ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 120 ปลดปล่อยวิชาสายฟ้า ใบไม้ปลิดปลิว
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 120 ปลดปล่อยวิชาสายฟ้า ใบไม้ปลิดปลิว
ทุกสิ่งทุกอย่างในภาพลวงตานี้ดูสมจริงจนน่าขนลุก
ฝูงทารกวิญญาณรอบตัวส่งเสียงร้องโหยหวน ขณะที่พวกมันยังคงพุ่งเข้าหาผมและเม่าจิ้งไม่หยุด ราวกับถูกเร่งเร้าด้วยพลังบางอย่าง
แม้พวกมันจะเป็นเพียงภาพลวงตา แต่เราก็ไม่อาจเพิกเฉยได้ เพราะการโจมตีของมันสามารถสร้างบาดแผลได้จริง
เม่าจิ้งยังคงคอยปกป้องผม ขณะที่ผมโฟกัสไปที่การร่ายวิชาสายฟ้า
ผมกัดปลายนิ้วตัวเองจนเลือดไหล ก่อนจะใช้มันวาดสัญลักษณ์สายฟ้าลงกลางฝ่ามือขวาของตัวเองอย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้น ผมก็เริ่มร่ายคาถา พร้อมกับประกบมือเข้าด้วยกันเพื่อผสานมุทรา
การใช้สองมือผสานมุทราจะช่วยให้คาถาแข็งแกร่งและเสถียรมากขึ้น
แม้ผมจะฝึกฝนวิชาสายฟ้ามาเพียงสัปดาห์เดียว แต่ความเร็วในการประกบมุทราของผมก็ค่อนข้างดีพอสมควร
ผมผสานมุทราทั้งเจ็ดอย่างต่อเนื่อง แต่ละครั้งกินพลังปราณไปมากพอสมควร
แต่ทุกครั้งที่มือของผมเปลี่ยนท่า พลังสายฟ้าก็เริ่มลุกโชน
“เปรี๊ยะๆๆ …”
เสียงไฟฟ้าสถิตดังขึ้นขณะกระแสพลังสายฟ้าแล่นผ่านมือของผม
ผมเห็นเม่าจิ้งเหลือบมองมาทางผมด้วยสีหน้าตื่นตะลึง แต่เขาไม่มีเวลาหยุด เขายังคงกวัดแกว่งกระบี่ไม้ท้อฟาดใส่ฝูงทารกวิญญาณที่ยังคงกรูเข้ามา
เมื่อผสานมุทราสุดท้าย ผมตะโกนออกมา “อัสนีสวรรค์กัมปนาท ปราณต้นกำเนิดไม่ขาดสาย ข้าขอยืมอำนาจแห่งสายฟ้า พิฆาตปีศาจร้าย”
เมื่อคำสุดท้ายสิ้นสุดลง ผมฟาดฝ่ามือที่เต็มไปด้วยพลังสายฟ้าเข้าหาม้วนคัมภีร์ทันที
“เปรี้ยะ!”
กระแสไฟฟ้าสีขาวสว่างพุ่งกระจายไปทั่ว ม้วนคัมภีร์ดูดซับพลังงานเข้าไป ก่อนที่อักษร ‘ค่ายกลสวรรค์’ บนคัมภีร์จะเปล่งแสงเจิดจ้า
พลังงานบางอย่างเริ่มกระเพื่อมไปรอบตัวเรา
เม่าจิ้งรีบถอยออกมาทันที ก่อนจะร่ายมุทราพลางเปล่งเสียง “ค่ายกลสวรรค์ เปิด!”
ทันทีที่คำสั่งถูกปล่อยออกมา ม้วนคัมภีร์ก็ปลดปล่อยพลังปราณไร้รูปร่างออกมา
แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกไปทั่ว พลังลึกลับนั้นก่อตัวขึ้นเป็นวงกลมรอบตัวผมและเม่าจิ้ง
ทันใดนั้น เราทั้งคู่รู้สึกเหมือนมีบางอย่างกระแทกเข้าที่ศีรษะ
เราทั้งคู่มองเห็นชั้นพลังปราณที่ปกคลุมร่างของเราเอาไว้
เมื่อเรามองไปยังฝูงทารกวิญญาณที่พุ่งเข้ามาโจมตี พวกมันพลันแตกสลายราวกับกระจกที่ถูกทุบ
ดวงตาของผมและเม่าจิ้งขยายกว้างขึ้น ก่อนจะเห็นภาพที่แท้จริงของสิ่งที่พวกเรากำลังต่อสู้อยู่
สิ่งที่เราคิดว่าเป็นทารกวิญญาณจำนวนมาก ที่แท้แล้วคือใบไม้แห้งที่ลอยอยู่รอบตัวเรา!
ใบไม้แต่ละใบลอยวนอยู่ในอากาศ ถูกควบคุมโดยเด็กปีศาจที่อยู่เบื้องหลัง
พวกมันพุ่งเข้ามาหาเราจากหลายทิศทางราวกับใบมีดแหลมคม
หากปล่อยให้ใบไม้พวกนี้เฉือนผ่านผิวหนังของเราก็จะเกิดเป็นบาดแผลลึกทันที
นี่คือเหตุผลว่าทำไมทั้งที่เราอยู่ในภาพลวงตา แต่กลับได้รับบาดเจ็บจริง
ภาพจริงและภาพลวงถูกผสมผสานจนแยกไม่ออก
เด็กปีศาจใช้กลอุบายทำให้เราเห็นใบไม้แห้งเป็นทารกวิญญาณเพื่อกดดันและทำให้เราสูญเสียปราณต้นกำเนิดไปเรื่อยๆ
แต่ตอนนี้ เมื่อพลังของค่ายกลสวรรค์ถูกปลดปล่อยออกมา กระแสพลังของมันจึงช่วยปัดเป่าภาพลวงตาให้ และทุกครั้งที่ใบไม้พวกนั้นพยายามเข้ามาใกล้ มันจะถูกพัดปลิวออกไป
“ที่แท้ก็เป็นแค่ใบไม้แห้ง!” เม่าจิ้งอุทานอย่างตกตะลึง
ผมมองดูใบไม้ที่ยังคงลอยวนอยู่รอบตัวเราก่อนจะพยักหน้า “เจ้าเด็กเวรนี่มีฝีมือพอตัว แต่นี่เป็นโอกาสของเรา จัดการมัน”
“ได้!” เม่าจิ้งตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
คัมภีร์ค่ายกลสวรรค์ดูเหมือนจะเป็นม้วนคัมภีร์เวทที่ใช้พลังงานมหาศาล แม้ผมจะใช้วิชาสายฟ้ากระตุ้นมันขึ้นมา แต่พลังของมันก็เริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว
พลังปราณที่ก่อตัวเป็นกระแสหมุนวนรอบตัวเรากำลังค่อยๆ จางหายไป
ผมกับเม่าจิ้งสูดหายใจลึก และในช่วงจังหวะที่ค่ายกลกำลังเลือนหาย
เราพุ่งเข้าโจมตีทันที
“ฆ่า!”
เราทั้งคู่แยกออกเป็นสองทิศทาง แม้ว่าใบไม้รอบตัวเราจะยังคงพุ่งเข้ามาโจมตี แต่เมื่อเรามองเห็นความจริงแล้ว จึงไม่รู้สึกหวาดกลัวอีกต่อไป
เราโฟกัสไปที่เป้าหมายเดียวกัน เด็กปีศาจที่อยู่ห่างออกไปเพียงสิบเมตร!
มันยังคงควบคุมใบไม้ด้วยมือทั้งสองข้าง ดวงตาสีเขียวกลางหน้าผากหมุนวนไม่หยุด
ใบไม้แห้งพุ่งเข้ามาหาเราราวกับดาวกระจาย
ถึงแม้มันจะสามารถสร้างบาดแผลได้ แต่หากไม่โดนจุดสำคัญอย่างลำคอ หลอดเลือด หรือศีรษะก็ไม่มีปัญหา
เราพุ่งทะลวงผ่านม่านใบไม้ที่โจมตีเข้ามา
ในขณะเดียวกัน ผมกับเม่าจิ้งก็กำยันต์ไว้ในมือแน่น
การโจมตีทางกายภาพแทบไม่ได้ผลกับมัน แต่การใช้ยันต์โจมตียังพอมีประสิทธิภาพอยู่บ้าง
เมื่อเด็กปีศาจเห็นว่ามันไม่สามารถสกัดเราได้ อีกทั้งยังถูกทำลายภาพลวงตาไปแล้ว มันก็เลิกเสแสร้ง
มันคำรามใส่พวกเราอย่างดุร้าย
“ตายซะ!”
สายลมเย็นยะเยือกพัดโหมกระหน่ำ ปราณดำมืดเริ่มแผ่กระจาย
เด็กปีศาจพุ่งเข้าหาเราพร้อมกับดวงตาสีเขียวที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ไอสีเขียวแผ่ล้อมรอบตัวมัน
ดูเหมือนว่าร่างกายของมันกำลังขยายใหญ่ขึ้น พร้อมกับอาการคลุ้มคลั่งที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ทันทีที่มันเข้ามาใกล้ ผมกับเม่าจิ้งฟันกระบี่ออกไปพร้อมกันจากสองด้าน
“ปึงๆ!”
การโจมตีของเราถูกกรงเล็บผีของมันปัดป้อง
แต่เราไม่มีทีท่าจะหยุดมือ สะบัดยันต์ในอีกมือหนึ่งออกไปทันที
“ทำลาย!”
“บัญชา!”
ยันต์เปล่งแสงวาบขึ้น
“บึ้ม! บึ้ม!”
พลังยันต์ระเบิดออก ทำให้เด็กปีศาจกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ร่างของมันถูกพลังอาคมดีดกระเด็นถอยไปสองก้าว
ตอนนี้ ผมกับเม่าจิ้งเริ่มเป็นฝ่ายได้เปรียบเล็กน้อย
แต่ผมรู้ดีว่าปราณต้นกำเนิดของพวกเราใกล้จะหมดแล้ว
ภาพลวงตาที่เกิดจากใบไม้แห้งก่อนหน้านี้ดูดกลืนพลังของเราไปมาก
นอกจากนี้ ผมเองก็ใช้พลังไปกับวิชาสายฟ้า ส่วนเม่าจิ้งก็ใช้พลังไปกับคาถาค่ายกลสวรรค์
ทั้งสองสิ่งนี้เป็นวิชาอาคมที่กินพลังมหาศาล
เราต้องรีบจัดการมันให้ได้โดยเร็วที่สุด
หากปล่อยให้การต่อสู้ยืดเยื้อไปกว่านี้ เราจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแน่นอน
อาจถึงขั้นเสียชีวิตที่นี่ก็เป็นไปได้
ดังนั้น เราทั้งคู่จึงตัดสินใจเข้าโจมตีอย่างไม่คิดชีวิต
ยันต์ที่มีอยู่ถูกใช้ราวกับเป็นของไร้ค่า
ผมออกจากบ้านมาพร้อมกับยันต์สิบกว่าแผ่น และตอนนี้ ผมใช้มันทั้งหมดแล้ว!
เม่าจิ้งเองก็ใช้ยันต์สีเหลืองไปสี่แผ่น
ยันต์ของเขาทรงพลังมากกว่าของผม และแน่นอนว่าการจะใช้มันก็สิ้นเปลืองพลังมากกว่าเช่นกัน
พวกเราทั้งคู่เริ่มหอบหนัก เหงื่อไหลท่วมร่าง
ส่วนเด็กปีศาจ แม้ว่าจะถูกโจมตีอย่างหนัก แต่ก็ยังไม่ตาย
ทั่วร่างของมันเต็มไปด้วยรอยแผลจากพลังของยันต์
“ฉันจะกินพวกแก…จะกินพวกแก!”
มันแสยะยิ้มเผยให้เห็นเขี้ยวอันแหลมคม ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น
“เวรเอ๊ย โดนยันต์ไปเป็นสิบแล้วยังไม่ตาย เจ้านี่มันอึดเกินไปแล้ว!” ผมกัดฟันแน่นก่อนจะเอ่ยออกมา
เม่าจิ้งเองก็กล่าวเสริม “ที่สำคัญคือเราไม่รู้จุดตายของมัน และดวงตาสีเขียวบนหน้าผากมันก็ดูผิดปกติ ทุกครั้งที่มันบาดเจ็บ ดวงตานั่นจะปล่อยไอสีเขียวออกมา และทำให้ร่างของมันฟื้นตัวเร็วขึ้น อีกอย่าง ระดับพลังของพวกเราอ่อนแอกว่ามันมาก ยันต์ของเราจึงสร้างความเสียหายได้ไม่เท่าไรนัก เว้นเสียแต่ว่านายจะสามารถใช้วิชาสายฟ้าโจมตีมัน!”
ผมขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะตรวจสอบปราณต้นกำเนิดในร่างกายตัวเอง
พลังที่เหลืออยู่เพียงพอให้ใช้วิชาสายฟ้าได้อีกหนึ่งครั้ง
แค่ครั้งเดียวเท่านั้น
การร่ายไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือผมต้องใช้เวลาราวห้าวินาทีในการประกบมุทราเพื่อปล่อยพลังสายฟ้า
นอกจากนี้ ผมต้องการจังหวะที่เหมาะสม
ถ้าโจมตีพลาด เท่ากับว่าพลังที่เหลือของผมสูญเปล่า และผมเองก็จะเข้าสู่สภาวะอ่อนแอทันที
แต่ตอนนี้ มันเป็นหนทางเดียวที่เราจะสามารถจัดการกับมันได้
ผมหันไปบอกเม่าจิ้ง “ฉันวาดสัญลักษณ์สายฟ้าไว้บนฝ่ามือแล้ว แต่ฉันต้องใช้เวลาห้าวินาทีในการร่ายคาถา และต้องมีจังหวะที่เหมาะสม”
เม่าจิ้งได้ยินดังนั้นก็แสยะยิ้ม ก่อนจะกัดนิ้วโป้งซ้ายของตัวเองจนเลือดไหลออกมา จากนั้น เขาใช้เลือดของตัวเองวาดเป็นเส้นลงบนกระบี่ไม้ท้อ
ขณะที่ทำ เขาก็กล่าวด้วยเสียงเรียบเย็น “ได้ ฉันจะสร้างโอกาสให้นายเอง…”