ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 418 คันธนูหักสะบั้น
ตอนที่ 418 คันธนูหักสะบั้น
ซ่งจางจ้องฉินเหยาเขม็งอยู่สามวินาที เมื่อเห็นสีหน้าของนางเริ่มเย็นชาลงจึงเอ่ยปากหยั่งเชิงขึ้น
“ฉินเหนียงจื่อ สนใจจะทำข้อตกลงกับข้าผู้แซ่ซ่งสักหน่อยหรือไม่”
ฉินเหยาตอบอย่างชัดเจนและเด็ดขาด “ไม่สนใจ!”
ซ่งจาง “…”
เขาถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ รีบเปลี่ยนคำพูดทันที “ผู้แซ่ซ่งสามารถซื้อบ้านร้างในหมู่บ้านสักหลังเพื่อดัดแปลงได้”
ฉินเหยาตอบอย่างจริงใจ “เช่นนั้นก็พอจะคุยกันได้เจ้าค่ะ”
ปฏิกิริยาที่จริงใจถึงเพียงนี้ทำเอาซ่งจางถึงกับหายใจสะดุดไปอีกครั้ง เขาอ้าปากแล้วก็หุบลง ไม่ต้องการจะพูดอะไรออกมาจริงๆ ได้แต่ฝืนกระตุกมุมปากแล้วเดินตามฉินเหยาข้ามสะพาน ขึ้นเนินลาดไปยังบ้านของนาง
หลิวจี้เพิ่งจะออกจากห้องน้ำและกลับเข้ามาทางประตูหลังพอดี เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวในเรือนส่วนหน้า คิดว่าฉินเหยากลับมาแล้วจึงโผล่ศีรษะออกมาดูนางสักหน่อย
แต่พอมองดู ให้ตายเถอะกลับได้เห็นใต้เท้านายอำเภอในชุดที่ไม่ใช่ชุดขุนนาง
หลิวจี้รีบเดินออกมาทักทาย
“จี้มาสายแล้ว ไม่ได้ต้อนรับแขกผู้สูงศักดิ์ หวังว่าท่านใต้เท้าจะไม่ถือสาหาความนะขอรับ!”
พูดจบก็โค้งคำนับหนึ่งที ไม่รอให้ซ่งจางตอบรับก็กล่าวต่อไปทันที
“สามัญชนผู้นี้ยังมีธุระด่วน ไม่ขอรบกวนท่านแล้ว ท่านตามสบาย ประหนึ่งว่าอยู่ที่บ้านของตนเองได้เลย หลิวจี้ขอตัวก่อน!”
พูดจบก็โค้งคำนับลาอีกครั้ง หันหลังแล้ววิ่งเข้าไปในห้องหนังสือโดยไม่หันกลับมามอง
ซ่งจางมองอย่างงุนงงเล็กน้อย “ฉินเหนียงจื่อ สามีของเจ้านี่เขา…?”
ฉินเหยาโบกมือ “ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ กำลังเร่งทำการบ้านอยู่ พวกเราไม่ต้องไปสนใจเขาหรอก”
นางผายมือเชิญคนเข้าห้องโถง “ใต้เท้าเชิญนั่งในเรือนก่อนเจ้าค่ะ เรือนของข้าซอมซ่อ หากต้อนรับขับสู้ได้ไม่ดีพอ ท่านโปรดอภัยด้วย”
“อาวั่ง ชงชา!”
แต่เขาต้องอยู่แถวนี้แน่นอน เมื่อได้ยินเสียงของนาง เขาก็จะปรากฏตัวที่ห้องครัวในทันที
“…โอ้” ซ่งจางรับคำอย่างลังเลแล้วให้ผู้ติดตามดูแลม้าอยู่ด้านนอก ส่วนตนเองก็เดินตามฉินเหยาเข้ามานั่งในห้องโถง
เมื่อครู่นี้เขายังสงสัยอยู่เลยว่าอาวั่งที่ฉินเหยาเรียกนั้นเป็นสุนัข แต่พอเขานั่งลงปุ๊บ ที่ห้องครัวซึ่งเมื่อครู่ยังว่างเปล่าพลันก็ปรากฏร่างของคนผู้หนึ่งขึ้นมา เขาชงชาร้อนๆ อย่างลวกๆ สองถ้วยแล้วยกออกมาให้
ซ่งจางมองผู้มาใหม่อย่างประหลาดใจ รูปร่างหน้าตาธรรมดา ท่าทางก็ธรรมดา พอยืนอยู่ข้างประตูก็แทบจะไม่มีตัวตน
เพียงแต่…รู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกๆ อยู่เสมอ
ซ่งจางนึกสงสัยในใจพลางยกถ้วยชาดินเผาหยาบๆ ขึ้นมาจิบ ระหว่างทางมาที่นี่เขายังไม่ได้ดื่มน้ำเลยแม้แต่หยดเดียว กระหายจะตายอยู่แล้ว
ชาร้อนไปหน่อย ใบชาก็ยังไม่คลี่ตัวเต็มที่ น้ำก็กระด้าง เรียกได้ว่าแค่พอแก้กระหายเท่านั้น
แต่เมื่อเห็นท่าทางการดื่มชาต่างน้ำของฉินเหยาแล้ว ซ่งจางก็พอจะเข้าใจได้ลางๆ ว่า ชาของบ้านฉินเหยาก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำเปล่า
เมื่อวางถ้วยชาลง ซ่งจางกวาดสายตามองไปทั่วห้องที่เรียบง่ายแต่ไม่ซอมซ่อนี้หนึ่งรอบ รู้สึกว่าตนเองเข้าใจในตัวฉินเหยามากขึ้นอีกหลายส่วน ในใจจึงเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้นเล็กน้อย
การมาครั้งนี้ของเขามีส่วนที่เป็นการเดิมพันอยู่ด้วย
การเผชิญหน้ากับบุคคลอันตรายเช่นฉินเหยาโดยพาผู้ติดตามมาเพียงคนเดียว ถือเป็นการเสี่ยงภัยอย่างยิ่ง
หากนางเกิดไม่พอใจขึ้นมา ต่อให้เขาเป็นนายอำเภอก็อาจจะจบชีวิตด้วยน้ำมือของนางได้
เพราะตอนที่นางจะจัดการกับจินฉานฉู นางก็ไม่เคยเกรงกลัวอำนาจของอีกฝ่ายเลย
แล้วนับประสาอะไรกับเขาที่เป็นนายอำเภอมาจากต่างถิ่นเล่า
“ท่านใต้เท้ามีความคิดอันใดก็โปรดพูดมาตรงๆ เถิด พวกเราจะได้ไม่ต้องพูดจาไร้สาระและทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น” ฉินเหยารออยู่ครู่หนึ่งก็ไม่เห็นซ่งจางเอ่ยปากจึงเป็นฝ่ายเปิดประเด็นขึ้นมาก่อน
ซ่งจางกำลังครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะเอ่ยปากอย่างไรดี แต่ก็ยังคิดไม่ออก ฉินเหยาก็ชิงเปิดประเด็นขึ้นมาก่อน เขาจึงรีบฉวยโอกาสจากคำพูดของนาง ย้อนถามขึ้นก่อน
“ฉินเหนียงจื่อมีเรื่องกลุ้มใจอันใดบ้างหรือไม่”
ฉินเหยาพยักหน้า “กำลังมีเรื่องกลุ้มใจเรื่องใหญ่อยู่พอดีเจ้าค่ะ”
ดวงตาของซ่งจางพลันสว่างวาบ “เชิญพูดมาได้เลย”
ขอเพียงแค่ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป เขาก็สามารถช่วยนางจัดการได้
“เรื่องนี้สำหรับท่านใต้เท้าแล้วไม่น่าจะใช่เรื่องยากนะเจ้าคะ” ฉินเหยานึกถึงชีวิตอันแสนสุขสบายของช่างไม้หลิวที่บ้านในตอนนี้ก็เผยสีหน้าโหยหาออกมาหลายส่วนแล้วกล่าวอย่างคาดหวัง
“ข้าเปิดโรงงานขึ้นมาแห่งหนึ่ง แต่ตัวข้ากลับเป็นคนค่อนข้างเกียจคร้าน ท่านใต้เท้าพอจะมีวิธีดีๆ ที่จะทำให้โรงงานของข้ายังคงทำเงินให้ข้าต่อไปได้และยังสามารถทำให้ข้าเกียจคร้านอยู่เฉยๆ ได้บ้างหรือไม่เจ้าคะ”
ซ่งจางชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด แค่นี้รึ
นี่นับเป็นเรื่องยากอันใดกัน เพียงแค่หาบ่าวที่ซื่อสัตย์และไว้ใจได้สักคนก็แก้ไขได้แล้ว
“ไม่มีเรื่องอื่นแล้วหรือ” ซ่งจางเอ่ยถามหยั่งเชิง
ทำท่าราวกับอยากให้นางร้องขอเรื่องต่างๆ ให้มากขึ้นอีก
ฉินเหยาส่ายหน้า “ไม่มีแล้วเจ้าค่ะ มีเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียว”
ซ่งจางลอบสูดหายใจเข้าลึกๆ ในใจ เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้สำหรับเขาแล้วเป็นเพียงเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ ที่บ้านของหลี่เจิ้งมีบ่าวรับใช้ที่มีคุณสมบัติตรงตามที่ฉินเหยาต้องการอยู่พอดี มอบให้นางสักคนก็ไม่เป็นไร
แต่ในทางกลับกัน ฝ่ายเขาเองกลับเป็นเรื่องยาก
การต่อรองนั้นสำคัญที่สุดคือข้อแลกเปลี่ยน ในเมื่อข้อแลกเปลี่ยนที่อีกฝ่ายเสนอมามีเพียงเท่านี้ ข้อเรียกร้องของเขาก็ไม่ควรจะสูงกว่าของนางมากเกินไปนัก
เมื่อเห็นสีหน้าผิดหวังของซ่งจาง ฉินเหยาก็เอ่ยถามอย่างใคร่รู้ “ใต้เท้าประสบปัญหาอันใดอยู่หรือเจ้าคะ”
นางก็เลียนแบบคำพูดของเขา บอกให้เขาลองพูดออกมาอย่างกล้าหาญดูบ้าง
ซ่งจางจ้องนางอยู่เป็นนานราวกับกำลังประเมินว่านางจะไว้ใจได้หรือไม่ จ้องเสียจนฉินเหยารู้สึกขบขัน ในใจคิดว่าในเมื่อไม่ไว้ใจข้าแล้วจะวิ่งมาหาข้าทำไมกัน
แต่บนใบหน้ากลับยังคงอดทนได้เป็นอย่างดี ให้อาวั่งนำเนื้อหมาป่าแดดเดียวมาอีกหนึ่งจาน กินของว่างไปพลางๆ รอให้เขาเป็นฝ่ายเอ่ยปากเอง เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น
ในห้องโถงมีเพียงเสียงเคี้ยวเนื้อหมาป่าแดดเดียวของฉินเหยา นางผลักจานไปให้เขาอย่างมีน้ำใจ “ใต้เท้าลองชิมดูสิเจ้าคะ เนื้อหมาป่าแดดเดียวในเมืองคงจะหาซื้อได้ไม่ง่ายนัก”
ซ่งจางมองนางแวบหนึ่ง ฉินเหยาพยักพเยิดไปทางจานเป็นการยืนยัน เขาจึงลองหยิบขึ้นมาชิ้นหนึ่งใส่ปากอย่างลังเลแล้วค่อยๆ เคี้ยวช้าๆ
“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ดีกว่าที่คาดไว้ใช่หรือไม่” นางเอ่ยถาม โดยไม่รอให้เขาตอบก็กล่าวต่อไปเอง
“หมาป่าดูภายนอกดุร้ายรับมือยาก แต่ที่จริงแล้วการจะฆ่ามันก็ง่ายดายนัก ขอเพียงมีอาวุธที่เฉียบคม ต่อให้เป็นหมาป่าที่ดุร้ายเพียงใดก็มิใช่คู่ต่อสู้ของมนุษย์”
“ฟังฉินเหนียงจื่อพูดเช่นนี้แล้ว ดูเหมือนว่าจะง่ายดายมากจริงๆ” ซ่งจางหัวเราะออกมาพลางเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ว่านางใช้อาวุธอะไรในการฆ่าหมาป่า
ฉินเหยากลับเข้าไปในห้องแล้วหยิบคันธนูของตนเองออกมาให้เขาดูอย่างใจกว้าง
ซ่งจางขมวดคิ้วอย่างสงสัย “ล้วนเป็นลูกธนูที่ชำรุดแล้วหรือ”
ฉินเหยาหยิบคันธนูและลูกธนูที่ชำรุดขึ้นมา ขึ้นสายพลางหัวเราะกล่าวว่า “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ขอเพียงแค่ยังใช้ได้ก็คือลูกธนูที่ดี”
พูดจบ นางก็น้าวคันธนูจนสุดสาย นิ้วก็ปล่อยสายธนูที่ขึงตึง ‘ฟิ้ว’ เสียงหนึ่ง ลูกธนูที่หักก็แหวกอากาศพุ่งออกไป วาดวิถีโค้งอันงดงามในอากาศ สุดท้ายก็ปักลึกลงไปในดินโคลนบนลานดินนอกรั้ว
ซ่งจางรีบลุกขึ้นยืนมองตามไป เห็นเพียงปลายหางขนนกที่ชำรุดครึ่งหนึ่งกำลังสั่นไหวอย่างสิ้นหวังท่ามกลางสายฝนพรำ
ฉินเหยาส่งสายตาให้อาวั่ง อาวั่งก็พยักหน้าเล็กน้อยแล้วเดินอาดๆ ออกไปนอกประตู ตรงไปยังจุดที่ลูกธนูปักอยู่ ต้องออกแรงอยู่พักใหญ่จึงจะสามารถดึงลูกธนูที่ปักลึกอยู่นั้นออกมาได้
เขาหยิบลูกธนูนั้นกลับมา วางลงบนโต๊ะเล็กๆ ที่อยู่ตรงหน้าฉินเหยาและซ่งจางเบาๆ
ซ่งจางพินิจดูอย่างละเอียด โคลนเปียกชื้นเปรอะเปื้อนอยู่เกือบจะตลอดทั้งก้านธนู เห็นได้ชัดถึงอานุภาพของมัน
สีหน้าตื่นตระหนกฉายวาบผ่านดวงตาของซ่งจางอย่างรวดเร็ว ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดหวังหม่าอู่และคนอื่นๆ จึงรู้สึกหวาดกลัวยามเอ่ยถึงฉินเหยา
“บ้าเอ๊ย!”
พลันมีเสียงสบถอย่างหัวเสียของฉินเหยาดังขึ้นในห้องโถง
ซ่งจางหันกลับไปมอง คันธนูในมือนางคงจะทนรับการทรมานด้วยพละกำลังมหาศาลเช่นนี้ต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว ตัวคันธนูจึงปริแตกออกทันที
ฉินเหยารู้สึกจนปัญญา ก่อนหน้านี้ตอนฆ่าหมาป่าก็ยังใช้ได้ดีๆ อยู่เลย วันนี้เพิ่งจะหยิบขึ้นมายิงไปแค่ดอกเดียว มันกลับหักสะบั้นลงเสียได้
แต่เมื่อคิดดูอีกที นางก็ใช้งานมันอย่างไม่บันยะบันยังมาเกือบสองปีแล้ว ดูเหมือนว่ามันก็ควรจะหักได้แล้วเช่นกัน