the first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์ - ตอนที่ 473 นักฟัง
โรงเหล้าประจำ เมืองน้อยนี้จะเปิดทำการตอนเที่ยง เริ่นเสี่ยวซู่
จึงกลับมารอก่อน เหล่าผู้อพยพตื่นแต่เช้าตรู่ออกไปทำงานหาเงิน
ผู้อพยพยากจะเก็บเงินได้ แต่ละวันได้ค่าจ้างน้อยนิด ทว่า
กิจการร้านค้าที่สมาคมเปิด ขายทั้งน้ำแกงเนื้อ เหล้า ยาสูบ แถม
มีโรงพนันกระจายทั้งเมืองน้อย ที่ราบตอนกลางไม่ได้สั่งห้ามค้าขาย
เหล้า อาจเป็นเพราะที่นี่มีอาหารมากก็ได้ พอถึงเวลาที่เหล่าคนงาน
ต้องกลับบ้าน ร้านบันเทิงเหล่านี้ก็จะออกมาโฆษณากิจการอยู่หน้า
ที่ทำงานผู้อพยพ หลังจากทำงานหนักมาทั้งวัน ใครๆ ก็อยาก
ให้รางวัลตัวเอง สรุปใช้จ่ายเงินที่เพิ่งหามาได้จนหมด
ในเมืองน้อยนี้ มีสถานที่ให้สนองกิเลสอยู่ตลอด
จางจิ่งหลินเคยพูดว่าโลกใบนี้ถูกเหล่าสมาคมต่างๆ ออกแบบ
มาอย่างดี ดูแล้วเขาพูดไม่ผิดเลยขณะมองผู้อพยพเดินผ่านไปมา เริ่นเสี่ยวซู่ก็นึกไปถึงยามที่เขา
กับน้องชายยังอาศัยอยู่ในเมืองน้อยป้อมปราการ 113 ถึงตอนนั้น
จะลำบากกว่าตอนนี้มาก แต่ก็ยังเป็นความทรงจำ อันสวยงาม
สวยงามจนทำให้เขาลืมความเจ็บปวดบางอย่างไป ลืมยามที่ต้องหิว
ท้องกิ่ว ลืมยามที่ถูกผู้คนขับไล่ ลืมยามที่ต้องนอนหลับด้วย
ความหวาดกลัว
เหลือแต่ความสุขในความทรงจำ
เพราะมนุษย์เป็นสัตว์มองโลกในแง่ดี
สำ หรับเมืองน้อยนี้ เริ่นเสี่ยวซู่เป็นคนแปลกหน้า แต่ช่วง
ที่ผ่านมามีชาวป้อมปราการที่หนีจากทางตะวันตกเฉียงเหนือมา
ไม่น้อย จึงไม่มีใครสนใจอะไรเขา
อดีตชาวป้อมปราการขดตัวอยู่ในมุม กังวลคิดถึงชีวิต
ในอนาคตของตน
ทันใดนั้นก็มีเด็กสาวคนหนึ่งวิ่งออกมาจากหลังโรงเหล้า
พร้อมกับสมุดปากกาในมือ เธอกำลังไปถามอะไรบางอย่างกับผู้ลี้ภัยเริ่นเสี่ยวซู่ลอบฟัง จึงได้รู้ว่าเด็กสาวกำลังถามผู้ลี้ภัยถึง
สงครามในทางตะวันตกเฉียงเหนือ เธออยากรู้ว่าสงครามเริ่มขึ้นได้
อย่างไร แล้วมีตำนานวีรบุรุษผู้กล้าหาญหรือบุคคลทรงพลังไหนไหม
เด็กสาวผู้นี้ไม่ได้ถามผู้ลี้ภัยแบบเปล่า ถ้าเล่าเรื่องมีประโยชน์
ก็จะได้หมั่นโถวร้อนๆ เป็นค่าตอบแทนลูกหนึ่ง
ถึงหมั่นโถวลูกเดียวจะฟังดู้เป็นของราคาถูกมาก แต่สำ หรับ
ผู้ลี้ภัยที่ไม่รู้ว่าไม่ได้กินข้าวมากี่มื้อแล้วนั้น หมั่นโถวลูกนี้ต่อชีวิตตน
ได้ จึงเล่าทุกอย่างออกมาหมด
ชายวัยกลางคนว่า “จงอิงที่เป็นผู้บัญชาการแนวหน้าของ
สมาคมตระกูลจงเป็นผู้นำมากความสามารถ เขาใช้แผนทำให้
ป้อมปราการ 178…”
เด็กสาวที่อายุราวๆ สิบแปดปีส่ายหน้าพูดขัดว่า “สมาคม
ตระกูลจงแพ้ไปแล้วไม่ใช่เหรอไง ฉันไม่อยากฟังเรื่องฝั่งสมาคม
ตระกูลจง อยากฟังแต่เรื่องของป้อมปราการ 178”
ชายวันกลางคนหน้าแดง ใจปวดแปลบ เขาเคยเป็นเจ้าหน้าที่
ทางการในสมาคมตระกูลจง แต่เพราะแพ้สงคราม จึงต้องพาครอบครัวหนีจากมาตุภูมิ แค่นั้นยังไม่แย่พอ เขายังต้องมาเล่าเชิดชู
ความกล้าหาญของศัตรูอีก…
เด็กสาวผู้นี้เหมือนเอาเกลือมาสาดแผลเขา…
เด็กสาวพูดออกมาเสียงเข้ม “ถ้าไม่มีอะไรเล่า ฉันไม่
ถามคนอื่นก็ได้ คุณปู่รออยู่”
ชายวัยกลางคนรีบขวางเธอ “เล่าแล้วๆ! ฉันเคยเป็นเจ้าหน้าที่
ระดับสูง ต้องรู้รายละเอียดกว่าคนอื่นอยู่แล้ว ตอนที่ป้อมปราการ
146 ล่มสลาย ฉันก็อยู่ที่นั่นด้วย!”
เด็กสาวได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มกว้าง “จริงเหรอ งั้นรีบเล่ามาเร็ว
ถ้าน่าสนใจ ฉันจะให้หมั่นโถวอีกลูก”
พอชายวัยกลางตนได้ยินว่าจะได้หมั่นโถวอีกลูกก็พูดสาธยาย
ออกมาหมดโดยไม่สนใจสถานะเดิมของตัวเองแล้ว เขากลัวว่า
ผู้ลี้ภัยคนอื่นจะแย่งชิงโอกาสนี้ไป
พอเริ่มพูด ก็พล่ามไปกว่าสองชั่วโมง เริ่นเสี่ยวซู่แอบฟังอยู่ใกล้
พวกเขา แต่ยิ่งฟัง สีหน้ายิ่งกลับกลายตอนแรก ชายวัยกลางคนยังพูดตามข้อเท็จจริงอยู่ พูดว่าทำไม
ป้อมปราการ 178 อยากเปิดสงครามกับสมาคมตระกูลจง และทำไม
สมาคมตระกูลจงถึงยั่วยุป้อมปราการ 178 มาหลายปี ที่จริงชาย
วัยกลางคนเป็นนักพูดที่เก่งไม่น้อย จังหวะจะโคนดีมากจนคนเงี่ย
หูฟัง บ้างเรื่องตัวเริ่นเสี่ยวซู่เองไม่เคยรู้ด้วยซ้ำ
จากนั้นก็พูดถึงสงครามจริง นับตั้งแต่การโจมตีเขากวนซาน
เขาติ้งย่วน การยึดตำบลฉือชวน จนไปถึงการตีฝ่าแม่น้ำเป่ยวาน
และมาจบที่ป้อมปราการ 146 ถูกทำลาย
ทุกเหตุการณ์มีเงาของเริ่นเสี่ยวซู่ ขณะพูดถึงป้อมปราการ 146
ถูกทำลายนั้น ชายวัยกลางคนก็พูดถึงผู้มีพลังพิเศษหนุ่มผู้ลึกลับที่
ทำลายทั้งกองพลน้อยของสมาคมตระกูลจงเสียราบคาบ
เด็กสาวฟังไปก็จดลงสมุดไปด้วย เธอเขียนไวมาก และยิ่งฟัง
สายตาก็ยิ่งทอประกาย เธอถาม “ในโลกนี้มีคนกล้าหาญทรงพลัง
แบบนั้นด้วยเหรอ”
“ไม่ใช่แค่กล้าหาญทรงพลังนะ” ชายวัยกลางคนถอนหายใจ
“ตอนนั้นฉันอยู่ในคฤหาสน์บ้านสามตระกูลจง ฉันเห็นด้วยตาตัวเองว่าเขามีเกราะเหล็กคลุมทั้งร่าง หลบกระสุนอาร์พีจีอย่างปราดเปรียว
หลังจากนั้น…”
พูดตอนนี้ จู่ๆ ชายวัยกลางคนก็หันขวับมามองเริ่นเสี่ยวซู่และ
กล่าวอย่างประหลาดใจว่า “พวกเราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่า”
สมาคมตระกูลจงกระจายภาพวาดนำจับของเริ่นเสี่ยวซู่ บุคคล
ระดับสูงของสมาคมตระกูลจงเกือบทุกคนเคยเห็นภาพเขาแล้ว
แต่ว่าหน้าที่ของชายวัยกลางคนไม่เกี่ยวกับการจับคน เลยมองเพียง
ผ่านๆ ตอนนี้เจอหน้าเริ่นเสี่ยวซู่แล้วเกิดความคุ้นหน้าขึ้นมา แต่ว่า
จำ ไม่ได้ว่าเคยเห็นที่ไหน
เริ่นเสี่ยวซู่ยิ้มพูด “ฉันก็หนีมาจากทางตะวันตกเฉียงเหนือ
พวกเราอาจจะเคยเห็นหน้ากันมาก่อน”
“ก็เป็นไปได้” ชายวัยกลางคนพยักหน้า
เด็กสาวที่อยู่ข้างๆ เร่ง “นายยังพูดไม่จบเลย รีบๆ เล่าซิ”
ชายวัยกลางคนชะงัก พอจะหันหัวไปหาเริ่นเสี่ยวซู่อีกครั้ง ก็
เห็นว่าเขาหายตัวไปแล้วเริ่นเสี่ยวซู่ไม่อยากให้คนจำ หน้าได้ ตอนนี้อยู่ที่ราบตอนกลาง
แล้ว เขาเก็บงำ ตัวไว้ดีกว่า ถึงที่ราบตอนกลางจะรุ่งเรืองมาก แต่ว่า
‘คลื่นใต้น้ำ’ ไม่ยิ่งหย่อนไม่กว่าทางตะวันตกเฉียงเหนือและ
ตะวันตกเฉียงใต้เลย
เขารู้สึกว่าถึงสงครามในที่ราบตอนกลางยังไม่เริ่มต้นขึ้น แต่
ทุกคนก็รู้ว่าทุกสมาคมต้องการช่วงชิงความเป็นใหญ่ในที่ราบ
ตอนกลาง และเขาก็ไม่อยากเข้าไปพัวพันเรื่องนี้
อีกอย่างที่นี่มีบริษัทหัวจ่งอยู่ ที่ราบตอนกลางเป็นถิ่นของบริษัท
หัวจ่ง รับมือพวกเขาไม่ง่ายเหมือนก่อนหน้า
เริ่นเสี่ยวซู่พลันนึกได้ว่าผู้ลี้ภัยน่าจะเป็นอดีตชาวป้อมปราการ
กันหมด ที่จริงน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงอยู่ไม่น้อยด้วย
ผู้อพยพในแดนตะวันตกเฉียงเหนือพร้อมอ้าแขนรับ
ป้อมปราการ 178 เพราะพอป้อมปราการ 178 มาถึงอาณาเขตของ
สมาคมตระกูลจงเดิม ก็ต้องลดภาษีและพัฒนาความเป็นอยู่ของ
ผู้อพยพ พวกเขาแทบทนรอป้อมปราการ 178 มาไม่ไหวแล้วส่วนชาวป้อมปราการธรรมดา พวกเขาไม่ต้องห่วงเลยว่า
สงครามจะส่งผลกระทบถึงพวกเขา มีแต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงนั่นแหละ
ที่กลัวจะถูกเขี่ยทิ้งออกจากระบบ!
อย่างไรตอนที่สมาคมตระกูลจงยังเถลิงอำนาจอยู่ พวก
เจ้าหน้าที่ทางการระดับสูงก็สร้างปัญหาให้เหล่าชาวป้อมปราการ
และผู้อพยพไม่น้อย เริ่นเสี่ยวซู่เคยไปมาหลายป้อมปราการแล้ว
จึงรู้ดีว่าเจ้าหน้าที่ทางการของสมาคมตระกูลจงไม่ได้ดีไปกว่าพวก
สมาคมตระกูลหลี่ ชิ่ง และหยางหรอก
คิดได้เช่นนี้ เริ่นเสี่ยวซู่ก็ไม่สงสารผู้ลี้ภัยพวกนี้อีก ถ้ามี
จิตสำ นึกอยู่ย่อมไม่หนีมาหรอก
คนงานโรงเหล้าเปิดประตู เริ่นเสี่ยวซู่ลุกขึ้นเดินเข้าไป