทะเลห่างไปร ้อยกว่าลี้

ระหว่างที่ผลัดเปลี่ยนลมหายใจก็ชะลอแสงกระบี่ให้ช ้าลง เฉินผิง อันเผยกาย วาดเส้นครึ่งวงโค้ง คนชุดเขียวพลิ้วกายเหนือผิวน้า มหาสมุทร เดินก้าวยาวๆ ลุยคลื่นไป ชายแขนเสื้อสองข้างโบกสะบัด ด้านในเต็มไปด้วยลมทะเล

คิดอยากจะเจอเรือลาหนึ่งบนมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาล หรือไม่ก็ผู้ฝึ กลมปราณทะยานลมเดินทางไกลสักคนก็ไม่ต่างอะไร จากการงมเข็มในมหาสมุทร

แต่คืนนี้เฉินผิงอันกลับเจอคนคนหนึ่งจริงๆ คนผู้นี้บังคับเรือยันต์ ติดตามเมฆหลากสีงดงามใต้แสงจันทร ์พร่างพราวมาช ้าๆ ผู้ฝึกตน หนุ่มโยนคันเบ็ดลงไปท่ามกลางทะเลเมฆ

 

เฉินผิงอันหยุดเท้าอยู่ริมเขตของทะเลเมฆหลากสี คนหนุ่มที่ตก ปลาอย่างมีอารมณ์สุนทรีเลิกเปลือกตาขึ้น เปิดปากสอบถามด้วย ภาษากลางของทักษินาตยทวีป “ใครกัน?”

เฉินผิงอันคลี่ยิ้มบางๆ ใช ้ภาษากลางของทวีปนั้นตอบกลับไป ด้วยสาเนียงที่ถูกต้องชัดเจน “เทพเซียนพสุธาที่ออกทะเลมาเยี่ยม เยือนเซียน”

คนหนุ่มบิดหมุนข้อมื้อ กระตุกคันเบ็ดสลายเหยื่อ ทะเลเมฆหลาก สีเกิดริ้วกระเพื่อมเป็ นระลอก เขากระชากสายคันเบ็ดกลับมา เกี่ยว เหยื่อล่อปลาที่ทาด้วยวิธีการลับไปที่ตะขออีกครั้ง โยนคันเบ็ดออกไป เสียงลมหวีดหวิว เส้นเอ็นสีทองที่เล็กบางจนแทบมองไม่เห็นยาวร้อย กว่าจั้ง คนหนุ่มหัวเราะ “คนบนเส้นทางเดียวกันหรือ?”

เฉินผิงอันพยักหน้า “เป็ นปรมาจารย์ในด้านนี้ ไม่พ่ายแพ้ให้แก่ ผู้ใด”

คนหนุ่มหลุดหัวเราะพรืด แล้วก็ไม่เปิดปากพูดอะไร ส่วนคนชุด เขียวท่าทางประหลาดน่าสงสัยคนนั้นก็เพียงแค่ยืนอยู่ที่เดิม เรือนกาย พลิ้วไสวไปตามก้อนเมฆ เขามองดูอยู่อย่างนั้นเกือบครึ่งชั่วยาม มี ความอดทนดีเยี่ยม

คนหนุ่มจึงได้แต่เปิดปากเอ่ยว่า “มักจะต้องนั่งอยู่เฉยๆ เป็ นเวลา หลายสิบวัน ก็ยังไม่เคยได้ปลาสักครั้ง หากสหายอยากจะรอให้ข้าตก

 

ปลาหางหงส์หลากสีตัวหนึ่งขึ้นมาได้แล้วค่อยจากไป เกรงว่าจะต้อง ผิดหวังแล้ว”

เฉินผิงอันผงกปลายคาง ถามว่า “ขอข้าดูข้องใส่ปลาหน่อยได้ ไหม?”

ตรงหัวเรือมีข้องใส่ปลาสานจากไม้ไผ่ใบหนึ่งผูกไว้ มันผลุบหาย อยู่ในก้อนเมฆ ระดับขั้นไม่ต่า เห็นได้ชัดว่าเป็ นข้องราชามังกรบน ภูเขาชิ้นหนึ่ง

คนหนุ่มยิ้มเอ่ย “เห็นว่ารอบด้านไม่มีใคร มั่นใจว่าข้าไม่มีผู้ ปกป้ องมรรคา รังแกที่ข้าขอบเขตไม่สูง เลยคิดจะฆ่าคนชิงทรัพย์ อย่างนั้นหรือ?”

เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “สหายมาจากต้าหรางสุ่ยของทักษินาตยทวีป ใช่หรือไม่?”

ชายหนุ่มที่ตรงเอวห้อยตราประทับหยกโบราณชิ้นหนึ่งเอาไว้ ขมวดคิ้วไม่พูดจา คนผู้นี้มีการเตรียมการมาก่อนหรือ? ทั้งต้องการ ข้องราชามังกร แล้วก็ต้องการของแทนตัวที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ชิ้นนี้ด้วย? ผู้ฝึกตนอิสระบนทะเลในทุกวันนี้ กะเพราะใหญ่ไม่น้อย เลยนะ

คงไม่ใช่ว่ามาเจอกับกากเดนแห่งเปลี่ยวร ้างที่ซ่อนตัวอยู่ในทะเล หรอกนะ?

 

ดีมาก ปลาน้อยไม่ได้ แต่ได้ปลาใหญ่มากินแทน ก็ให้ข้าเป็ นคน ชั่งน้าหนักของคนผู้นี้ดูแล้วกัน

หลงเฉิงบรรพจารย์บุกเบิกภูเขาของต้าหรางสุ่ย หรือก็คือ อาจารย์ปู่ ของคนหนุ่มผู้นี้เคยได้กล่องหินบรรพกาลที่มีเทพคอย คุ้มครองใบหนึ่งมาจากแม่น้าหรางสุ่ย ในกล่องมีตราประทับห้าชิ้น หลงเฉิงเก็บตราประทับหยกไว้แค่ชิ้นเดียว ชิ้นอื่นๆ ที่เหลือล้วนมอบ ให้กับศาลบุ๋น หลงเฉิงตั้งใจหลอมตราประทับหยกชิ้นนั้นนานสาม ร ้อยปี จนมันกลายเป็ นสมบัติพิทักษ์ส านักของต้าหรางสุ่ย แทบจะ มองเป็ นของแทนตัวของเจ้าสานักได้เลย เวลานี้ก็ห้อยอยู่ตรงเอวของ ผู้ฝึกตนหนุ่มคนนี้

คนหนุ่มเก็บคันเบ็ด ลุกขึ้นยืน บอกกล่าวสถานะตัวเอง “หลิวเซีย งจากสายจวนไฉ่จือต้าหรางสุ่ย ขอสหายโปรดบอกกล่าวชื่อแซ่และ การสืบทอด”

เฉินผิงอันโบกมือ บอกเป็ นนัยว่าตัวเองไม่คิดจประลองมรรคกถา ด้วย ยิ้มเอ่ยว่า “ข้าสนิทกับหยวนชิงสู่มาก”

คนหนุ่มยิ้มถาม “แล้วอาจารย์อาหยวนสนิทกับเจ้าด้วยหรือไม่?”

เฉินผิงอันพยักหน้า “สนิทมากเหมือนกัน”

หลิวเซียงหรี่ตา ร ้องอ้อหนึ่งที “ทาไมไม่บอกเลยล่ะว่าในร ้านของ เจ้าแขวนป้ ายสงบสุขปลอดภัยไว้แผ่นหนึ่ง เขียนประโยคที่ว่า “ใต้ หล้าแห่งนี้ควรรู ้ว่าข้าหยวนชิงสู่คือเซียนกระบี่?”

 

คิดไม่ถึงว่าเจ้าหมอนั่นจะหน้าหนาไม่เบา ยังคงพยักหน้าเอ่ยว่า “สหายช่วยพูดประโยคที่ข้าอยากพูดพอดี”

โชคดีที่หลิวเซียงฝึกฝนจิตใจมาได้ไม่เลว ไม่อย่างนั้นเขาก็คง เปิดปากก่นด่าไปแล้ว ข้าผู้อาวุโสมาตกปลาอยู่บนทะเลใต้ที่ห่างจาก แจกันสมบัติทวีปไกลขนาดนี้ เจอกับคนผู้หนึ่งที่ผ่านทางมา เขากลับ จะบอกว่าตัวเองคืออิ่นกวานคนสุดท้ายของกาแพงเมืองปราณกระบี่ อย่างนั้นหรือ?!

เป็ นผู้ฝึกตนอิสระที่เห็นทรัพย์สมบัติแล้วเกิดความโลภที่โง่ หรือ เห็นข้าหลิวเซียงเป็ นคนโง่กันแน่?

เฉินผิงอันกล่าว “ลี่ไฉ่เคยมอบน้าเต้าเลี้ยงกระบี่ที่ปริแตกลูกหนึ่ง คืนให้กับต้าหรางสุ่ย”

หลิวเซียงคลางแคลงไม่แน่ใจ เจ้าหมอนี่รู ้เรื่องลับวงในระดับนี้ได้ อย่างไร?

ต้าหรางสุ่ยมีสายสืบทอดทั้งหมดห้าสาย ของตกทอดชิ้นนั้นก็ เป็ นของสายผู้ฝึกกระบี่ที่อาจารย์อาหยวนเป็ นผู้บุกเบิก เซียนกระบี่ลี่ แห่งทะเลสาบกระบี่ฟูผิงเป็ นผู้มอบมันให้กับจวนชุยลั่วของต้าหรางสุ่ย จริงๆ

เฉินผิงอันกล่าว “เซียนกระบี่หยวนติดสุรา เคยยิ้มพูดกับเกาขุย บนหัวก าแพงเมืองว่าใช ้น้าเต้าเลี้ยงกระบี่บรรจุเหล้า เอานามของ

 

ปี ศาจใหญ่มาเป็ นกับแกล้ม รสชาติล้าเลิศหาที่สิ้นสุดไม่ได้ เอร็ดอร่อยเป็ นอันดับหนึ่ง”

หลิวเซียงถาม “เจ้าเป็ นเทพเซียนจากที่ใดกันแน่?!”

มารดามันเถอะ หากเจ้าคืออิ่นกวานหนุ่มผู้นั้นจริงๆ ข้าก็จะใช ้แซ่ ตามเจ้าเลย!

สรุปก็คือหลิวเซียงไม่เชื่อว่าเจ้าคนชุดเขียวตรงหน้าผู้นี้ก็คือ เซียนกระบี่เฉินที่เขาคิดถึงอยู่ตลอด ใต้หล้านี้ไหนเลยจะมีเรื่อง บังเอิญขนาดนั้น

อีกอย่างหลายปีมานี้เซียนกระบี่อย่างพวกลิ่ไฉ่ที่ทยอยกันมาเป็ น แขกที่ต้าหรางสุย พวกเขาต่างก็พูดกันว่าอิ่นกวานคนใหม่ที่เปิดเผย สถานะอย่างตรงไปตรงมาเป็ นครั้งแรกที่เรือนชุนฟานภูเขาห้อยหัวมี กลิ่นอายสังหารเข้มข้นจนเกือบจะสังหารได้แม้กระทั่งตัวเอง…ในข้อนี้ หลิวเซียงอาศัยเรื่องเล่าลือและข่าวเล็กๆ น้อยๆ บนภูเขามาพิสูจน์ถึง ค ากล่าวของผู้ดูแลและเจ้าของเรือข้ามทวีปบางคนแล้ว อิ่นกวาน หนุ่มผู้นั้นทาอะไรรวดเร็วฉับไว เคยจะปิดประตูฆ่าคนเพียงเพราะพูด ไม่เข้าหูกันค าเดียว

กุญแจสาคัญที่สุดยังคงเป็ นการที่พวกเขาพูดอย่างหนักแน่นว่า เซียนกระบี่หนุ่มผู้นั้นไม่ได้หน้าตาหล่อเหลา รูปงามดุจต้นไม้หยก ธรรมดา หากคนอื่นมาเห็นเข้าก็จะต้องสะดุดตากับความไม่ธรรมดา ของเขาทันที

 

หลิวเซียงมองประเมินอีกฝ่ ายอย่างละเอียด บุรุษที่อยู่ตรงหน้าปัก ปิ่นหยกบนมวยผมสวมชุดกว้าตัวยาวสีเขียวสวมรองเท้าผ้า หากว่า กันด้วยรูปลักษณ์…ก็ได้แต่ถือว่าสมส่วนหากพูดถึงบุคลิก…ยืนซื้อ มองตนตกปลาอยู่เกือบครึ่งชั่วยาม ต้องไม่ใช่เฉินผิงอันแน่นอน!

เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “สหายตื้นเขินนัก คนเราจะมองกันแต่ ภายนอกไม่ได้หรอกนะ”

หลิวเซียงอัดอั้นอยู่นาน ก่อนจะถามหยั่งเชิงออกไปว่า “สหาย ร่ายเวทอ าพรางตา ใช ้วิชาเปลี่ยนแปลงรูปโฉมของตระกูลเซียน หรือ?”

เฉินผิงอันสะอึกอึ้งไปทันใด

ไม่ใช่ผู้ฝึกกระบี่ก็พูดคุยได้ยากจริงๆ

ในใจหลิวเซียงแอบคิดว่าตัวเองจะโชคดีจึงอยากจะพูดคุยกับอีก ฝ่ ายสักสองสามประโยค แต่กลับเห็นบุรุษชุดเขียวโบกชายแขนเสื้อ พริบตานั้นทะเลเมฆหลากสีก็พลิกตลบรุนแรง ปลาหลายตัวกระโดด พ้นออกมาจากชั้นเมฆแล้วกระโจนเข้าไปในเรือยันต์ด้วยตัวเอง

นาทีถัดมาก็ไม่เห็นเงาร่างของคนชุดเขียวแล้ว ข้างหูของหลิว เซียงยังได้ยินเสียงหนึ่งก้องสะท้อนอยู่ “สหายกลับบ้านเกิดแล้วก็บอก ไปว่าตัวเองตกมาได้ ไม่ต้องเอาไปขายแลกเงินที่ตลาดปลาทางทะเล ใต้แล้ว”

 

หลิวเซียงเหม่อลอย แม้จะยังไม่แน่ใจในตัวตนของอีกฝ่ าย แต่ พวกเขาต้องเป็ น ‘คนบนเส้นทางเดียวกัน” อย่างแน่นอน

หลังจากนั้นเฉินผิงอันก็พลันหยุดร่างตรงจุดเชื่อมต่อระหว่าง ทะเลใต้กับทะเลตะวันออก ก้มหน้าลงมองดวงจันทร ์ที่อยู่ในทะเล ร่าง ของนักพรตเฒ่าสวมชุดสีม่วงสะพายน้าเต้าคนหนึ่งลอยเคลื่อนสูง ออกมาจากดวงจันทร ์

คือเงามายาที่อวี๋เสวียนร่ายวิชาอภินิหารมาปรากฏกายในโลก มนุษย์

เฉินผิงอันคารวะตามขนบลัทธิเต๋า “ผู้เยาว์คารวะอวี๋เจินเหริน”

อวี๋เสวียนยิ้มพลางคารวะกลับคืน “สหายเฉินไม่ต้องมากพิธี”

เฉินผิงอันยิ้มถาม “กังวลว่าผู้เยาว์จะสั่งสอนลูกศิษย์ท่านไป ในทางผิดหรือ?”

อวี๋เสวียนโบกมือ “จะเป็ นไปได้อย่างไร แววตาในการมองคนของ ผินเต้า ฝีมือในการถ่ายทอดมรรคาของสหาย ล้วนเป็ นสุดยอดของ โลกใบนี้”

แม้จะพูดอย่างนี้ แต่ถึงอย่างไรการที่ขอบเขตเซียนเหรินคนหนึ่ง กล้าพูดถึงวิชาบินทะยานก็น่าตะลึงพรึงเพริดไปสักหน่อย ตอนนั้นป๋ า ยจิ่งยังเข้าใจผิดว่าเจ้าขุนเขาบ้านตนดื่มเหล้ามาจึงพูดจาตามประสา คนเมาหรือไม่

 

อวี๋เสวียนจึงยังมีความกังวลอยู่บ้าง

เดินไปบนพื้นผิวทะเลที่ปูไปด้วยแสงจันทร ์เต็มพื้นที่ประหนึ่ง เกล็ดปลาหิมะสีขาวทับซ ้อนกันเป็ นชั้นๆ รู ้ถึงความกังวลของเจินเห รินผู้เฒ่าเป็ นอย่างดี เฉินผิงอันใคร่ครวญหาถ้อยค าเหมาะๆ ก่อนจะ เอ่ยเนิบช ้าว่า “การปิดด่านฝึกตนในครั้งนี้ วันเวลาที่แท้จริงที่นักพรต ติงต้องใช ้ในการขัดเกลาตัวเอง สั้นหน่อยก็หลายสิบปี ยาวหน่อยก็ หนึ่งร ้อยปี”

อวี๋เสวียนลูบหนวดดีดลูกคิดอยู่เงียบๆ

ด้วยคุณสมบัติในการฝึกตนของนักพรตติง พิสูจน์มรรคาเป็ น บินทะยานภายในสอง สามร ้อยปี ก็ใช่ว่าจะไม่มีความเป็ นไปได้

เฉินผิงอันยังคงพูดกับตัวเองต่อไปว่า “ไม่ได้บอกว่าไม่อาจใช ้ เวลานานกว่านั้น ก็แค่ว่าไม่มีความหมาย”

ในที่สุดอวี๋เสวียนก็เปิดปากถาม “หมายความว่าอย่างไร?”

เฉินผิงอันยิ้มตาหยี “ต่างก็พูดกันว่าหกสิบปีในภูเขา ในโลกผ่าน ไปพันปี แล้วไม่ใช่หรือ? อายุลวงของผู้ฝึ กบ าเพ็ญตนกับอายุของ มนุษย์ธรรมดาล่างภูเขาจะเอามาเปรียบเทียบกันได้อย่างไร”

อวี๋เสวียนตื่นเต้นทันที ถามหยั่งเชิงว่า “สหายเฉิน นักพรตติงคือ ต้นกล้าที่ดีที่สุดในส านักของผินเต้า ต่อให้หยกไม่ผ่านการขัดกลึงก็ ไม่อาจเป็ นรูปเป็ นร่างได้ แต่ก็ควรจะมีขอบเขตบ้างกระมัง? ไม่สู้ลอง

 

เล่าแผนการให้คนที่ชมสถานการณ์อยู่อย่างผินเต้าฟังหน่อยได้ไหม? คาว่า “อายุลวง” ที่ว่านี้คือกี่ปีกันแน่?”

เฉินผิงอันแค่ให้คาตอบที่พร่าเลือน “สั้นหน่อยก็หนึ่งหมื่นปี ยาว หน่อยก็หนึ่งร ้อยล้านปี”

ใบหน้าอวี๋เสวียนเต็มไปด้วยความตะลึงพรึงเพริด

ครึ่งหนึ่งจริง ครึ่งหนึ่งเท็จ

จริง คือวิชานี้ของสหายเฉินน่าเหลือเชื่ออย่างแท้จริง มีความคิด ที่แปลกใหม่ คิดในสิ่งที่คนอื่นไม่คิด เท็จ ก็เพราะกังวลว่านักพรตติง จะลอยล่องตามกระแสไปในแม่น้าแห่งกาลเวลา สิ้นเปลืองเวลามาก เกินไป จิตแห่งมรรคามิอาจทนรับได้ไหว

เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ผู้ที่เห็นตัวตนของข้าที่แท้จริงท่ามกลาง ความสับสนวุ่นวาย สามารถพิสูจน์มรรคาบินทะยานนอกเหนือ เส้นทาง”

อวี๋เสวียนถาม “ช่วยพูดอย่างละเอียดได้หรือไม่?”

เฉินผิงอันส่ายหน้า “ใช่ว่าจะไม่อยาก แต่ไม่อาจทาเช่นนี้ได้” อวี๋เสวียนคว้าแขนของเฉินผิงอัน “นี่เพิ่งจะไม่ได้เจอกันแค่ไม่กี่ วันเอง สหายเฉินก็ทาตัวห่างเหินแล้วหรือ ก่อนหน้านี้ตอนอยู่บนยอด เขาจี๋หลิง พวกเราสองคนก็พูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาได้ไม่ใช่ หรือ?”

 

สหายเฉินเจ้ายังติดเงินเหรียญทองแดงแก่นทองของข้าอีกห้า ร ้อยเหรียญนะ นานๆ ทีผินเต้าจะได้มาเยือนไพศาล พวกเราสองคน ไม่ควรปรึกษาหารือกันหน่อยหรือไร?

เฉินผิงอันเอ่ยอย่างจนใจ “วันหน้าทุกๆ สามวันห้าวัน ข้าจะบอก ให้ผู้อาวุโสรู ้ถึงพัฒนาการในการฝึกตนของนักพรตติงตามเวลาที่ ก าหนดอย่างไม่ให้มีตกหล่น”

อวี๋เสวียนพยักหน้า “เป็ นแบบนี้ก็ดี มีความตกตะลึงระคนดีใจอยู่ เป็ นระยะ เทียบกับการค้าครั้งเดียวจบแล้วก็คู่ควรต่อการรอคอยมาก ยิ่งกว่า”

เฉินผิงอันครุ่นคิดแล้วก็ให้คาตอบที่คลุมเครือไปว่า “วิชาบิน ทะยานบทที่ข้าใคร่ครวญออกมาได้นี้ จาเป็ นต้องแสวงหาการพิสูจน์ ตัวเองเป็ นการภายในก่อน จากนั้นค่อยสร ้างสะพานอมตะ สุดท้ายจึง จะแสวงหามรรคาภายนอก”

อวี๋เสวียนขบคิดตามอยู่พักหนึ่ง “ลาพังแค่ได้ยินคากล่าวนี้ การ มาเยือนครั้งนี้ของผินเต้าก็ไม่เสียเที่ยวแล้ว”

เฉินผิงอันเปลี่ยนหัวข้อพูดคุย ถามว่า “ผู้อาวุโสมาเยือน กะทันหัน เพราะมีเรื่องอื่นอยากจะพูดคุยอีกใช่หรือไม่?”

อวี๋เสวียนอิ่มรับ ยื่นมือชี้ไปยังทิศไกล “ก่อนหน้านี้ได้ทาการ ทานายอย่างกะทันหัน ช่วงนี้จะต้องมีการได้กลับมาพบเจอกันครั้ง

 

หนึ่ง อาจบอกได้ว่าเกี่ยวข้องกับเจ้า แล้วก็อาจจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกัน เลย ต้องดูว่าเจ้าจะยินดีมาลุยน้าขุ่นบ่อนี้หรือไม่”

เฉินผิงอันเดาต้นสายปลายเหตุคร่าวๆ ได้แล้ว และในใจก็ ตัดสินใจได้แล้ว จึงถามคาถามที่อยู่นอกเหนือจากบทสนทนา “ภูเขา เฉวียนเจียวของที่ฝูเหยาทวีป ทาไมถึงไม่เคยมีเทพภูเขาเฝ้ าพิทักษ์? ไม่ว่าจะเป็ นเทพภูเขาที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้องจากทางราช สานักหรือจะเป็ นวิญญาณวีรบุรุษที่สร ้างศาลเถื่อนขึ้นเอง ดูเหมือนว่า ในประวัติศาสตร ์ก็ไม่เคยมีปรากฏมาก่อน”

อวี๋เสวียนลังเลเล็กน้อย ก่อนยิ้มเอ่ยว่า “ร ้อยวิญญาณเดินผ่าน ภูเขาสายน้า หากไม่ใช่เทพก็เป็ นเซียน ฝึกฝนวิชาอภินิหารไม่ก็วิชา เซียนอยู่ในภูเขา มักจะชอบความเงียบสงบเสมอ”

เจินเหรินผู้เฒ่าเก็บภาพกายธรรมดวงจันทร ์กลับคืนมา ส่วนเฉิน ผิงอันก็ขี่กระบี่ออกเดินทางไกลเหนือมหาสมุทรต่ออีกครั้ง