ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 149 ศัตรูแปลกประหลาด
บทที่ 149 ศัตรูแปลกประหลาด
สวี่หยางหยุดอยู่กลางกองหินพลางครุ่นคิดสักพัก จากนั้นจึงส่ายหน้า “ข้าอาจจะไม่ไป”
“ทำไมล่ะ? หลังจากสร้างรากฐานแล้ว พวกเราต้องคิดถึงการเข้าสู่ขอบเขตจินตานในอนาคต มีสมุนไพรมากมายในดินแดนลับธารทมิฬที่สามารถสนับสนุนการเข้าสู่ขอบเขตจินตานได้ เหตุใดเจ้าไม่ลองพิจารณาดูอีกรอบเล่า?”
หลินไห่ถังโน้มน้าวสวี่หยางมากเช่นนี้ก็เพราะตนเองคิดจะสร้างรากฐานในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ถึงตอนนั้นนางก็มีโอกาสที่จะเดินทางไปดินแดนลับธารทมิฬค่อนข้างมาก หากสวี่หยางร่วมทางไปด้วยก็จะมีหลักประกันเรื่องความปลอดภัย
น่าเสียดายที่สวี่หยางคล้ายไม่เต็มใจ
“ข้าเพิ่งสร้างรากฐาน ความแข็งแกร่งยังต่ำต้อย ไว้ค่อยคุยกันทีหลัง” สวี่หยางไม่อธิบายให้มากความเกินไป
เขายังคงไม่เต็มใจที่จะเสี่ยงหากไม่ถึงคราวจำเป็น
หลังจากมองรอบข้าง สวี่หยางก็ปริปาก “ใกล้ถึงเวลาแล้ว ขอบคุณสหายเต๋าทั้งสามมากที่มาส่ง”
“อื้ม อย่าลืมเขียนจดหมายมาเล่า พวกข้าจะไปร่วมงานฉลองการสร้างรากฐานของเจ้าอย่างแน่นอน”
หวังสวี่เฉียงเอ่ยอย่างสุภาพ
สวี่หยางยิ้มพลางพยักหน้า จากนั้นจึงกล่าวลาทั้งสาม
“สหายเต๋าสวี่มีจิตใจดี แต่เขาระมัดระวังมากเกินไป” หลินไห่ถังเอ่ยด้วยความเสียดาย
…
ครึ่งวันต่อมา
สวี่หยางควบคุมเรือเหาะชิงเหลียนก่อนจะแวะที่เมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง
เนื่องจากเป็นช่วงดึก เขาจึงตามหาสถานที่พักผ่อนก่อน
ไม่ช้า เขาก็พบโรงเตี๊ยม
เมื่อเข้าไปข้างใน เขาก็ได้ยินคนมากินอาหารทั้งหลายกำลังสนทนากันเสียงดัง
“ช่วยไม่ได้ ความไม่สงบในสำนักฮ่าวชี่ชุนหยางส่งผลกระทบค่อนข้างมาก กองกำลังจำนวนไม่น้อยซึ่งอยู่ที่นั่นต่างได้รับผลกระทบ ผู้บำเพ็ญตระกูลหยวนทุกคนทราบกันดี! ไม่นานมานี้ ปรมาจารย์หยวนเฉียวเข้าร่วมงานฉลองของหลินหวั่นชิงที่ตระกูลหลิน หลังจากกลับไปได้ไม่นาน เขาก็ถูกผู้อาวุโสสองคนจากสำนักฮ่าวชี่ชุนหยางล้อมโจมตีจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ว่ากันว่าชีวิตของปรมาจารย์หยวนเฉียวตกอยู่ในอันตราย!”
“แม้ไม่ทราบเลยว่าเทียนสิงผู้เป็นประมุขสำนักฮ่าวชี่ชุนหยางอยู่ที่ใด แต่มีข่าวลือว่าเขาถูกฆ่าแล้ว”
“นี่แสดงว่าสำนักในตอนนี้แบ่งออกเป็นหลายฝ่ายน่ะสิ ว่ากันว่าที่ผู้อาวุโสสองคนสังหารปรมาจารย์หยวนเฉียวก็เพราะเขากับประมุขสำนักฮ่าวชี่ชุนหยางมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น การกระทำเช่นนี้สร้างความหวาดกลัวให้กับผู้ที่ยืนอยู่ข้างเดียวกับประมุขสำนักกันถ้วนหน้า”
“ทุกวันนี้ กองกำลังน้อยใหญ่ที่นั่นต่างก็แตกตื่นกันหมดแล้ว”
“ข้าได้ยินมาว่าตระกูลขนาดเล็กบางส่วนวางแผนจะย้ายออกมาแล้ว พวกเขาไม่เต็มใจที่จะข้องเกี่ยวกับความขัดแย้งภายในของสำนักฮ่าวชี่ชุนหยางที่กำลังจะลุกเป็นไฟ”
“สงครามกลางเมืองระหว่างมหาอำนาจ หากไม่ระวังก็จะนำหายนะมาสู่ตระกูล การกระทำของผู้คนเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เข้าใจได้”
“ใช่ไหมล่ะ ตอนนี้ข้าได้ยินมาว่าพวกตระกูลถังกับสำนักชิงหยางต้องการออกมาตรวจสอบสถานการณ์ นั่นก็เพื่อป้องกันไม่ให้แดนเซียนตอนเหนือถูกทำลาย”
“ใช่ หากการต่อสู้นี้ทำให้ความแข็งแกร่งโดยรวมของแดนเซียนตอนเหนือตกต่ำ มันก็ไม่ใช่เรื่องดีนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกองกำลังในตงไห่ที่พยายามจะรุกล้ำฝั่งพวกเรา สำนักฮ่าวชี่ชุนหยางตั้งอยู่บนพรมแดนนี้ หากมีเรื่องเกิดขึ้นกับพวกเขา มันจะต้องดึงดูดกองกำลังภายนอกจากตงไห่อย่างแน่นอน”
เสียงสนทนาของผู้คนทั้งหลายย่อมดึงดูดความสนใจของสวี่หยาง
แดนเซียนตอนเหนือคือแผ่นดินหลักที่มีแดนดินสำคัญสองแห่งอยู่ใกล้กัน
บนชายฝั่งตะวันออกซึ่งอยู่ติดกับพื้นที่หลายพันลี้คือตงไห่ ซึ่งมีผู้บำเพ็ญแข็งแกร่งกว่าเล็กน้อย
เนื่องจากพื้นที่ทะเลแถบนั้นกว้างขวาง ประกอบกับตงไห่อยู่ใกล้กับเมืองหลวงโบราณของราชวงศ์หนานทางตอนใต้ซึ่งมีสมบัติล้ำค่าจำนวนมาก ทำให้ปราณวิญญาณดีกว่า
ทางตะวันตกมีภูเขาทอดยาวหลายพันลี้
สถานที่แห่งนั้นถูกเรียกว่าแดนเซียนตะวันตก ซึ่งมีกลุ่มผู้บำเพ็ญเซียนป่าเถื่อนไร้อารยธรรมอาศัยอยู่
แม้บอกว่าเป็นผู้บำเพ็ญเซียน แต่พวกเขาคือผู้บำเพ็ญมนุษย์ในแดนเซียนตะวันตกที่ฝึกฝนวิชาอันป่าเถื่อนยิ่ง ผู้คนที่นั่นศรัทธาในเซียนและเทพชั่วร้ายแปลกประหลาด แม้กระทั่งพลังบำเพ็ญก็แปลกประหลาดเล็กน้อย
หากมองในมุมของผู้บำเพ็ญมนุษย์วิถีคุณธรรม ผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่นั่นจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้บำเพ็ญมารกับผู้บำเพ็ญชั่วร้าย
นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมที่นั่นยังโหดร้ายและมีเส้นชีพจรวิญญาณที่เหมาะแก่การอยู่อาศัยน้อยนิด ส่วนพื้นที่รอบนอกล้วนเป็นสถานที่ที่ปราณวิญญาณผสมผสานกับพิษ
นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมโหดร้ายดังกล่าวยังสร้างแมลงและสัตว์ร้ายมีพิษขึ้นมา สัตว์ร้ายจำนวนมากไปถึงขอบเขตจินตานกับขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดด้วยซ้ำ ดังนั้นแม้แต่ผู้บำเพ็ญมนุษย์ก็ยังยากที่จะเอาชีวิตรอดในสถานที่เช่นนั้นได้ ยิ่งคนธรรมดายิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง
เพราะงั้นจึงมีการกล่าวกันว่าไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ที่นั่น เพราะพวกเขาจะถูกมองว่าอ่อนแอจนถูกผู้บำเพ็ญมนุษย์ทอดทิ้งทันที
เรื่องนี้เป็นเพียงข่าวลือ ซึ่งสวี่หยางไม่รู้ว่ามันเรื่องจริงหรือไม่
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็มีคำกล่าวว่าเขาแล้งธารเหือดก่อให้เกิดผู้คนอำมหิต ดังนั้นผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่นั่นจึงมีความโหดเหี้ยมยิ่ง ทำให้ผู้คนจากโลกเซียนอีกสามแห่งไม่อยากเข้าไปจัดการกับอีกฝ่าย
ต่อให้ทราบว่ามาจากแดนเซียนตะวันตก ผู้คนจากโลกเซียนอื่นก็จะทำการโจมตีอยู่ดี
ดังนั้นผู้บำเพ็ญจากแดนตะวันตกจึงมักถูกมองว่าเป็นอากาศธาตุ
นอกจากนี้ยังเป็นเพราะภูเขายาวหลายพันลี้คอยแยกแดนเซียนตะวันตกออกจากทางฝั่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งไหนก็ยากที่จะผ่านภูเขาลูกนี้ซึ่งกลายเป็นกำแพงธรรมชาติขวางกั้นระหว่างทั้งสองแดนดินเอาไว้
นี่คือภาพรวมของสี่ดินแดนใหญ่ในโลกเซียน
โดยรวมแล้ว ผู้บำเพ็ญเซียนจะถือเมืองหลวงโบราณของราชวงศ์หนานเป็นศูนย์กลาง
ดังนั้นเมืองหลวงโบราณของราชวงศ์หนานจึงมีผู้บำเพ็ญเซียนที่แข็งแกร่งที่สุด
ตามมาด้วยแดนเซียนตงไห่
แดนเซียนตอนเหนือที่สวี่หยางอยู่รองลงมา
สิ่งที่น่ารำคาญที่สุดก็คือแดนเซียนตะวันตกซึ่งไม่ได้รับการยอมรับจากโลก
แดนเซียนตอนเหนือสามารถรักษาความเจริญรุ่งเรืองในปัจจุบันไว้ได้ก็เพราะมีสามกองกำลังสูงสุดอย่างสำนักฮ่าวชี่ชุนหยาง สำนักชิงหยางและตระกูลถังซึ่งคอยต่อต้านการรุกรานของผู้บำเพ็ญจากแดนเซียนตงไห่
หากมีปัญหากับสามกองกำลังสูงสุดนี้ เรื่องราวย่อมบานปลายโดยง่ายแน่
…
“ไม่คิดเลยว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้นกับปรมาจารย์หยวนเฉียว” สวี่หยางพึมพำ
ทุกสิ่งในโลกเซียนกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง!!
ไม่นานมานี้ ปรมาจารย์หยวนเฉียวเข้าร่วมงานฉลองของหลินหวั่นชิง อีกทั้งยังช่วยชี้แนะวิถียันต์ให้กับพวกเขาด้วย
ทำให้หน้าต่างระบบของเขาส่องแสง
“แบบนี้แย่แน่”
สวี่หยางขมวดคิ้ว
ปรมาจารย์หยวนเฉียวคือยอดฝีมือขอบเขตจินตาน และช่วยดูแลตระกูลหลินมาโดยตลอด!
หาไม่แล้ว ตระกูลหลินที่มีเพียงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย จะไปเทียบเคียงกับกองกำลังตระกูลขอบเขตจินตานที่อยู่ใกล้เคียงได้อย่างไร?
สวี่หยางคาดเดาได้ว่าตระกูลหลินอาจตกเป็นเป้าหมายรายต่อไป
เขาส่ายหน้าอย่างจนใจ หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้วก็ขึ้นไปพักผ่อนชั้นบน
เช้าวันรุ่งขึ้น
เขารับฟังข่าวสารเพิ่มเติมจากคนรอบข้างก่อนจะเดินทางต่อ
หลังจากออกไปได้ไม่นาน จิตเทวะของเขาก็สัมผัสได้ว่ามีใครบางคนกำลังไล่ตามมา
บนทะเลทรายโกบีที่แห้งแล้ง สวี่หยางพลันหยุดนิ่ง
เพราะเขาพบว่าคนที่ไล่ตามมาอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปดเท่านั้น พละกำลังค่อนข้างต่ำ สวมเครื่องแบบของสำนักชิงหยาง ตะโกนมาจากไกล ๆ
“ผู้อาวุโสสวี่หยาง ผู้อาวุโสสวี่หยาง…”
ปรากฏว่าเป็นคนรู้จักที่ไล่ตามมา
ที่ทางเข้าถ้ำบำเพ็ญของหลินไห่ถังในตอนนั้น หลังจากเขาสร้างรากฐานสำเร็จ คนผู้นี้ก็ปะปนอยู่รวมกับบรรดาศิษย์ร่วมสำนักที่มาแสดงความยินดี
เขายังมอบกล่องชาเป็นของขวัญให้อีกฝ่ายด้วย
“สหายเต๋า เจ้าคือศิษย์ของสำนักชิงหยางไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงไล่ตามข้าเล่า?”
“มีเรื่องใหญ่ มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น หลังจากท่านไปแล้ว ศิษย์พี่หวงเสี่ยวเหมยก็ถูกลอบโจมตีจนได้รับบาดเจ็บสาหัส นางมอบจดหมายให้ข้าด้วยหวังว่าจะไล่ตามท่านทัน”
“หื้ม??”
ก่อนสวี่หยางจะทันได้พูดอะไร ชายผู้นั้นก็ส่งจดหมายมาให้
“ผู้อาวุโสสวี่หยาง จดหมายได้รับการส่งมอบแล้ว ข้าต้องขอตัวกลับไปทำหน้าที่ต่อ”
สวี่หยางตรวจสอบจดหมายด้วยจิตเทวะก่อนจะพบว่ามันเต็มไปด้วยกลิ่นอายของกระดาษวิญญาณ ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ
จากนั้นเขาก็หยิบมันออกมา ทันทีที่สัมผัส ปราณอันทรงพลังก็พุ่งออกมาจากภายในซองจดหมาย
สวี่หยางขมวดคิ้ว มันคือหนอนตัวสีขาว
กู่!
กลิ่นอายของกระดาษวิญญาณกับกู่ผสมกัน ทำให้แยกไม่ออก
โครม!!
โชคดีที่โล่ไม้ศิลาปกป้องเจ้าของได้ทันเวลา
หนอนขาวถูกสวี่หยางเผาเป็นเถ้าถ่าน
“รนหาที่ตาย!!”
เมื่อมองไปทางศิษย์สำนักชิงหยางที่กำลังจากไป ขณะไล่ตามอีกฝ่ายไปทันที
“เจ้าหนู เป็นแค่ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปดแต่กล้ามาสร้างปัญหา คิดหรือว่าจะรอดพ้นสายตาของข้าไปได้”
สวี่หยางกวาดมองดูแล้ว ภายในซองจดหมายมีเพียงกระดาษเปล่าหนึ่งแผ่น
“แย่แล้ว!”
ผู้บำเพ็ญคนนั้นวิ่งมาได้พักใหญ่ก่อนจะสัมผัสได้ว่าสวี่หยางกำลังไล่ตามมา เขาจึงหันกลับไป “ผู้อาวุโสสวี่หยาง ข้าส่งจดหมายให้แล้ว เหตุใดท่านจึงไล่ตามข้า?”
สวี่หยางรู้สึกขบขัน
หมอนี่ยังพยายามตีหน้าซื่ออยู่อีกงั้นหรือ?
“เจ้าน่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าข้าไล่ตามเจ้าทำไม!”
“รู้อยู่แก่ใจหรือ? ข้าก็แค่ส่งจดหมายให้ท่านเท่านั้น”
ผู้บำเพ็ญคนนั้นทำหน้าซื่อก่อนจะประสานมือ “หากท่านไม่เชื่อข้า ก็สามารถกลับไปยืนยันกับศิษย์พี่หวงเสี่ยวเหมยได้”
“ไป!”
สวี่หยางไม่เสียเวลาพูด ใช้ดัชนีฝังเข็มฝังทะลุหน้าอกอีกฝ่ายทันที
พรวด!
ผู้บำเพ็ญคนนั้นมองหน้าอกตนด้วยสายตาสับสน “สวี่หยาง เหตุใดเจ้าถึงฆ่าข้า ข้าแค่มาส่งจดหมาย…”
สวี่หยางขมวดคิ้ว อีกฝ่ายแค่มาส่งจดหมายและจากไปทันที เห็นได้ชัดว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ทั้งที่กำลังจะตาย แต่ยังไม่วายเล่นละคร นั่นทำให้สวี่หยางประหลาดใจ
ขณะร่างทรุดตัวลง สวี่หยางก็เดินเข้าไปหา ดวงตาของอีกฝ่ายเบิกกว้างราวกับตายตาไม่หลับ
ที่เอวของเขามีถุงเก็บของกับกระเป๋าสัตว์เลี้ยงห้อยอยู่
“หากเขามีสัตว์เลี้ยงอยู่กับตัว ข้าสามารถติดต่อกับมันผ่านป้ายควบคุมสัตว์อสูรได้ บางทีข้าอาจจะสามารถสืบได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
เมื่อกำลังจะคว้ากระเป๋าสัตว์เลี้ยง อสูรแมวสามหางสีน้ำตาลอมเทาท่าทางแข็งแรงก็กระโจนออกมา กรงเล็บแหลมคมตวัดใส่สวี่หยาง
เมื่อรู้ว่าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่าย อสูรแมวสามหางก็ไม่รอช้าหันหลังวิ่งหนีทันที
“จะหนีไปไหน”
สวี่หยางแค่นเสียงเย็น อสูรแมวตัวนี้ค่อนข้างฉลาด มันจะต้องรู้เรื่องนี้แน่
เขาไม่ได้ลงมือสังหาร แต่กลับค้นถุงเก็บของบนตัวศพขณะไล่ตามอสูรแมวไป
แน่นอนว่าเขาพบป้ายควบคุมสัตว์อสูรอย่างรวดเร็ว
เขาพยายามสื่อสารกับอสูรแมวสามหาง แต่ในไม่ช้า เขาก็ตระหนักได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ไม่มีปราณบนป้ายควบคุมสัตว์อสูร หมายความว่าไม่มีทางติดต่อกับมันได้
“น่าแปลก เหตุใดคนผู้นี้ถึงไม่ทิ้งปราณไว้บนป้ายควบคุมสัตว์อสูร?”
สวี่หยางเก็บป้ายควบคุมสัตว์อสูรขณะเร่งความเร็วพร้อมโยนลูกไฟออกไปลูกแล้วลูกเล่า พวกมันตกดักหน้าอสูรแมวเพื่อปิดกั้นเส้นทางเอาไว้
อสูรแมวสามหางตัวนี้สายเลือดไม่สูงนัก มันเก่งการล่าสัตว์วิญญาณขนาดเล็ก ตัดสินจากขั้นแล้ว น่าจะอยู่เพียงขั้นต่ำระดับหนึ่งเท่านั้น
แต่ความเร็วกลับเกินกว่าที่สวี่หยางคาดคิดเอาไว้
หลังจากไล่ตามไปได้สักพัก สวี่หยางก็พบว่าอสูรแมวหันมามองด้วยสายตาหวาดกลัวมนุษย์
ฟ่าว!
อสูรแมวถึงกับเอาหัวกระแทกกับก้อนหินที่อยู่ข้างหน้า
มันฆ่าตัวตาย!
สวี่หยางขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่เคยได้ยินเรื่องที่สัตว์อสูรฆ่าตัวตายมาก่อน
เขารู้สึกว่าทั้งผู้บำเพ็ญมนุษย์กับอสูรแมวไม่บางอย่างผิดปกติ
“หากมีเรื่องผิดปกติก็ต้องข้องเกี่ยวกับอสูร”
จิตเทวะของสวี่หยางสำรวจศพของอสูรแมวก่อนจะพบว่ามีกู่อยู่ในสมองที่แหลกเละ
นี่เป็นครั้งที่สองที่เขาได้เห็นกู่แบบนี้
ครั้งแรกที่เห็นคือมันซ่อนอยู่ในซองจดหมายจนเกือบถูกเล่นงาน
คาดไม่ถึงว่าจะมาพบอีกครั้งในสมองของอสูรแมว
ทันใดนั้น เขานึกถึงความเป็นไปได้หนึ่งเข้า
พรวด!
กระบี่เล่มหนึ่งผ่าศีรษะของผู้บำเพ็ญมนุษย์คนนั้น
แน่นอนว่าภายในศีรษะของอีกฝ่ายก็ปรากฏหนอนสีขาวเช่นเดียวกัน
เมื่อสัมผัสกับความไม่บริสุทธิ์ที่อยู่ในอากาศ ไม่ช้ากู่ตัวนั้นก็เหี่ยวเฉาจนกลายเป็นซากแห้ง ๆ