ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 119 อดีตผู้ใต้บังคับบัญชา
เพียงเพราะความคิดของสะใภ้รองอาจจะเบี่ยงเบนไปเรื่องอื่น แต่
นั่นไม่ได้หมายความว่าคนอื่น ๆ จะคิดเหมือนกับนาง
อย่างแรก ฮูหยินผู้เฒ่าเป็นผู้ที่มีความสงบนิ่งและเยือกเย็นเสมอ
มา นางเป็นภรรยาของผู้บัญชาการทหารมาครึ่งชีวิตแล้ว จึงพอ
เข้าใจถึงพลังอ านาจของอาวุธลับได้บ้าง
เมื่อเห็นท่าทางจริงจังของบุตรชาย นางก็รู้ว่าอาวุธลับนี้ต้องไม่
ธรรมดาแน่นอน
“จิ่วเยี่ย เจ้าวางใจได้ ข้าจะคอยดูแลพวกพี่สะใภ้ของเจ้ากับหาน
เยี่ย ไม่ให้พวกนางเอาอาวุธลับนี้ไปอวดอ้างกับผู้อื่นง่าย ๆ”
พี่สะใภ้ใหญ่รีบแสดงจุดยืนก่อน “พวกเราจะฟังค าสั่งของท่านแม่
น้องเก้า และน้องสะใภ้เก้าเสมอเจ้าค่ะ”
จากนั้นพี่สะใภ้คนอื่น ๆ ก็พากันพูดเสียงเบาว่าจะเก็บอาวุธลับนี้
ให้ดี ไม่ให้ใครพบเห็น
เนื่องด้วยเวลามีจ ากัด โม่จิ่วเยี่ยจึงอธิบายวิธีใช้งานและข้อควร
ระวังของปืนพกให้ครอบครัวฟังอย่างรวดเร็ว
ใครที่ยังไม่เข้าใจก็ให้ไปถามคนที่เข้าใจแล้วเป็นการส่วนตัวได้
ปืนพกถูกแจกจ่ายให้คนละกระบอก หลังจากมอบให้เสร็จ เผิงวั่ง
ก็เริ่มเตรียมออกเดินทาง
วันนี้เป็นวันที่สงบราบรื่น ไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น
แม้จะเป็นเช่นนั้น เฮ่อจือหร่านและโม่จิ่วเยี่ยก็ไม่ได้ลดความ
ระแวดระวังลง
ทั้งสองคนตัดสินใจว่า ในช่วงไม่กี่วันนี้จะไม่ไปพักผ่อนในพื้นที่
มิติยามกลางคืน เพื่อป้องกันในกรณีที่มีมือสังหารปรากฏตัวออกมา
เพราะพวกเขาอาจไม่สามารถรับรู้ได้หากอยู่ในพื้นที่มิติ
ขบวนเดินทางติดต่อกันสามวัน ในที่สุดก็มาถึงเมืองที่สามารถ
เติมเสบียงและเข้าพักที่โรงเตี๊ยมก่อนพลบค ่าได้
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือในโรงเตี๊ยมนี้ นอกจากคนของพวกเขา
แล้ว ก็แทบจะเรียกได้ว่าเปลี่ยวร้างไร้ผู้คน
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมนั่งกอดอกไม่มีชีวิตชีวาอยู่ที่หน้าประตู
เผิงวั่งทักทายเถ้าแก่โรงเตี๊ยมก่อน
“เถ้าแก่หลิว สบายดีหรือไม่”
น ้าเสียงของเถ้าแก่หลิวเต็มไปด้วยความท้อแท้จนปิดบังไม่อยู่
“ท่านเจ้าหน้าที่เผิง หากท่านมาช้ากว่านี้อีกสองวัน เกรงว่าท่าน
คงไม่ได้พักที่โรงเตี๊ยมของข้าแล้ว”
เผิงวั่งก็สังเกตเห็นว่ากิจการโรงเตี๊ยมซบเซาลง จึงถามว่า “เถ้า
แก่หลิว เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
“โอ้…อย่าพูดถึงมันเลย ไม่นานมานี้ ในอ าเภอเซียงหยางของเรา
มีโจรใหญ่มา คนพวกนี้แปลกจริง ๆ พวกเขาไม่เคยขโมยข้าวของ
ของชาวบ้านธรรมดา แต่เลือกจะลงมือกับคนรวยโดยเฉพาะ ทั้งยัง
แอบช่วยเหลือครอบครัวที่ยากจนอีกด้วย”
เผิงวั่งสงสัย “นั่นไม่ใช่เรื่องดีหรอกหรือ? แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ
โรงเตี๊ยมของท่านเล่า?”
เถ้าแก่หลิวยิ้มขื่น
“จริง ๆ แล้วมันไม่เกี่ยวอะไรกับโรงเตี๊ยมของข้าหรอก แต่การ
กระท าของโจรพวกนั้นท าให้พ่อค้าต่างถิ่นหลายคนตกใจกลัว จึงไม่
กล้ามาท าการค้าในอ าเภอเซียงหยางของเรา ส่งผลให้โรงเตี๊ยมใน
อ าเภอเราแทบไม่มีลูกค้าเลย”
เผิงวั่งเพิ่งเคยได้ยินเรื่องโจรปล้นคนรวยช่วยคนจนแบบนี้เป็น
ครั้งแรก เขาจึงตั้งใจสอบถามให้ละเอียด
“ตามที่เถ้าแก่หลิวบอก โจรพวกนั้นปล้นคนรวยช่วยคนจน พวก
เขาคงไม่ขโมยของจากทุกบ้านใช่หรือไม่?”
“ถูกต้อง แม้แต่บ้านคนรวย พวกเขาก็เลือกลงมือกับคนที่ร ่ารวย
แต่ไร้คุณธรรมเท่านั้น” เถ้าแก่หลิวตอบ
เผิงวั่งขมวดคิ้ว “ถ้าอย่างนั้น พ่อค้าพวกนั้นก็ไม่น่าจะกังวล
ขนาดนั้น?”
เถ้าแก่หลิวถอนหายใจอีกครั้ง
“เรื่องราวเป็นเช่นนี้ พวกโจรใหญ่เหล่านั้นถูกชาวบ้านเล่าลือกัน
ไปจนเกินจริง ใครก็ตามที่มีเงินติดตัวอยู่บ้างก็อยากเก็บซ่อน พอเป็น
เช่นนี้ นานวันเข้าคนต่างถิ่นที่มาอ าเภอเซียงหยางก็น้อยลงเรื่อย ๆ”
ส าหรับเรื่องนี้ เผิงวั่งก็ได้แต่ฟังเป็นเรื่องซุบซิบนินทาไปเท่านั้น
อย่างไรเสียพวกเขาเหล่าเจ้าหน้าที่ก็ล้วนยากจน พวกนักโทษเองก็
ไม่มีเงิน จึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกขโมยของ
ยิ่งไปกว่านั้น คนพูดกันว่า พวกโจรใหญ่เหล่านั้นปล้นคนรวย
ช่วยคนจน ย่อมไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเขาเลย
เผิงวั่งไม่ได้สืบค้นให้ลึกลงไปอีก เขาขอให้เถ้าแก่ร้านหลิวช่วย
จัดหาห้องพักให้ แล้วให้ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อน
เช่นเดียวกับที่ผ่านมา คนที่จ่ายค่าห้องไม่ไหวก็ต้องไปนอนที่โรง
เก็บฟืนหลังร้าน…
เฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยยังคงเลือกห้องส าหรับสองคน ตอน
กลางคืนขณะพักผ่อน จู่ ๆ โม่จิ่วเยี่ยก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง
เขาพุ่งออกจากห้องอย่างรวดเร็ว กระโดดขึ้นไปบนหลังคา
เฮ่อจือหร่านก็วิ่งตามออกไปเช่นกัน แต่น่าเสียดายที่โม่จิ่วเยี่ยเร็ว
เกินไป พอนางออกไปก็มองไม่เห็นเงาของโม่จิ่วเยี่ยแล้ว จึงได้แต่
กลับเข้าไปรอในห้อง
โม่จิ่วเยี่ยไล่ตามเงาด าบนหลังคาออกไปไกล จนกระทั่งห่างจาก
ที่พักแล้ว คนชุดด าถึงได้หยุดลง
“พวกเจ้าเป็นใครกัน?” โม่จิ่วเยี่ยถามด้วยน ้าเสียงเคร่งขรึม
ชายชุดด าพบว่ามีคนไล่ตามมา จึงตั้งใจจะล่อคนไปยังที่เงียบ
สงบกว่านี้ก่อนจะลงมือ
แต่เมื่อพวกเขาได้ยินเสียงอันคุ้นเคยนี้ ก็รีบถอดผ้าปิดหน้าออก
ทันที่ แล้วคุกเข่าข้างหนึ่งตรงหน้าโม่จิ่วเยี่ย
“ข้าน้อยเหลียงห่าวขอคารวะท่านแม่ทัพ”
“เหลียงห่าว เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?” โม่จิ่วเยี่ยประหลาดใจนัก
ขณะพูด เขาก็ก้าวเข้าไปอย่างรวดเร็วและพยุงคนที่คุกเข่าอยู่ให้
ลุกขึ้น
เหลียงห่าวชี้ไปยังคนด้านหลังเขาและพูดว่า “ท่านแม่ทัพ พวก
เราได้ยินว่าตระกูลของท่านถูกริบทรัพย์และเนรเทศ พวกเราจึง
ลาออกจากต าแหน่งและมารอพบท่านที่นี่”
โม่จิ่วเยี่ยมองดูคนที่อยู่ด้านหลังเหลียงห่าว
เป็นซ่งเชา หวังต้าลี่ สวีชิงเฟิง หลี่หมิงรุ่ย
คนเหล่านี้ล้วนเป็นทหารที่ได้รับการฝึกฝนจากบิดาและพี่ชาย
ของเขา หลังจากเขากลับมาเมืองหลวง พวกเขาก็ยังอยู่ปกป้องที่
ชายแดน
ไม่คิดว่าคนเหล่านี้จะจงรักภักดีต่อสกุลโม่ถึงเพียงนี้ ใน
สถานการณ์เช่นนี้พวกเขายังเลือกจะลาออกจากต าแหน่งและตามมา
ที่นี่
แต่โม่จิ่วเยี่ยกลับไม่ค่อยเห็นด้วยกับการกระท าของพวกเขา
“พวกเจ้าอุตส่าห์ทนล าบากจนได้ต าแหน่งปัจจุบันมา แล้วท า
เช่นนี้ไปเพื่ออะไร? ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้คนทั้งสกุลโม่ถูกเนรเทศ การ
ติดตามข้าไปย่อมจะไม่มีอนาคตใด ๆ เลย”
เหลียงห่าวน าทุกคนคุกเข่าลงอีกครั้ง “พวกเราติดตามท่านผ่าน
ความเป็นตายมาหลายปี ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าพวกเราว่าท่านเป็นกบฏ
หรือไม่ มันต้องเป็นเรื่องเหลวไหลชัด ๆ ราชส านักปฏิบัติต่อขุนนางผู้
มีคุณงามความดีเช่นท่านอย่างไม่เป็นธรรม พวกเราจะไม่มีวันยอม
สละชีวิตเพื่อจักรพรรดิที่ดวงตามืดบอดแบบนั้น”
ค าพูดนี้กล่าวอย่างหนักแน่น แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจของ
เหลียงห่าวและคนอื่น ๆ ที่มีต่อราชส านัก
โม่จิ่วเยี่ยรู้ดีว่าคนเหล่านี้ลาออกจากต าแหน่งแล้ว ไม่ว่าเขาจะ
พูดอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์
“เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเจ้ามีแผนการอะไรหรือไม่?”
คนทั้งห้าตอบพร้อมกันว่า “ท่านแม่ทัพอยู่ที่ไหน พวกเราก็จะอยู่
ที่นั่น”
เกี่ยวกับเรื่องนี้โม่จิ่วเยี่ยไม่มีข้อโต้แย้งอะไร คนเหล่านี้เป็นเด็ก
ก าพร้าที่ไม่มีใครต้องการมาตั้งแต่เด็ก ถูกบิดาและพี่ชายของเขาไป
ฝึกฝนในค่ายทหาร ตอนนี้ก็ยังคงโดดเดี่ยวและไม่ว่าจะไปที่ใดก็ไม่มี
อะไรให้นึกห่วง
“ตอนนี้สถานะของข้าคือนักโทษเนรเทศจากราชส านัก ต้อง
เดินทางไปถึงซีเป่ยก่อนถึงจะได้รับอิสระ พวกเขาเดินทางตามขบวน
เนรเทศไปด้วยคงไม่สะดวกนัก พวกเราไปพบกันที่ซีเป่ยจะดีกว่า”
“ไม่ขอรับ พวกเราจะติดตามท่านไปตลอดเส้นทาง เพื่อปกป้อง
ความปลอดภัยของท่านและครอบครัว” เหลียงห่าวคัดค้าน
เมื่อพูดถึงความปลอดภัยของครอบครัว โม่จิ่วเยี่ยก็เริ่มลังเล
การให้เหลียงห่าวและคนอื่น ๆ ติดตามไปด้วย เมื่อเจอกับ
อันตรายก็จะช่วยได้มาก
“ถ้าอย่างนั้น พวกเจ้าติดตามขบวนไปห่าง ๆ ก็พอ อย่าท าให้คน
อื่นสงสัย”
เขาหยุดชั่วครู่แล้วเอ่ยต่อ “อีกอย่าง ตอนนี้ข้าไม่ใช่ท่านแม่ทัพ
อีกแล้ว พวกเจ้าต้องเปลี่ยนค าเรียกใหม่”
เหลียงห่าวครุ่นคิดครู่หนึ่ง “เช่นนั้นพวกเราจะเรียกท่านว่า
คุณชายเก้าเหมือนเดิมได้หรือไม่?”
ตามความคิดของโม่จิ่วเยี่ย ตอนนี้พวกเขาล้วนเป็นคนธรรมดาที่
ไม่มีต าแหน่งใด ๆ อีกทั้งคนเหล่านี้ก็อายุมากกว่าเขาเล็กน้อย การ
เรียกชื่อเขาจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่เมื่อนึกถึงท่าทีเคารพนับถือของเหลียงห่าวกับคนอื่น ๆ ที่มีต่อ
สกุลโม่ เขาคงไม่ยอมเรียกชื่อของเขาโดยตรงแน่นอน โม่จิ่วเยี่ยจึง
ยอมตามใจพวกเขา
“ตกลง เรียกแบบนี้เถอะ!”