ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 16 บทที่ 454 หงอวี้บอกลา
บนโลกใบนี้ย่อมมีคนที่มักเข้าใจผิดว่าตนเองมีโชคชะตาเกิดมาเป็นที่รัก อีกทั้งยังเป็นเจ้าของโลกใบนี้
สุดท้ายคนที่มีความคิดเช่นนี้ล้วนมีจุดจบที่ไม่น่าอภิรมย์
“เจ้าคิดจะจัดการเช่นไร?”
ยิ่งเห็นก็ยิ่งรู้สึกสนุก จั่วชิวเฉินถูกเรื่องนี้ดึงดูดความสนใจขึ้นมา
บางทีสายเลือดสกุลจั่วของพวกเขาอาจมีนิสัยชมชอบความวุ่นวายผสมอยู่
“ไม่ทำอะไรเพคะ ขอเพียงข่าวลือนี้ถูกแพร่ออกไป รับรองว่าจะต้องมีคนทนไม่ไหวอย่างแน่นอน”
หลินเมิ้งหยายืนข้างหน้าต่าง ทอดสายตามองทิวทัศน์ภายนอก
ดูเหมือนอากาศช่วงนี้จะไม่ดีนัก ท้องฟ้าด้านนอกขมุกขมัว อดที่จะรู้สึกหม่นหมองไม่ได้
“ก็ดี ข้ารู้แล้วว่าควรทำเช่นไร”
มุมปากกระตุกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ หลินเมิ้งหยาแหงนหน้ามองท้องฟ้า รอยยิ้มผุดพรายขึ้นบนใบหน้า
“หลงเทียนอวี้ บางทีพรุ่งนี้ฝนอาจจะตกนะ”
อยู่ๆ หลินเมิ้งหยาก็เอ่ยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทว่าคิ้วของหลงเทียนอวี้กลับขมวดเข้าหากัน ก่อนจะคลายออกในที่สุด
“หากข้าอยู่ข้างกายเจ้า ต่อให้ฝนตกเจ้าก็ไม่มีวันเปียก”
เขาเข้ามายืนด้านหลังของนาง สายตาหยุดอยู่ที่เรือนร่างบอบบางน่าทะนุถนอมของหญิงสาว หัวใจของหลงเทียนอวี้เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกที่พร้อมจะปกป้อง
ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นโอบร่างบางเข้ามาในอ้อมกอด นางมิได้ต่อต้าน ซ้ำยังเอนกายเข้าหาวงแขนของเขา
บางทีแม้แต่พวกเขาเองก็คงมิทันสังเกตว่าช่วงนี้ความสัมพันธ์ของพวกเขาสนิทชิดเชื้อกันมากกว่าก่อน
แม้แต่เรื่องที่ไม่เคยทำมาก่อนยังแสดงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ
แม้หลินเมิ้งหยาจะยังรู้สึกเคอะเขินอยู่หลายส่วน แต่ใครใช้ให้นางได้รับบาดเจ็บเช่นนี้กันเล่า?
ฉะนั้นนางจึงอาศัยข้ออ้างนี้ปล่อยให้เขาได้ดูแลนาง
“อะแฮ่ม คือว่า…หงอวี้ต้องการมาเข้าพบท่านเพื่อบอกลาเจ้าค่ะ ไม่ทราบว่าท่านยังอยากพบนางหรือไม่?”
ด้านหน้าประตู ป๋ายซ่าวก้มหน้าลงต่ำ สายตามไม่รู้ว่าควรหยุดอยู่ที่ใด
ทว่าหัวใจของนางกลับรู้สึกปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง นายหญิงและท่านอ๋องเหมาะสมกันราวกิ่งทองใบหยก ไม่รู้ว่าทำไมแต่ก่อนแม้พวกเขาจะได้ชื่อว่าเป็นสามีภรรยากัน แต่ก็มิเคย….
ดูเหมือนใกล้จะมีข่าวดีเต็มทีแล้ว
“อืม ให้นางเข้ามาเถิด อย่าลืมมอบเงินให้นางด้วย”
หลินเมิ้งหยาคิดจะผละตัวออกจากอ้อมกอดของหลงเทียนอวี้ แต่กลับไม่เป็นผล
ไม่มีทางเลือก ทำได้เพียงเพิ่มยางหนาๆ ให้ใบหน้าแล้วอยู่ในอ้อมกอดของหลงเทียนอวี้ต่อไป
“เชิญ”
หงอวี้ยืนคอยอยู่หน้าประตู หัวใจกระวนกระวายเป็นอย่างยิ่ง
เรื่องของซู่เหมยจบไปแล้ว หากนางยังอาศัยอยู่ที่นี่อย่างไร้ยางอาย เช่นนั้นคงไม่เหมาะสม
แม้จะรู้สึกผิดต่อหลินเมิ้งหยา แต่อย่างน้อยก่อนจะจากไปนางก็อยากพบหลินเมิ้งหยาอีกสักครั้ง
นางไม่อยากร้องขอสิ่งใดนอกจากการไว้ชีวิตซู่เหมย
สุดท้ายแล้วนางเองก็เห็นแก่ตัวเพราะคิดถึงแต่ประโยชน์สุขของน้องสาว
ทว่าบนความเห็นแก่ตัวนั้นแบกรับความขมขื่นเอาไว้มากมาย มีเพียงนางเท่านั้นที่จะสามารถชดใช้สิ่งเหล่านี้ได้
หงอวี้เดินตามหลังป๋ายซ่าว นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เดินเข้ามายังลานส่วนกลางของจวนเซิ่นจวิ้นอ๋อง
ครั้งยังอยู่ที่หุยชุนฟาง นางเห็นสิ่งของหรูหรามากมาย แต่บรรยากาศเข้มงวดดั่งเช่นจวนอ๋องไม่เหมาะสมกับนางที่เป็นเพียงราษฎรระดับล่างเลยแม้แต่น้อย
ด้วยเหตุนี้นางจึงลอบถอนหายใจเบาๆ
ซู่เหมยเอ๋ย สิ่งใดบดบังดวงตาของเจ้ากันหนา เหตุใดนางจึงอยากมีชีวิตเช่นนี้?
“นายหญิง แม่นางหงอวี้มาถึงแล้วเจ้าค่ะ”
เสียงรายงานของป๋ายซ่าวดังขึ้นที่ด้านหน้า ร่างของหงอวี้กระตุกเล็กน้อย
ด้านหลังประตูบานใหญ่ สตรีในชุดสีม่วงลายดอกไม้กำลังนั่งอยู่บนตั่งและเล่นหมากล้อมกับชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลา
ใบหน้างดงามเหมือนภาพวาด ผิวพรรณเนียนละเอียดอิ่มเอิบ ราวกับคำว่างดงามคือคำจำกัดความของสตรีผู้นี้
นิ้วมือเรียวยาวหยิบหมากเม็ดกลมสีขาวที่มิอาจกระจ่างใสไปกว่าผิวของนางขึ้นมา
หงอวี้เคยเป็นนางโลมเลื่องชื่อแห่งหุยชุนฟาง แต่นางมิอาจปฏิเสธได้ว่าความงดงามของหลินเมิ้งหยาโดดเด่นกว่าสตรีทั่วไป
ตรึกตรองครู่หนึ่ง นางอดที่จะรู้สึกขมขื่นไม่ได้
ความงามดั่งสวรรค์สรรค์สร้างของนางล้วนทำให้เหล่านางโลมอิจฉาริษยา
ไม่ว่าซู่เหมยหรือตัวนางเองก็คงมิอาจทำให้สายตาของท่านอ๋องเหลือบแลได้
นางกับซู่เหมยคงต้องยอมรับความจริง
ความอกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ความลุ่มหลงจนลืมความรู้สึกผิดชอบชั่วดีล้วนเป็นสิ่งผิดพลาดอันใหญ่หลวง
“ถวายพระพรอันเล่อจวิ้นจู่ ขอให้จวิ้นจู่อายุยืนนานพันปี”
หลินเมิ้งหยาเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่กำลังยอบกายคำนับตนเอง
สุดท้ายนางอดที่จะรู้สึกเสียดายไม่ได้
ยามเมื่อได้เจอกับหงอวี้ในหุยชุนฟาง นางคิดอยากนำหงอวี้มาชุบตัวใหม่
น่าเสียดายที่ต่อมาเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเช่นนี้ อีกทั้งมั่วฉินยังต้องอยู่ที่หุยชุนฟางต่อ มิรู้ว่าป่านนี้นางเป็นตายร้ายดีเช่นไร
ส่วนหงอวี้ก็ยอมตั้งตนเป็นศัตรูกับนางเพราะซู่เหมย
สรรพสิ่งบนโลกล้วนยากเกินกว่าจะคาดเดา
“ลุกขึ้นเถิด”
มิได้จงใจแสดงท่าทีเย็นชารักษาระยะห่าง ไร้ซึ่งคำตำหนิด่าทอ
เสมือนคนแปลกหน้าที่ได้คุยกันก็มิปาน ราวกับว่านางเป็นแค่อากาศธาตุแต่เพียงเท่านั้น
หงอวี้เหยียดกายลุกขึ้น ทว่านางมิกล้าเอ่ยสิ่งใด
ตอนนี้หลินเมิ้งหยาหาใช่คนที่แสร้งทำตัวเป็นนางโลมเพื่อร่วมมือแสดงละครตบตากับนางอีกต่อไปแล้ว
“ได้ยินมาว่าเจ้าจะไปแล้ว เมืองหลินเทียนไม่เหมือนต้าจิ้น แต่หากเจ้าทนลำบากได้ เช่นนั้นก็จะมีชีวิตใหม่ที่ดี”
หลินเมิ้งหยาเลิกเดินหมากกับหลงเทียนอวี้ อันที่จริงหงอวี้เป็นคนฉลาด
นางจะต้องเคยโน้มน้าวซู่เหมยแล้วอย่างแน่นอน แต่ซู่เหมยเป็นคนโง่เขลา ยิ่งไปกว่านั้นยังชอบหาเหาใส่หัว
หากหงอวี้ยังอยู่ที่นี่ เกรงว่าจะกลายเป็นเครื่องระบายอารมณ์ของซู่เหมยเสียเปล่าๆ
สำหรับคนที่ต้องการทำทุกวิถีทางเพื่อได้สวมมงกุฎของราชวงศ์ คาดว่าพี่สาวที่เป็นนางโลมจะต้องเป็นจุดด่างพร้อยของนางอย่างยิ่งแน่นอน
น่าเสียดาย ซู่เหมยคงไม่มีวันรู้เลยว่าพี่สาวของนางเปรียบเสมือนเครื่องรางป้องกันชีวิตของนางเอาไว้
“ข้าน้อยขอบพระทัยจวิ้นจู่ที่สั่งสอน จวิ้นจู่มีพระคุณกับพวกเราสองพี่น้องมาก เพียงแต่…”
คิดจะใช้ความสัมพันธ์ในอดีตมาร้องขอสิ่งที่ตนเองต้องการอีกครั้งน่ะหรือ?
ความรู้สึกต่อต้านเกิดขึ้นในหัวใจ ความไม่รู้จักพอเช่นนี้คือสิ่งที่นางเกลียดเป็นที่สุ
“ต่อจากนี้ไปน้องสาวของเจ้ากับพวกข้าล้วนเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว เจ้าอย่าได้กังวลไปเลย ข้าสั่งให้ป๋ายซ่าวเตรียมเงินเอาไว้ให้เจ้าแล้วจำนวนหนึ่งเพื่อเอาไว้ใช้ระหว่างทาง หา ากไม่มีเรื่องอะไรแล้ว ป๋ายซ่าว เจ้าส่งแม่นางหงอวี้กลับไปเถิด”
นางถูกหลินเมิ้งหยาเอ่ยขัด หงอวี้รู้ดีว่าจวิ้นจู่รังเกียจตนเองเข้ากระดูกดำ
กลีบปากสั่นเทิ้ม หากมองจากฐานะของอันเล่อจวิ้นจู่ ตอนนี้นางได้รับความรักความเมตตามากขึ้นทุกวัน ถ้าหากนางยังไม่หยุดพูดแล้วล่ะก็ เกรงว่าคราวนี้พิษภัยคงย้อนหาตัวนางเอง
“ตึง” เสียงดังขึ้น หงอวี้คุกเข่าลงกับพื้น หยาดน้ำตารินไหลอาบแก้ม ก่อนจะข้อร้องวิงวอนหลินเมิ้งหยา
“จวิ้นจู่ ข้ารู้ดีว่าท่านเป็นคนน่าเลื่อมใสที่สุดในใต้หล้า แต่…แต่น้องสาวของข้ายังเด็ก เป็นเพราะนางได้ฟังคำยุยงจากผู้อื่นแต่เพียงเท่านั้น อันที่จริงนางมิได้ตั้งใจจะ ะทำให้ท่านขุ่นเคือง ข้าไม่อาจหวังว่าท่านจะให้อภัยพวกเรา แต่…แต่ข้าขอร้องท่านได้โปรดไว้ชีวิตนางด้วยเถิด”
หงอวี้โขกหัวลงกับพื้น ริมฝีปากเอ่ยพึมพำเพื่อขอให้หลินเมิ้งหยาให้อภัย
แต่ท่าทางน่าสงสารของนางทำให้หลินเมิ้งหยานึกรังเกียจมากขึ้น
ทั้งที่ซู่เหมยเป็นฝ่ายทำร้ายนางก่อน แต่หงอวี้กลับพูดราวกับว่านางกำลังรังแกซู่เหมยอยู่อย่างไรอย่างนั้น
ตอนนี้ดูเหมือนหลินเมิ้งหยามีรัศมีแผ่ไพศาล แต่ใครจะรู้บ้างว่าเบื้องหลังของนางต้องเก็บซ่อนหยาดน้ำตาและโลหิตเอาไว้มากเพียงใด
เด็กสาวที่สูญเสียมารดาไปตั้งแต่ยังเด็ก บิดาเองก็ต้องทำศึกสงครามต่างบ้านต่างเมือง
ถูกแม่เลี้ยงใจร้ายดั่งอสรพิษและน้องสาวแท้ๆ วางยา นางต้องลำบากมากถึงเพียงไหนจึงจะเอาชีวิรอดมาจนถึงทุกวันนี้
แต่ถึงกระนั้นนางก็มิเคยใช้ความอ่อนแอของตนเองมาเรียกร้องขอสิ่งใดจากผู้อื่น
ฉะนั้นท่าทางอ่อนแอของอีกฝ่ายที่แสดงออกมาให้นางได้เห็นทำให้นางรู้สึกรังเกียจเป็นอย่างยิ่ง
คิดอยากหลุดออกจากความลำบาก คิดอยากมีชีวิตที่ดีกว่า สิ่งเหล่านี้หาใช่ความปรารถนาที่ผิด แต่น่าเสียดายที่คนแบบซู่เหมยเป็นฝ่ายเรียกร้องหาความตายด้วยตัวนางเอง
ฉะนั้นต่อให้นางปล่อยซู่เหมยไป แต่สุดท้ายแล้วคนประเภทนี้ย่อมหาเหาใส่หัวจนตัวตาย
มองหน้าผากที่เริ่มมีเลือดซึมออกมาของหงอวี้ หลินเมิ้งหยาหลุบตา สุดท้ายจึงเอ่ยเสียงเบา
“เจ้าไม่มีทางช่วยชีวิตน้องสาวของเจ้าได้อีกแล้ว”
คำพูดของหลินเมิ้งหยาทำให้หงอวี้ผงะ แม้นางจะรู้ตัวว่าตนเองกำลังทำให้ผู้อื่นลำบากใจ แต่ถึงกระนั้นนางก็อดที่จะตกตะลึงไม่ได้
“ตอนนี้น้องสาวของเจ้าเป็นผู้กระโจนเข้าหาใบมีดเอง มิรู้ว่าใครเป็นคนสอนนางให้โจมตีข้า อันที่จริงตอนแรกข้าไม่คิดอยากเอาชีวิตของนาง เจ้าลองตรองดูเถิด สาวใช้ของข้าทุกคน ล้วนงดงามโดดเด่น หากท่านอ๋องของพวกเราคิดจะมีอนุภรรยา เกรงว่าตำแหน่งนั้นคงไปไม่ถึงน้องสาวของเจ้าอย่างแน่นอน”
หลินเมิ้งหยาหยิบหมากตัวหนึ่งวางลงบนกระดาน
มองตำแหน่งที่นางวางหมาก หลงเทียนอวี้เลิกคิ้วขึ้นสูง
นางมีพัฒนาการรวดเร็ว ตำแหน่งหมากตัวนี้ค่อนข้างพิเศษเลยทีเดียว
หากไม่ระมัดระวังให้ดีแล้วล่ะก็ คาดว่าหมากของเขาคงถูกนางฆ่าทั้งกระดาน
ทั้งสองสบตากัน ก่อนจะเข้าใจความคิดของอีกฝ่าย
“เป็น…เป็นไปได้อย่างไร? ซู่เหมยบังอาจมากถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
หงอวี้เริ่มกระวนกระวาย แม้แต่นางยังคาดไม่ถึงว่าน้องสาวของตนจะบังอาจถึงขั้นคิดหลบหลู่ราชวงศ์
โทษทัณฑ์ที่จะได้รับหมายถึงการสูญสิ้นวงศ์ตระกูล เหตุใดน้องสาวของนางจึงบังอาจเช่นนี้!
“ใช่แล้ว ฉะนั้นข้าจึงไม่อาจปล่อยน้องสาวของเจ้าไปได้ แม้ในมือของนางจะไม่มีหลักฐาน แต่หากข้าปล่อยนางไป เช่นนั้นหากนางปล่อยข่าวลือเสียหายขึ้นมา ข้ากับท่านอ๋องจะเอาหน้าไปไว ว้ที่ไหนเล่า?”