ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 16 บทที่ 455 สิ้นหวัง
น้ำเสียงของหลินเมิ้งหยาเปี่ยมไปด้วยความลำบากใจ
หากหงอวี้ยังเป็นหญิงสาวที่เย็นชาฉลาดเฉลียวคนนั้น คาดว่านางจะต้องรับรู้ได้ว่าหลินเมิ้งหยากำลังวางกับดักล่อลวงนางอย่างแน่นอน ทว่าตอนนี้หัวใจของนางเปี่ยมไปด้วยความหวัง งที่จะช่วยชีวิตซู่เหมย
แม้โอกาสนั้นจะเป็นการกระโดดลงจากหน้าผา แต่เกรงว่าหงอวี้จะต้องกระโจนลงไปอย่างไม่ลังเลแน่นอน
“จวิ้นจู่ ขอเพียงจวิ้นจู่ไว้ชีวิตนาง ข้าน้อยจะพยายามหาหลักฐานเหล่านั้นออกมามอบให้ท่านเอง!”
หงอวี้โขกศีรษะขอร้องอีกครั้งและให้คำมั่นกับหลินเมิ้งหยา
มองดูหญิงสาวน่าสงสารตรงหน้า หลินเมิ้งหยาไม่รู้สึกสงสารเลยแม้แต่น้อย
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ทั้งหมดล้วนเป็นผลจากการกระทำของพวกนางสองพี่น้องทั้งสิ้น
“โชคดีที่พวกเราเคยร่วมเป็นร่วมตายด้วยกันมาหนหนึ่ง อีกเดี๋ยวเจ้าจงไปหาน้องสาวของเจ้าเถิด แต่ไม่ว่านางจะตกลงหรือไม่ วันนี้เจ้าก็จะต้องออกไปจากที่นี่ เจ้าเองก็คงรู้ดีว่าที นี่คือที่แบบใด”
หลินเมิ้งหยามิได้แสดงท่าทางร้อนใจเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งน้ำเสียงยังเฉยชา
หงอวี้รีบพยักหน้าตอบตกลง เหตุเพราะกลัวว่าหลินเมิ้งหยาจะเปลี่ยนใจทีหลัง หลังจากกล่าวขอบคุณเสร็จ นางก็รีบหมุนตัวออกจากเรือนของหลินเมิ้งหยา
มองตามร่างบางที่เดินหายออกจากประตูไป อยู่ๆ หลินเมิ้งหยาก็ถอนหายใจ
“ใจอ่อนหรือ?”
หลงเทียนอวี้วางหมากอีกตัว สายตาจับจ้องมองหลินเมิ้งหยา
หลินเมิ้งหยาส่ายหน้า นางเพ่งสมาธิกับการเดินหมากต่อไป
“ทุกคนล้วนมีโชคชะตาเป็นของตัวเอง หม่อมฉันเพียงแค่เสียดายเท่านั้น”
เดินมาถึงขั้นนี้แล้ว หากนางยังใจอ่อนปวกเปียก เช่นนั้นคนที่จะได้รับความพ่ายแพ้ย่อมเป็นตัวนางเอง
ตอนแรกหลินเมิ้งหยาอยากปล่อยหงอวี้ไป แต่ตอนนี้คงไม่จำเป็นแล้ว
ทั้งสองยังคงเดินหมากกันต่อ แม้หลินเมิ้งหยาจะเดินหมากด้วยความรอบคอบ แต่สุดท้ายก็ยังมิอาจเอาชนะหลงเทียนอวี้ได้
ช่วยไม่ได้ ความห่างชั้นกันนี้มิอาจแทนที่ด้วยความฉลาดได้
นางพ่ายแพ้ให้แก่เขาอย่างสมบูรณ์ ทว่าหลินเมิ้งหยามิได้แสดงท่าทีมิพอใจ แม้ในใจลึกๆ จะรู้สึกขุ่นมัวอยู่หลายส่วนก็ตาม
ขณะที่กำลังจะเล่นหมากกระดานต่อไปกับเขา บ่าวรับใช้ที่ถูกส่งไปจับตามองเรือนของซู่เหมยรีบวิ่งแจ้นเข้ามารายงาน
แต่เมื่อเห็นว่าจวิ้นจู่และพระสวามีกำลังเล่นหมากล้อม บ่าวคนนั้นจึงทำได้เพียงกระซิบกระซาบข้างหูป๋ายซ่าว
“ออกไปก่อนเถิด ข้าจะรายงานให้เอง”
ป๋ายซ่าวพยักหน้าลง บ่าวคนนั้นรีบวิ่งกลับไป
จะมีใครไม่รู้บ้างว่าป๋ายซ่าวเป็นสาวใช้คนสนิทของหลินเมิ้งหยา หากคิดจะเสนอหน้าออกมาหาจวิ้นจู่ตอนนี้ นี่เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมยิ่งนัก
“มีอะไร?”
หลินเมิ้งหยาเพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่กระดานหมากล้อม เอ่ยถามโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น
“ผอจื่อมาส่งข่าวว่าเกิดเสียงโต้เถียงกันในห้องของซู่เหมยเจ้าค่ะ นายหญิงจะเข้าไปห้ามหรือไม่?”
แต่ไหนแต่ไรมาป๋ายซ่าวมักทำตามคำสั่งของหลินเมิ้งหยาอย่างเคร่งครัด เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น นางจึงต้องเข้ามารายงานนายหญิงก่อนเป็นอันดับแรก
“ห้าม? ไม่จำเป็น เจ้าส่งคนไปดูก็พอ ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา หากหงอวี้ไปแล้ว เจ้าจงส่งคนพานางไปส่งที่นอกเมืองก็พอ”
นางรู้ดีว่าตอนนี้เกิดเรื่องอันใดขึ้น ทั้งหมดล้วนอยู่ในแผนการที่นางวางเอาไว้
หลักฐานในมือซู่เหมยจะถูกนางจับตาดู ใครก็ตามที่บังอาจคิดนำมันออกมาใช้ประโยชน์ เช่นนั้นคนผู้นั้นจะกลายเป็นศัตรูกับนาง
เกรงว่าคนคนนี้จะต้องยินยอมสูญเสียพี่สาวของตนเองอย่างแน่นอน
หลินเมิ้งหยาวางหมากสีดำของตนเองลง มุมปากกระตุกยิ้มแข็งทื่อ
หากเป็นไปตามคาด คืนนี้นางจะต้องได้เห็นฉากทำคุณบูชาโทษอย่างแน่นอน
ทุกอย่างเป็นไปตามที่หลินเมิ้งหยากำชับเอาไว้ ซู่เหมยกับหงอวี้ทะเลาะกันอย่างหนัก สุดท้ายหงอวี้ก็วิ่งออกมาจากจวนของซู่เหมยโดยมีดวงตาบวมแดง
เหตุเพราะหลินเมิ้งหยากำชับเอาไว้แล้ว ดังนั้นป๋ายซ่าวจึงเตรียมรถม้าคอยท่า ขอเพียงหงอวี้วิ่งออกมา นางจะสั่งให้คนพาหงอวี้ไปส่งที่นอกเมืองทันที
ทว่าเวลาเพียงไม่นาน ซู่เหมยที่มีสีหน้าเคร่งขรึมก้าวเท้าเดินออกจากห้อง
คราวนี้นางพยายามหลบหลีกสายตาผู้คน ก่อนจะเดินหลบออกจากประตูหลังจวนเซิ่นจวิ้นอ๋องไป
เหล่าองครักษ์ยืนเฝ้าประตูหันมองหน้ากันก่อนจะส่งสัญญาณผ่านทางสายตา เมื่อนางเดินออกนอกจวนไปแล้ว พวกเขาจึงแอบวิ่งตามนางไป…
หลังจากเล่นหมากล้อมทั้งวัน หลินเมิ้งหยาจึงรู้สึกอ่อนล้า
หาใช่ร่างกายที่อ่อนล้า แต่เป็นสมองต่างหาก เกมการแข่งขันชิงไหวชิงพริบเช่นนี้ทำให้นางสูญเสียเรี่ยวแรงค่อนข้างมาก
“คนของพระองค์ทำให้กระต่ายแตกตื่นแล้ว แต่อย่าคิดว่านางจะหนีไปเลย กระต่ายเจ้าเล่ห์ย่อมมีสามโพรง [1] หม่อมฉันคิดว่าหากพวกเราประมาท คราวนี้คงออกแรงโดยเปล่าประโยชน์อย่างแน่น นอน”
ป๋ายซ่าวช่วยหลินเมิ้งหยาล้างมือพลางฟังบทสนทนาของพวกเจ้านายไปด้วย
เมื่อก่อนเวลาได้ยินพวกเจ้านายคุยกัน นางมิเคยเข้าใจเลยแม้แต่น้อย ทว่าหลายวันมานี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะได้รับใช้ใกล้ชิดนายหญิงหรือไม่ ดังนั้นนางจึงเริ่มคุ้นชินมากขึ้น
จนกระทั่งตอนนี้นางเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว
เหตุที่นายหญิงปล่อยตัวหงอวี้และซู่เหมยไปคงมิวายเพราะต้องการดึงดูดตัวคนบงการออกมา
“ไม่หรอก เจ้าวางใจเถิด”
หลงเทียนอวี้ยืนข้างหน้าต่าง สายตาทอดไกล
ไม่ว่าหงอวี้หรือซู่เหมยล้วนมีคนของเขาและจั่วชิวเฉินไล่ตามอยู่
เขารู้จักวิธีการที่ฮ่องเต้แห่งเมืองหลินเทียนใช้ดี แต่เขาก็รู้จักฝีมือของคนที่ตนเองพามาเป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน
คนที่สามารถล่วงรู้ร่องรอยของพวกเขาย่อมมี แต่ไม่มาก
“ตั๊กแตนไล่จับจักจั่น นกขมิ้นอยู่ทางด้านหลัง [2] มิรู้ว่าคราวนี้ใครจะตกเป็นเหยื่อ? ป๋ายซ่าว เจ้าจงไปเตรียมรถม้า ข้าจะพาเจ้าออกไปดูอะไรสนุกๆ”
หลินเมิ้งหยาส่งยิ้มให้หลงเทียนอวี้ สายตาท่าทางซุกซน
เขาที่คิดจะหักห้ามนางทำได้เพียงกลืนคำพูดลงคอ
หลงเทียนอวี้ส่ายหน้า เขาพบว่าตนเองไม่เคยปฏิเสธคำขอของนางได้เลย
ช่างเถิด ถึงอย่างไรพวกเขาก็ใกล้จะออกไปจากที่นี่แล้ว เช่นนั้นทำให้นางสมหวังหน่อยจะเป็นไร?
ช่วงเวลาพลบค่ำ รถม้าแล่นโคลงเคลงอยู่บนถนนสายหนึ่ง พื้นดินขรุขระไม่ราบเรียบ
คนขับรถม้าเป็นคนขับรถเก่าแก่มีชื่อเสียงแห่งเมืองหลวงว่างเทียน ขณะนี้เขากำลังสูบบุหรี่จากแท่งสูบ หัวใจมีความฉงนอยู่หลายส่วน
เขาได้รับงานนี้จากคนของจวนเซิ่นจวิ้นอ๋องที่กำลังโด่งดังอยู่ในเวลานี้
แม้เขาจะอยากปฏิเสธ แต่เงินที่คนผู้นั้นเสนอมาทำให้หัวใจของเขาเต้นระรัว
เพื่อเงินจำนวนนั้น ตาเฒ่าเถียนจึงรับงานนี้
แต่เสียงกำชับของแม่นางคนนั้นทำให้เขารู้สึกกระวนกระวายไม่น้อย
หวังว่าจะไม่เกิดเรื่องอันใดขึ้น
ภายในห้องโดยสาร เสียงร้องไห้ยังคงดังอย่างต่อเนื่องจนตาเฒ่าเถียนรู้สึกสงสารจับใจ
นางเป็นฮูหยินเลอโฉมผู้หนึ่ง แม้เสื้อผ้าจะมีรอยปะอยู่บ้าง แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ตาเฒ่าเถียนรู้ว่านางมิใช่คนธรรมดา
ทว่าดวงตาปูดบวมคู่นั้นยังมิหยุดร้องไห้เลยตั้งแต่ขึ้นรถม้ามา
นางร้องห่มร้องไห้จนเขาเริ่มกระวนกระวายใจ แต่เพราะนางออกมาจากจวนอ๋อง ดังนั้นเขาจึงต้องระมัดระวังให้มาก
ฉะนั้นแม้จะรู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็ทำได้เพียงอดทนเท่านั้น
ถึงอย่างไรอีกไม่ถึงสิบลี้ก็จะถึงที่หมายแล้ว ผู้ว่าจ้างสั่งเอาไว้ว่าให้พานางไปส่งที่นั่น จากนั้นเขาจึงสามารถกลับไปได้
ทว่าผู้ว่าจ้างมิได้สั่งให้เขาเดินทางบนถนนสายหลัก อีกทั้งยังกำชับอีกว่าทางไหนถึงเร็วที่สุดก็ให้เลือกเส้นทางนั้น
แม้ถนนสายนี้จะขรุขระอยู่บ้าง แต่ถึงกระนั้นก็ย่นระยะทางได้ค่อนข้างมาก
ทว่าวันนี้….วันนี้บรรยากาศเงียบเชียบผิดปกติ
ทั้งที่รถม้าแล่นออกมานานแล้ว แต่สองข้างทางกลับไม่มีรถม้าสวนเลยสักคัน ความกระวนกระวายแล่นพล่านไปทั้งหัวใจ
“ย่ะห์…”
ตวัดแส้ที่ใช้มานานกว่าครึ่งชีวิตขึ้นฟาด ปลายแส้กระทบบนอานม้า
เขาใช้ม้าหากินมาครึ่งค่อนชีวิต ฉะนั้นจึงมิอาจทำใจตีมันได้ลง
เขาทำเพียงแค่เร่งม้าของตนเองเท่านั้น
เจ้าม้าเอ๋ย วิ่งเร็วหน่อยเถิด พวกเราจะได้กลับบ้านไปพักผ่อนเสียที
โชคดีที่เขามองเห็นจุดหมายปลายทางแล้ว
ตาเฒ่าเถียนรีบบังคับรถม้าให้เร็วที่สุด เขาจะได้กลับมาทันก่อนประตูเมืองจะปิด
เมื่อถึงเวลานั้นเขาสามารถไปเบิกเงินจากจวนเซิ่นจวิ้นอ๋องได้ เท่านี้เขาก็จะมีเงินมากเพียงพอให้ลูกชายไปสู่ขอลูกสะใภ้แล้ว
เพราะเหตุนี้หัวใจของตาเฒ่าเถียนที่เคยบีบตัวแน่นจึงคลายออก
ทว่าฮูหยินในรถม้าช่างน่าสงสารเหลือเกิน ทว่าจะมีใครบ้างไม่มีเรื่องทุกข์ใจ?
หงอวี้จำไม่ได้แล้วว่าตนเองร้องไห้ไปนานเพียงใด ทว่าแม้ตอนนี้นางจะเริ่มรู้สึกแสบร้อนบริเวณดวงตา แต่ถึงกระนั้นก็ยังมิอาจหักห้ามน้ำตาให้หยุดไหลได้อยู่ดี
ซู่เหมย…เหตุใดซู่เหมยจึงเปลี่ยนไปเช่นนี้?
หวนนึกถึงวันวาน เด็กน้อยคนนั้นมักจะเดินตามหลังนางอยู่เสมอ เหตุใดนางจึงกลายเป็นคนไร้เหตุผลเช่นนี้เล่า?
ตอนบ่ายนางเข้าไปพูดโน้มน้าวน้องสาวของตนเองเพื่อให้อีกฝ่ายมอบหลักฐานออกมา จากนั้นจึงหนีไปด้วยกันกับนาง
แต่ใครจะคิดเล่าว่าน้องสาวจะกล่าวโทษนาง ซ้ำยังบอกว่านางมิได้ทำเพื่อซู่เหมยแต่อย่างใด
แต่เพราะถูกหลินเมิ้งหยาซื้อใจไปแล้ว ฉะนั้นจึงเข้าไปบีบบังคับนางให้มอบหลักฐานให้
นางสามารถเพิกเฉยคำพูดเหล่านี้ได้ แต่คำพูดนั้นกลับยังบาดลึกในใจนางจนถึงตอนนี้
ซู่เหมยสั่งให้นางไปตาย
ตอนแรกหงอวี้คิดว่าพวกนางสองพี่น้องยังพอมีเยื่อใยหลงเหลืออยู่บ้าง
แต่ใครจะคิดเล่าว่าในสายตาของซู่เหมย นางเป็นเพียงคนทำลายความหวังและความสุขของนาง
น่าขันเหลือเกิน เมื่อหวนนึกถึงอดีตที่ตนเองยอมทำทุกอย่างเพื่อน้องสาว นางยอมแม้กระทั่งอกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ
หงอวี้รู้สึกว่าช่วงชีวิตที่ผ่านมาของนางช่างเป็นเรื่องน่าขันสิ้นดี
ตอนแรกคิดว่าน้ำตาได้เหือดแห้งหายไปนับตั้งแต่วันที่ถูกฝึกให้เป็นนางโลมแล้ว แต่นางเพิ่งจะรู้ว่าเมื่อหัวใจแหลกสลาย โลหิตในหัวใจก็สามารถเปลี่ยนเป็นหยดน้ำตาได้
หัวใจของนางดวงนี้เจ็บปวดยิ่งนัก
ช่างเถิด สวรรค์สูงพสุธาต่ำ นางจะทำเหมือนว่าไม่เคยพบเจอซู่เหมยมาก่อนก็แล้วกัน
แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอนาคตที่ตนเองไม่รู้จัก นางไม่รู้เลยว่าจะมีที่ใดเหมาะสมกับคนอย่างนาง
———————
หมายเหตุ
[1] กระต่ายเจ้าเล่ห์ย่อมมีสามโพรง หมายความว่าคนเจ้าเล่ห์ย่อมมีที่หลบซ่อนตัวมากมาย
[2] ตั๊กแตนไล่จับจักจั่น นกขมิ้นอยู่ทางด้านหลัง หมายความว่าวิสัยทัศน์ของคนที่จ้องจะเล่นงานผู้อื่น โดยมิรู้ว่าตนเองกำลังจะถูกเล่นงานอยู่ทางด้านหลัง