สู่วิถีอมตะ - บทที่ 102 ตัวตนแท้จริงของสิบอัจฉริยะ
บทที่ 102 ตัวตนแท้จริงของสิบอัจฉริยะ
หวังหลานและเด็กหนุ่มผมเขียวจ้าวเทียนอี้มายืนกลางจัตุรัส คน อื่น ๆ ล้วนก้าวถอย เปิดพื้นที่ให้ทั้งสองประชัน
เด็กหนุ่มผมเขียวเชิดคาง ไพล่หนึ่งมือไว้เบื้องหลัง “มือเดียว ข้า ก็จัดการเจ้าได้แล้ว”
หวังหลานไร ้โทสะใด การต่อสู้กับเจียงผิงอันท าให้เขาเข้าใจ ว่า ไม่ว่าเวลาไหน เขาก็ต้องไม่เกิดความคิดสับสน
หวังหลานใช ้หมัดวารีรินจู่โจม
ร่างของจ้าวเทียนอี้พลันระเบิดปราณน่าสะพรึงกลัว คลื่นปราณ ม้วนตลบเยี่ยงเกลียวนที แม้จะอยู่แสนไกลก็ยังสัมผัสแรงกดดันได้
เปรี้ยง!
สองหมัดประสานกัน ปราณอันแข็งแกร่งปะทะปั่นป่ วน ถอน ต้นหญ้าจากซอกศิลาใต้เท้าไม่เหลือซาก
ตุบ ตุบ ตุบ~
หวังหลานถอยไปสามก้าวติดต่อกัน สีหน้าสุดแสนตกตะลึง
หมัดวารีรินของเขาสามารถสลายการโจมตีที่รุนแรงกว่ากาลัง ตนสองเท่าได้
แต่ถึงเช่นนั้น อีกฝ่ายก็ยังผลักเขาถอย!
สีหน้าของหวังหลานเคร่งขรึมเกินครั้งใด พลางกัดฟันเหวี่ยง หมัดเข้าใส่อีกหน
เขาจะไม่ถูกอีกฝ่ ายเอาชนะ แต่ต้องบีบให้อีกฝ่ ายแผลงฝี มือ แท้จริงเพื่อให้ผู้อื่นมาล้มจัดการ
เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง!
เสียงปะทะดังระรัว กึกก้องในจัตุรัส
อวิ๋นหวงและคณะจับตามองสมรภูมิด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ขณะที่ เก้าอัจฉริยะของอีกฝ่ายผ่อนคลายสบายใจ
“จ้าวเทียนอี้ไม่ไหวเลยจริง ๆ ยังไม่ลงมือฆ่าอีกฝ่ายอีก”
“คนผู้นี้มีปราณวิญญาณในตัวมากมาย และร่าเรียนวรยุทธ ์ ลิดรอนกาลัง รับมือยากอยู่นิดหน่อย” อัจฉริยะผู้หนึ่งออกความเห็น
“จ้าวเทียนอี้! เจ้าพอได้แล้วหรือยัง ฝีมือมีแค่นี้หรือ?”
เด็กสาวผู้หนึ่งจากฝ่ายแคว้นหลิงไถตะโกนเย้ย
ใบหน้าของจ้าวเทียนอี้บูดบึ้ง การใช ้เวลานานเพียงนี้ในการล้ม ขยะสักชิ้นทาเขาขายหน้า
“ไปตายซะ!”
หมัดของจ้าวเทียนอี้แปรเปลี่ยนเป็ นฝ่ามือ ปรากฏฝ่ามือมายาขึ้น เฉียบพลัน
ม่านตาของหมิงเฉินหดตัว ตะโกนออกมา “ถอยออกมา! เขา ไม่ได้มาจากแคว้นหลิงไถ!”
ทว่าเขาเตือนช ้าเกินไป
ฝ่ ามือมโหฬารฟาดลงใส่หวังหลานอย่างจัง แม้จะใช ้หมัดวารีริน เข้าต้านก็ไร ้ผล
การโจมตีของเขาเหมือนปาเต้าหู้กระทบหิน มีแต่ท าลายตนเอง
เปรี้ยง!
แขนทั้งสองของเขาแหลกระเบิดโดยพลัน โลหิตสาดกระจาย ร่าง กระเด็นหัวทิ่ม
โดยไม่รอให้หวังหลานยอมแพ้ จ้าวเทียนอี้ฟาดฝ่ามือลงอีกครั้ง
เปรี้ยง!
หัตถ์ใหญ่อันก่อตัวจากปราณฟาดลง หวังหลานถูกฟาดแหลก เละทันที
“เช่นนี้ควรค่าให้เรียกว่าอัจฉริยะด้วยหรือ? ขยะ” สีหน้าของจ้าว เทียนอี้สุดแสนเหยียดหยาม
“หวังหลาน!!”
จางรั่วรั่วร ้องอย่างรวดร ้าว เสียงของนางเจ็บปวด น้าตาหลั่ง หลากราววารีล้นเขื่อน
นางชักกระบี่พุ่งเข้าไป “สารเลว! ข้าจะสับเจ้าเป็ นชิ้น ๆ!”
นางและหวังหลานพบกันในการแข่งขัน เกิดความชอบพอใจ ตรงกัน ทั้งสองจึงวางแผนไปเยือนครอบครัวของแต่ละคน มอบสิน หมั้นหมายและเป็ นคู่บาเพ็ญเพียรกันหลังการประลองนี้
มิคาดคิดเลยว่าหวังหลานจะมาตายที่นี่
จางรั่วรั่วทั้งเศร ้าโศกและสิ้นหวัง ดวงตาของนางแดงฉาน ไม่ว่า เช่นไรก็อยากล้างแค้น
“ฮ่า ๆ ฆ่าไปหนึ่ง เหลืออีกเก้า มาเลย ขอข้าดูหน่อยว่าพวก เจ้าต้าเซี่ยส่งขยะมามากเพียงไร”
จ้าวเทียนอี้ยิ่งยิ้มร่าเมื่อเห็นอีกฝ่ายทุกข์ทน
รอยยิ้มนั้นบาดตาจางรั่วรั่วยิ่งนัก
นางกัดปลายลิ้น ปราณโถมทะยานหลายเท่าตัว
วิชาต้องห้ามล้วนผลาญชีวิต จึงถูกเรียกว่าต้องห้าม
หลังใช ้วิชาต้องห้าม พลังต่อสู้จะทวีคูณมหาศาลได้
จางรั่วรั่วรู ้ว่าฝีมือนางทั่วไป ไม่อาจเพียงพอสังหารอีกฝ่ายลง
มีเพียงต้องใช ้วิชาต้องห้าม จึงพอโรมรันท าศึกได้
ปราณอันน่าสะพรึงกลัวโอบล้อมทั่วกาย ปราณกระบี่ทะลวงเวหา กวาดเข้าใส่จ้าวเทียนอี้
จ้าวเทียนอี้ขมวดคิ้ว เสียงหัวเราะจางหาย สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมา เล็กน้อย
เขาออกฝ่ามือเข้าประชัน
ทั้งสองต่อสู้กันอย่างดุเดือดกลางอากาศ หนึ่งฝ่ ายปราณกระบี่ ฉวัดเฉวียน ฝ่ามือของอีกฝ่ายวูบไหวเป็ นมายา แผลงฤทธาร ้ายแรง
หมิงเฉินกัดฟันก่นด่าเฉินเจิ้น เจ้าแคว้นหลิงไถอย่างเคืองแค้น “คนเหล่านี้หามาจากแคว้นหลิงไถของเจ้าไม่ แต่เป็ นอัจฉริยะจากต้า ฉู่!”
เหตุที่เขากล่าวออกมาเช่นนี้เป็ นเพราะวิชาฝ่ ามือที่จ้าวเทียนอี้ใช ้ คือฝ่ามือเรียงเมฆา ซึ่งมีเพียงในต้าฉู่เท่านั้น
และการที่ทุกคนล้วนแข็งแกร่งเพียงนี้ มิใช่สิ่งที่แคว้นหลิงไถชุบ เลี้ยงได้เลย
ใบหน้าเฒ่าชราของเฉินเจิ้นแย้มยิ้มอัปลักษณ์ “การประลองระบุ ว่าให้คัดอัจฉริยะสิบคน แต่มิได้บอกนี่ว่าไปคัดจากที่ใดมา?”
“หน้าไม่อาย!”
จินหลินระเบิดโทสะก่นด่า
ที่แท้ คนทั้งสิบนี้ล้วนเป็ นอัจฉริยะจากต้าฉู่! มิน่าจึงแข็งแกร่งนัก
ฟางซิงใช้พลังวิญญาณลากศพของหวังหลานกลับมา สภาพ ของเขาดูไม่เหมือนคนอีกต่อไป
อัจฉริยะจากต้าเซี่ยทั้งหลายล้วนเดือดดาล โทสะในอกเจียนปะทุ เต็มทน
แม้พวกเขาจะมิได้มีความสัมพันธ ์แน่นแฟ้ นกับหวังหลานมากนัก แต่ทุกคนล้วนเป็ นสหายจากต้าเซี่ยเหมือนกัน
ยามเห็นสหายตกตายอย่างอนาถ จะไม่เกิดโทสะได้อย่างไร
เจียงผิงอันกาหมัดแน่น สายตาเย็นเยียบสุดขั้ว
ศึกอันดุเดือดในจัตุรัสยิ่งทวีความร ้ายแรง จางรั่วรั่วต่อสู้ถวาย ชีวิตลืมความตาย
ขณะเดียวกัน พลังต่อสู้อันทรงอ านาจก็สยบจ้าวเทียนอี้ลงครั้ง แล้วครั้งเล่า
จูอวี้หลิง เด็กสาวผู้หนึ่งจากต้าฉู่ตะโกน “จ้าวเทียนอี้ ไสหัวลงมา ได้แล้ว อย่าโอ้เอ้ คืนนี้ข้ายังต้องรีบกลับไปกินข้าวนะ”
“หุบปาก!”
จ้าวเทียนอี้รับคาหยามเย้ยมิได้เป็ นที่สุด วันนี้เขารู ้สึกขายหน้า เกินไปแล้ว
เขาถลึงตาใส่จางรั่วรั่วตรงหน้า “นางแพศยา คิดว่าตัวเองใช ้วิชา ต้องห้ามเป็ นคนเดียวหรือ?”
จ้าวเทียนอี้เฉือนนิ้วสังเวยเลือด
เพียงพริบตา ปราณน่าสะพรึงกลัวก็ทะลวงเวหา
จางรั่วรั่วผงะ
อวิ๋นหวงตะโกนจากด้านหลัง “รั่วรั่ว! รีบยอมแพ้เร็วเข้า!”
ปราณนี้ทาให้อวิ๋นหวงสัมผัสอันตรายถึงตาย จางรั่วรั่วมิอาจ ต่อกรได้เลย
จางรั่วรั่วเหลือบมองหวังหลานผู้กลายเป็ นเศษเนื้อ ก่อนจะแผด เสียงแหลม “ผู้ฝึกตนจากต้าเซี่ยอย่างข้า จะตายก็ตายในศึก! ไม่มี ทางยอมแพ้!”
ว่าแล้ว นางก็สละอายุขัยและปราณทั้งหมดที่มี
เพลิงแห่งชีวิตเจิดจรัสขึ้นทันใด
ร่างของนางเหมือนเปลี่ยนเป็ นหนึ่งกระบี่คมกริบ ฟาดฟันเข้าใส่ จ้าวเทียนอี้อย่างเกินยั้ง ประหนึ่งจะเบิกโลกาเป็ นสองเสี่ยง
“นังคนคลั่งนี่!!”
จ้าวเทียนอี้ขวัญสะท้าน มิคาดคิดว่าอีกฝ่ ายจะเฉียบขาดจนสละ ชีวิตทุ่มโจมตี
เขาหันหลังเผ่นหนี
แต่ความเร็วของเขามิอาจสู้จางรั่วรั่วผู้สละทั้งชีวิตได้
พรวด!
ร่างของจ้าวเทียนอี้ถูกผ่า โลหิตสาดกระเซ็นย้อมผืนฟ้ า
แสงสว่างเลือนหายจากร่างของจางรั่วรั่ว นางหงายหลังล้มตึง
ฟางซิงใช้พลังวิญญาณรีบคว้าตัวนางและพากลับมา
จางรั่วรั่วซึ่งเดิมเยาว์วัยงดงาม ขณะนี้เหมือนผ่านกาลนับร ้อยปี สิ้นความจิ้มลิ้มร่าเริง ผิวกายยับย่น เพลิงชีวิตเจียนดับมอด
“ใต้เท้าเจ้าแคว้น! โปรดเร่งมือช่วยรั่วรั่วด้วยเถิด!”
อวิ๋นหวงกอดจางรั่วรั่วพลางขอความช่วยเหลือด้วยดวงตาแดง ฉาน
“นางผลาญชีวิตสิ้นแล้ว หากยังเหลือแม้สักนิดก็อาจยังช่วยได้ แต่นางยามนี้……”
หมิงเฉินไม่ได้พูดต่อ ผลลัพธ์ชัดเจนแล้ว
เสียงอันอ่อนแรงของจางรั่วรั่วลอดริมฝีปากแตกระแหงของนาง “เพื่อต้าเซี่ย… ที่เหลือ… ฝากทุกคนแล้ว… ข้าตายไป… ช่วยฝังข้ากับ หวังหลาน… ด้วยกันทีนะ……”
จางรั่วรั่วใช ้แรงเฮือกสุดท้ายเหลือบมองไปที่ซากของหวังหลาน ไม่รู ้นางจาเรื่องใดขึ้นได้ มุมปากจึงยกยิ้มบาง แล้วดวงตาก็หลับลง สนิท
“รั่วรั่ว!”
อวิ๋นหวงนั้นภายนอกเย็นชา ภายในอบอุ่น เมื่อเสียสหายไปสอง คน นางจึงมิอาจกลั้นน้าตาไว้ได้อีก
เจียงผิงอันก าหมัดก้าวออกไป
ทันใดนั้น เขาก็สัมผัสถึงอานาจสายหนึ่งรั้งกาย
เจียงผิงอันหันไปมองฟางซิง คนผู้นี้ใช ้พลังวิญญาณหยุดเขาไว้
ฟางซิงเหลือบมองซากของจางรั่วรั่วและหวังหลานพลางกล่าว เสียงเข้ม “ข้าจะไปก่อน ผู้ฝึกตนหญิงจากอีกฝ่ ายก็เป็ นผู้ฝึกจิตคน หนึ่ง หากเจ้าไป เจ้าจะเป็ นฝ่ายเสียเปรียบ”
ว่าแล้ว เขาก็ใช ้พลังวิญญาณพยุงร่างลอยสู่สมรภูมิ