ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 690 รองประมุขลู่เคยบอกว่าประมุขอวี้กับอวี้จือรบ
- Home
- ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ!
- บทที่ 690 รองประมุขลู่เคยบอกว่าประมุขอวี้กับอวี้จือรบ
กันเสมอกัน
สำนักใหญ่ลัทธิจิ่วอิ่ว
ในห้องมืดสนิท มีแววตาสี่คู่เป็นประกายวาววับดุจเหล่าสุนัขป่า
นับตั้งแต่ประมุขชิ่นเป็นต้นมา ลัทธิจิ่วอิ่วยึดหลักเรียบง่ายทุก
อย่าง ในฐานะผู้มีพลังระดับขั้นรวมร่าง ไม่ว่าจะมีแสงหรือไม่ ล้วนไม่
แตกต่างกันสำหรับพวกเขา ไม่จำเป็นต้องจุดไฟ
นี่คือการปราชุมภายในของผู้นำระดับสูงลัทธิจิ่วอิ่ว มู่ไป๋อี้เป็น
ผู้นำการปราชุม มีรองประมุขทั้งสามเข้าร่วม วัตถุประสงค์หลักคือ
สรุปผลประกอบการในไตรมาสนี้ของลัทธิ
สือฮว่ากู๋ถือรายงานประจำไตรมาสของร้านย่างเนื้อ ในฐานะ
หัวหน้ามารเชี่ยวชาญชั้นเก่า เมื่อเห็นผลประกอบการไตรมาสนี้
ความปลื้มปีติในก้นบึ้งของดวงตาแทบจะซ่อนไว้ไม่มิด
“รายงานได้แจกจ่ายไปถึงมือทุกท่านแล้ว เชื่อว่าทุกท่านก่อน
การปราชุมคงได้อ่านแล้ว”
“ผลกำไรของร้านย่างเนื้อน่าพอใจมาก โดยเฉพาะหลังจากที่
ลัทธิเราร่วมมือกับเถาเหยาเยี่ยจากสำนักเวิ่นเต๋า ด้วยการโฆษณาใน
ส่วนเปิดตัวผ่าน ‘ภาพมายาพยับแดด’ ทำให้ชื่อเสียงของร้านย่างเนื้อ
เพิ่มขึ้นอย่างมาก กล่าวได้ว่าตอนนี้แม้จะไม่เคยกินเนื้อย่างของเรา
แต่ทุกคนก็ต้องเคยได้ยินชื่อร้านเรา”
เถาเหยาเยี่ยมีวิทยายุทธ์แค่ขั้นทารกแรกกำเนิด ตามหลักแล้วไม่
มีคุณสมบัติให้สือฮว่ากู๋เรียกว่า “เพื่อนร่วมวิถี” แต่สือฮว่ากู๋ไม่สนใจ
กฎเกณฑ์พวกนี้ ใครที่ช่วยให้เขาทำเงินได้ ล้วนเป็นเพื่อนร่วมวิถี
ของเขาทั้งนั้น
ด้วยความเติบโตของร้านย่างเนื้อ ธุรกิจอื่นๆ ของลัทธิจิ่วอิ่วอย่าง
สวนสัตว์ ธุรกิจจัดการศพ ธุรกิจลักลอบขนส่ง ธุรกิจขุด
โบราณสถาน ฯลฯ ก็ค่อยๆ ถูกรวบรวมกลับมา ธุรกิจเหล่านี้รอง
ประมุขเซี่ยเป็นผู้รับผิดชอบ
ในนั้น ธุรกิจลักลอบขนส่งและธุรกิจขุดโบราณสถานทุกปี
สามารถส่งคนเข้าคุกแคว้นต้าเซี่ยอย่างสม ่าเสมอ แน่นอนว่าเป็น
เพียงการรวบรวม ไม่ได้ปิดกิจการ
มู่ไป๋อี้เข้าใจดีว่าหากต้องการให้เศรษฐกิจของลัทธิจิ่วอิ่วพัฒนา
อย่างมีสุขภาพ ยืนด้วยขาเพียงข้างเดียวคือร้านย่างเนื้อไม่พอ ต้องมี
หลายขาถึงจะเดินได้อย่างมั่นคง
เบื้องหลังมีข่าวลือว่า สือฮว่ากู๋กำลังจะแทนที่รองประมุขเซี่ย
กลายเป็นรองประมุขฝ่ายบริหารคนใหม่ ว่าเป็นข่าวลือหรือข่าวหลุด
ก็แล้วแต่จะเข้าใจ
สิ่งที่รองประมุขเซี่ยเสียใจที่สุดในตอนนี้คือการที่ไม่ได้เป็นคน
แรกที่ติดต่อกับลัทธิสวรรค์ ปล่อยให้สือฮว่ากู๋คว้าโอกาสไปก่อน
กำไรของร้านย่างเนื้อทำให้ทุกคนใจคอไม่ดี สือฮว่ากู๋ทะนุถนอมจน
ไม่ยอมให้ใครแตะต้อง
พูดเล่นที่ไหนกัน นี่เป็นเงินเอาไว้รักษาชีวิต ใครแตะเป็นเรื่องกับ
คนนั้น
“เมื่อรายได้ดีถึงเพียงนี้ ไม่ทราบว่าเมื่อไรจะอนุมัติงบประมาณใน
การสร้างเมืองผีฝ่งตู้?” รองประมุขซือถามมู่ไป๋อี้โดยตรง เขา
รับผิดชอบการก่อสร้างเมืองผีฝ่งตู้โดยเฉพาะ
มู่ไป๋อี้ไอสองที: “การสร้างเมืองผีฝ่งตู้แม้จะสำคัญ แต่ตอนนี้เป็น
ช่วงพัฒนาอย่างรวดเร็วของลัทธิเรา ขอให้รองประมุขซือคำนึงถึง
ภาพรวม ขอให้หยุดการก่อสร้างเมืองผีฝ่งตู้ไว้ก่อน”
ก่อนที่จะใช้หนี้คืนอย่างลับๆ ให้หยุดการก่อสร้างเมืองผีฝ่งตู้ไว้
ก่อน
รองประมุขซือเห็นท่าทีแน่วแน่ของมู่ไป๋อี้ จึงไม่กล่าวถึงเรื่องนี้อีก
มู่ไป๋อี้ถามสือฮว่ากู๋ที่นั่งอยู่ตรงข้าม: “รองประมุขสี่ ข้าเห็นว่าภาษี
ที่ร้านย่างเนื้อของเราจ่ายสูงมาก มีวิธีลดหย่อนได้หรือไม่?”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ สือฮว่ากู๋แสดงสีหน้าเป็นกังวล: “กำลังหาวิธี
อยู่ แต่พวกเราอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ราชสำนักไม่มีนโยบาย
ลดหย่อนภาษีมากนักในด้านนี้”
“อย่างนั้นหรือ……”
มู่ไป๋อี้แสดงความเสียใจเล็กน้อย จากนั้นก็หยิบรายงานฉบับหนึ่ง
ออกมา
“นี่เป็นรายงานจากหัวหน้าสาขาเมืองชุนเจียง ก่อนการปราชุม
เพิ่งจะถึงมือข้า ขอให้ทุกท่านอ่านดู”
รองประมุขทั้งสามเห็นเนื้อหาในรายงาน ตกใจจนเกือบหัวใจ
หยุดเต้น เสียงสั่นเทา “นี่…นี่ ประมุขลัทธิสวรรค์เป็นเซียนหรือ?!”
รายงานฉบับนี้เขียนโดยนางผีน้อยฉุย ในรายงานระบุ
รายละเอียดการต่อสู้ของกึ่งเซียนทั้งสองในเมืองชุนเจียง ประมุขอวี้
แสดงพลังอันยิ่งใหญ่จับกุมกึ่งเซียนทั้งสอง รวมถึงร้านย่างเนื้อ
ช่วยเหลือคนในยามเดือดร้อนด้วยการสังหารมือสังหารจากสำนัก
ราตรีทมิฬ ทางการมอบธงสดุดีให้
ครั้งแรกที่มู่ไป๋อี้ได้ทราบข่าวนี้ ก็ไม่ได้ดีไปกว่ารองประมุขทั้งสาม
เท่าไร คิดไม่ถึงว่าประมุขอวี้ที่พบในร้านย่างเนื้อคือเซียนยุคโบราณ
ในตำนาน
เพียงแต่ไม่ทราบว่าชื่อเสียงเรียงนามเป็นใด
สือฮว่ากู๋ขมวดคิ้วแน่น นึกถึงคำพูดของรองประมุขลู่: “ไม่ ใน
รายงานนี้ยังซ่อนข่าวกรองอีกหนึ่งอย่าง”
“คืออะไร?” รองประมุขเซี่ยไม่เห็นความผิดปกติ
“ตอนที่ข้าพบรองประมุขลู่เป็นครั้งแรก เขาเคยบอกข้าว่า
ประมุขของพวกเขาเคยปะทะกับอวี้จือจากสำนักเวิ่นเต๋า……” สือฮ
ว่ากู๋หยุดไปชั่วครู่ ราวกับว่าพูดประโยคนี้จะนำภัยพิบัติมาให้ แต่เขา
ก็ยังพูดต่อ “ผลปรากฏว่าสูสีกัน”
“อะไรนะ นี่เป็นไปได้อย่างไร?!”
“สือเฒ่า เจ้าหมายความว่าอวี้จือแห่งสำนักเวิ่นเต๋าก็เป็นเซียน
ด้วยหรือ?”
มู่ไป๋อี้ใช้สองนิ้วเคาะโต๊ะหนักๆ: “เงียบๆ ทุกคนเงียบก่อน”
“ทุกท่านล้วนเป็นผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่าง หรือลืมหลักการพื้นฐาน
ของผู้บำเพ็ญไปแล้ว เมื่อความจริงเกิดขึ้น สิ่งที่ต้องทำคือยอมรับ
ไม่ใช่สงสัย!”
“อย่าลืมว่า ลัทธิสวรรค์ไม่เคยโกหกพวกเรา เมื่อรองประมุขลู่
บอกว่าเป็นเช่นนั้น ก็ต้องเป็นเช่นนั้น!”
“นี่เป็นข่าวกรองที่แลกไม่ได้แม้จะให้ทองพันชั่ง ใครเล่าจะรู้
ว่าอวี้จือแห่งสำนักเวิ่นเต๋าแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ มีเพียงพวกเราเท่านั้นที่
รู้”
“เชื่อว่านี่เป็นข่าวกรองที่ลัทธิสวรรค์แสดงไมตรีส่งมาให้พวกเรา
น่าเสียดายที่พวกเรามีวิสัยทัศน์จำกัด กว่าจะรู้เจตนาของลัทธิสวรรค์
ก็ถึงวันนี้!”
รองประมุขทั้งสามก้มหน้าด้วยความละอายใจ
มู่ไป๋อี้แสดงสีหน้าเคร่งขรึม คิ้วขมวดเข้าหากัน: “หากอวี้จือแห่ง
สำนักเวิ่นเต๋าเป็นเซียน เช่นนั้นพลังของราชสำนักย่อมน่าสะพรึงกลัว
ยิ่งกว่าที่พวกเราจินตนาการ”
“สำนักเวิ่นเต๋ามีเซียน แต่ไม่มีความคิดที่จะแย่งชิงอำนาจกับราช
สำนัก แสดงว่าราชสำนักอาจมีเซียนเช่นกัน!” รองประมุขทั้งสามนิ่ง
เงียบ หากเป็นเช่นนี้ แม้จะสร้างเมืองผีฝ่งตู้เสร็จ ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของ
ฝ่ายธรรมะ
มู่ไป๋อี้เป็นผู้ที่ใจเย็นที่สุด: “เรื่องไม่ได้แย่ถึงขนาดนั้น ฝ่ายธรรมะ
มีเซียนสองท่าน ลัทธิสวรรค์ก็มีเทพถั่วและประมุขอวี้สองท่าน สมดุล
กัน”
“พวกเราสามารถส่งของกำนัลให้รองประมุขลู่ เพื่อเข้าใกล้ลัทธิ
สวรรค์”
“รองประมุขลู่ในฐานะศิษย์ของเทพถั่ว อนาคตย่อมได้ควบคุม
การบริหารลัทธิสวรรค์ ลงทุนตอนนี้เหมาะสมที่สุด!”
“เจ้าหมายถึงพวกลัทธิเย่าหยางจะมาหาเจ้าหรือ?” ลู่หยางมอง
เหรียญสัญญาณเย่าหยางในมือของเมิ่งจิ่งโจว รู้สึกสงสัยอยู่บ้าง
บนเหรียญสัญญาณเย่าหยางเป็นข้อความที่ประมุขชี่ฝากถึงเมิ่ง
จิ่งโจว: ศิษย์ศักดิ์สิทธิ์หลง ลัทธิของข้ามีความเข้าใจเล็กน้อย
เกี่ยวกับวิธีการเพิ่มการดูดซึมพลังดวงอาทิตย์ ไม่ทราบว่าศิษย์
ศักดิ์สิทธิ์หลงสนใจหรือไม่ ขอเชิญมาที่เมืองผ่อหยางแคว้นยวี๋โจว
เพื่อสนทนา
“นี่จะแบ่งปันตำราลับการบำเพ็ญให้เจ้าหรือ?” ลู่หยางอ่าน
เนื้อหาบนเหรียญสัญญาณเย่าหยางแล้วยิ่งงงกว่าเดิม การแสดง
ไมตรีชัดเจนเกินไปหรือไม่?
“จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าพวกเขาได้ยินเรื่องที่เมืองชุนเจียง และ
ต้องการเอาอกเอาใจเจ้า?”
ลู่หยางคิดแล้วก็รู้สึกว่าน่าจะเป็นไปได้ ส่วนเหตุผลที่ต้องรอเกือบ
ครึ่งเดือนกว่าจะติดต่อเมิ่งจิ่งโจว อาจเป็นเพราะลัทธิเย่าหยางคิดว่า
ทิ้งระยะเวลาให้ห่างออกไปแล้วค่อยติดต่อ จะดูเหมือนพวกเขาไม่ได้
กลัวประมุขอวี้จึงมาหาเมิ่งจิ่งโจว
ลู่หยางยังไม่ทันพูดอะไร ก็รู้สึกว่าเหรียญสัญญาณจิ่วอิ่วในอ้อม
กอดมีความเคลื่อนไหว เขาหยิบออกมาดู
“มีอะไรหรือ?” เมิ่งจิ่งโจวยื่นคอมองด้วย
ลู่หยางเปิดเหรียญสัญญาณจิ่วอิ่วอย่างเปิดเผย: “ลัทธิจิ่วอิ่ว
ติดต่อหาข้า”
“……จะทำอย่างไรดี? แยกกันไป หรือรวมสองลัทธินี้เข้า
ด้วยกัน?”
ลู่หยางลูบคางเบาๆ: “ไม่ต้องรีบตอบ พวกเราไปขอข้อมูลจาก
ศิษย์พี่ไต้ก่อน” มีหลี่หาวเหรินอยู่ ทำให้พวกเขารู้เรื่องลัทธิจิ่วอิ่วมาก
แต่สำหรับลัทธิเย่าหยาง กลับแทบไม่รู้อะไรเลย
……
ตำหนักรับภารกิจ
ไต้ปู้ฟานมองทั้งสองด้วยสายตาประหลาด
“พวกเจ้าบอกว่า ลัทธิจิ่วอิ่วและลัทธิเย่าหยางต่างแอบให้สินบน
พวกเจ้าหรือ?”