ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 504 ดูเหมือนมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 504 ดูเหมือนมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น
ความจริงแล้วเด็กคนนี้เป็นโรคปอดบวม เพียงแต่ราชวงศ์ต้าซุ่น
ยังไม่มีค าว่าโรคปอดบวม เฮ่อจือหร่านจึงต้องใช้ค าพูดที่พวกเขา
เข้าใจได้ในการอธิบาย
เมื่อนางพูดจบ หญิงคนนั้นก็คุกเข่าลงตรงหน้านางทันที่
“ฮูหยิน ข้าขอร้องท่าน โปรดช่วยชีวิตลูกชายข้าด้วยเถิด!”
เฮ่อจือหร่านรีบช่วยพยุงนางขึ้นมาอย่างเร่งรีบ
“พวกเจ้าอย่าเพิ่งตื่นตระหนก ข้ามียาที่เหมาะกับอาการนี้ติดมา
ด้วย ให้เด็กกินก่อนเถอะ”
เฮ่อจือหร่านกล่าวจบก็หมุนตัวขึ้นไปบนรถม้า หยิบยาลดไข้และ
ยารักษาโรคปอดบวมในเด็กออกมาจากพื้นที่มิติ
หลังจากเปลี่ยนห่อบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดแล้ว นางก็มอบให้กับสตรี
ผู้นั้น พร้อมทั้งบอกให้นางเอาให้เด็กกินทันที่
ขณะเดียวกัน เฮ่อจือหร่านก็ไม่ลืมจะสอบถามสาเหตุที่ประตูเมือง
ยังไม่เปิดจากสามีภรรยาคู่นี้
“พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่า เหตุใดวันนี้ประตูเมืองถึงยังไม่เปิดกระทั่ง
เวลานี้แล้ว?”
ชายคนนั้นอธิบายว่า “พวกท่านคงเป็นคนต่างถิ่นใช่หรือไม่? คง
ไม่แปลกที่จะไม่รู้สถานการณ์ของเมืองหลวง”
เฮ่อจือหร่านท าท่าทีสนใจแล้วถามต่อว่า “โอ้? มันเป็นเช่นไรกัน
แน่?”
“ประตูเมืองหลวงไม่ได้เปิดมาสามวันแล้ว พวกข้าเป็นชาวบ้านที่
อาศัยอยู่ในหมู่บ้านรอบ ๆ เมืองหลวง หากไม่ใช่เพราะลูกเจ็บป่วย
อยากจะเข้ามาลองเสี่ยงดูก็คงไม่มารอที่นี่ ดูจากสถานการณ์วันนี้
แล้ว ประตูเมืองคงยังไม่เปิดได้อีก”
เฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยฟังค าพูดของชายคนนั้นแล้วต่างมอง
หน้ากัน ทั้งสองคนมีลางสังหรณ์ไม่ดี
ประตูเมืองหลวงไม่ได้เปิดมาสามวันแล้ว มีความเป็นไปได้เพียง
อย่างเดียวคือด้านในคงเกิดปัญหาใหญ่ขึ้น
โดยเฉพาะเฮ่อจือหร่านที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์
โบราณเป็นอย่างมาก
ความเป็นไปได้มากที่สุดของสถานการณ์เช่นนี้คือมีคนก าลังบีบ
บังคับราชส านัก
ทั้งสองคนมองก าแพงเมืองโดยไม่รู้ตัว
โม่จิ่วเยี่ยกล่าวเบา ๆ ว่า “ดูท่าว่าจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นจริง ๆ มิ
เช่นนั้นทหารยามบนก าแพงคงไม่มากมายเช่นนี้”
แม้เฮ่อจือหร่านจะไม่คุ้นเคยกับสถานการณ์ของที่นี่เท่ากับโม่จิ่ว
เยี่ย แต่นางก็สังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างได้
จากสภาพของทหารยามบนก าแพงเมือง พวกเขาทั้งหมดต่าง
สวมชุดเกราะ แต่ละคนถือหอกใหญ่ในมือและมีสีหน้าเคร่งขรึม
ตามความเข้าใจของนาง ทหารประตูเมืองไม่เคยดูน่าเกรงขาม
เช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาล้วนเป็นทหารประจ าการของราชวงศ์
ต้าซุ่น
สายตาของโม่จิ่วเยี่ยจับจ้องไปที่บุคคลซึ่งอยู่ตรงกลางป้อมประตู
เมือง
แม้คนผู้นั้นจะกลายเป็นเถ้าถ่าน แต่โม่จิ่วเยี่ยก็ยังจ าได้
เขาคือเซวียป๋อ บุตรชายคนเล็กของอัครเสนาบดีเซวีย
โม่จิ่วเยี่ยมีอายุมากกว่าเซวียป๋อเล็กน้อย เขาคนนี้ชอบตีหอก
ฟันดาบมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรนัก
เมื่อเห็นว่าเขาไม่มีพรสวรรค์ในการศึกษาร ่าเรียน อัครเสนาบดี
เซวียจึงเชิญอาจารย์ศิลปะการต่อสู้มาสั่งสอนเขา ซึ่งก็ตรงกับความ
ต้องการของอัครเสนาบดีเซวีย เพราะคนในตระกูลเซวียล้วนเป็นขุน
นางฝ่ายบุ๋นทั้งสิ้น ยังไม่มีขุนพลที่สามารถควบคุมกองทัพได้
ด้วยเซวียป๋อมีฐานะเป็นถึงบุตรชายของอัครเสนาบดี จึงมักจะไม่
เห็นใครอยู่ในสายตา
ตอนที่สกุลโม่ก าลังต่อต้านการรุกรานจากชาวหนานเจียงที่
ชายแดน เสนาบดีเซวียก็ไม่อายจะเสนอชื่อเซวียป๋อให้ไปร่วมฝึกฝน
กับคนสกุลโม่ที่ชายแดน
แม้จะบอกว่าให้เซวียป๋อไปฝึกฝน แต่เซวียป๋อคนนี้กลับแอบส่ง
ข่าวของกองทัพต้าซุ่นให้กับหนานเจียง เพราะเหตุนี้เสบียงของค่าย
ทหารต้าซุ่นจึงเกือบถูกชาวหนานเจียงเผาท าลาย
ในตอนนั้นพี่เจ็ดเป็นผู้น ากองทัพ เมื่อพี่เจ็ดรู้เรื่องนี้จึงส่งคนไป
จับตัวเซวียป๋อมาสอบสวนทันที่
น่าเสียดายที่เซวียป๋อปิดปากพยานเร็วเกินไป ท าให้พี่เจ็ดไม่
สามารถหาหลักฐานที่เป็นประโยชน์เพื่อชี้ว่าเป็นเซวียป๋อที่แอบส่ง
ข่าวให้หนานเจียง
แม้จะเป็นเช่นนั้น พี่เจ็ดก็ยังโกรธและสั่งให้ลงโทษเซวียป๋อด้วย
การตีด้วยไม้ทัณฑ์ทหารห้าสิบไม้ จากนั้นจึงส่งตัวเขากลับเมืองหลวง
เพื่อให้องค์จักรพรรดิจัดการ
หลังจากเซวียป๋อถูกส่งกลับมา ไม่รู้ว่าอัครเสนาบดีเซวียใช้
วิธีการใดจึงแอบช่วยเหลือเขาออกมาได้นับแต่นั้นมา เซวียป๋อก็หาย
ตัวไปจากเมืองหลวง ไม่เคยมาปรากฏตัวอีกเลย
ไม่คิดว่าหลังกลับมาเมืองหลวงอีกครั้งจะได้พบเขา!
หากไม่ใช่เพราะไม่อยากแวกหญ้าให้งูตื่นเร็วเกินไป โม่จิ่วเยี่ยคง
จะเอาชีวิตเขาเสียตอนนี้เลย
เฮ่อจือหร่านเห็นสีหน้าที่ผิดปกติของสามีจึงดึงแขนเสื้ออีกฝ่าย
ถามเสียงเบา “ท่านพี่ ท่านเป็นอะไรไป?”
โม่จิ่วเยี่ยส่ายหน้า “พวกเราออกไปจากที่นี่ก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าจะ
อธิบายให้เจ้าฟัง”
เฮ่อจือหร่านก็รู้ว่าที่นี่ไม่เหมาะส าหรับการสนทนา ทั้งสองคนจึง
จูงรถม้าไปยังที่ที่ไม่มีคนอยู่อย่างเข้าใจกัน
เมื่อเลือกต าแหน่งที่เหมาะสมและเห็นว่าไม่มีอันตรายใด ๆ แล้ว
พวกเขาก็เข้าไปในพื้นที่มิติอย่างรวดเร็ว
โม่จิ่วเยี่ยเล่าเรื่องของเซวียป๋อให้เฮ่อจือหร่านฟังทันที่
“ท่านพี่ หัวหน้าองครักษ์คือเซวียป๋อ หมายความว่าตระกูลเซวีย
อาจจะควบคุมทั้งราชส านักไปแล้ว”
โม่จิ่วเยี่ยพยักหน้า “อืม น่าจะเป็นเช่นนั้น”
“ตอนนี้พวกเราจะท าอย่างไรดี” สถานการณ์แบบนี้เฮ่อจือหร่าน
ก็คิดอะไรไม่ได้เช่นกัน
“ตอนนี้ยังเช้าอยู่ อีกสักพักจะต้องมีชาวบ้านจ านวนมากที่
ต้องการเข้าเมือง พวกเราค่อยฉวยโอกาสตอนที่มีคนเยอะ ๆ เฝ้าดู
สถานการณ์ปะปนไปกับกลุ่มคน”
ทั้งสองก าลังคิดหาวิธีแก้ไขอยู่ในพื้นที่มิติ เสี่ยวไป๋ที่เหมือนจะ
มองออกถึงสีหน้ากังวลของเจ้าของจึงกระพือปีกบินเข้ามา
มันเกาะลงบนไหล่ของโม่จิ่วเยี่ย ส่งเสียงร้องออกมาราวกับก าลัง
บอกว่ามันสามารถช่วยได้
ตอนแรกโม่จิ่วเยี่ยยังไม่เข้าใจความหมายของเสี่ยวไป๋ เขาคิดว่า
สิ่งมีชีวิตตัวน้อยก าลังออดอ้อนตัวเอง
แต่เฮ่อจือหร่านกลับตระหนักบางสิ่งได้
“ท่านพี่ เสี่ยวไป๋ก าลังบอกท่านว่ามันสามารถช่วยได้หรือไม่?”
เมื่อได้ยินค าเตือนจากภรรยา โม่จิ่วเยี่ยจึงหันมาให้ความสนใจ
กับเสี่ยวไป๋อย่างจริงจัง
เขาหันหน้ามองเสี่ยวไป๋ที่ยังคงส่งเสียงอยู่บนไหล่ของตน
“เสี่ยวไป๋ เจ้าต้องการไปส่งจดหมายที่เมืองหลวงใช่หรือไม่?”
เสี่ยวไป๋ส่งเสียงตอบรับพลางพยักหน้าไม่หยุด
โม่จิ่วเยี่ยจึงมองไปยังต าแหน่งบาดแผลของมัน เสี่ยวไป๋ราวกับรู้
จึงบินขึ้นทันที่ ท่าทางนั้นคงก าลังบอกโม่จิ่วเยี่ยว่าบาดแผลของมัน
ไม่มีปัญหาแล้ว
ที่จริงการให้เสี่ยวไป๋มาเมืองหลวงเพื่อส่งสารให้เฟ่ยหนานอวี่นั้น
เป็นวิธีที่ดีจริง ๆ อีกทั้งที่นี่ยังอยู่ใกล้ จึงไม่ต้องใช้เวลามากมายนัก
เพียงแต่พวกเขาทั้งสองต่างกังวลเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บของ
เสี่ยวไป๋อยู่บ้าง
เฮ่อจือหร่านเรียกเสี่ยวไป๋มาหา แล้วตรวจสอบบาดแผลของมัน
อีกครั้ง
“ท่านพี่ เสี่ยวไป๋บาดเจ็บไม่รุนแรง ตราบใดที่ไม่บินไกลเกินไปก็
ไม่น่ามีปัญหา”
“หากเป็นเช่นนั้น ข้าจะเขียนจดหมายส่งถึงคุณชายเฟ่ย
สอบถามสถานการณ์ในเมืองหลวง หากเป็นไปได้ก็จะขอให้เขาช่วย
พวกเราเข้าเมือง”
อย่างไรเสียพวกเขาก็มาเมืองหลวงเพราะตั้งใจจะพบเฟ่ยหนา
นอวี่
หากจ าเป็น การให้อีกฝ่ายรู้ตัวเร็วขึ้นหน่อยก็ไม่เป็นไร
เนื้อหาในจดหมายนั้นเรียบง่าย แค่สอบถามเฟ่ยหนานอวี่ว่าเกิด
อะไรขึ้นในเมืองหลวง ท าไมประตูเมืองจึงปิดแน่นไม่ให้ชาวบ้านเข้า
ออก และมีวิธีใดที่จะช่วยให้พวกเขาเข้าเมืองได้หรือไม่
เสี่ยวไป๋น าจดหมายบินจากไป โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านก็เบียด
เข้าไปอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนที่ต้องการเข้าเมือง
เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ เวลานี้ผู้คนที่เข้าแถวรออยู่หน้าประตู
เมืองมีจ านวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ทุกคนพูดคุยเรื่องเดียวกันอย่างสับสนวุ่นวายว่าพวกเขาจะได้
เข้าเมืองเมื่อไหร่
หลายคนเป็นชาวเมืองหลวงอยู่แล้ว หลังออกจากเมืองไปท าธุระ
แต่กลับบ้านไม่ได้ บางคนก็ขนสินค้ามา หวังจะเข้าไปขายในเมือง
พ่อค้าบางคนที่มาจากต่างถิ่นมองสินค้าที่บรรทุกเต็มเกวียน อาจ
กล่าวได้ว่าช่างทุกข์ใจเหลือทน
น่าเสียดายที่คนเหล่านี้ถกเถียงกันไปมา แต่ไม่มีใครรู้ว่าท าไม
ประตูเมืองถึงไม่อนุญาตให้คนเข้าออกและจะเปิดอีกครั้งเมื่อไหร่