ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 16 บทที่ 456 เรือนลับกลางทุ่งนา
ขณะที่นางกำลังคิดคะนึงอย่างหดหู่อยู่นั้น อยู่ ๆ รถม้าก็หยุดลง
หงอวี้รีบใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตา
“เกิดอะไรขึ้น?”
เพียงยื่นหน้าออกไป นางก็ได้เห็นชายร่างกำยำราวเจ็ดแปดคนยกดาบขึ้นชี้มาทางรถม้าของตนเอง
“ฮูหยิน…คือ…”
ตาเฒ่าเถียนรู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างมาก อย่างอื่นยังมิต้องพูดถึง แต่มองจากดาบที่พวกเขาถือ เกรงว่าคนเหล่านี้จะต้องมิใช่อันธพาลริมทางเป็นแน่
สิ่งที่น่าตื่นตระหนกที่สุดคือทั้งด้านหน้าและด้านหลังล้วนไร้ซึ่งร้านรวงหรือบ้านเรือน เห็นได้ชัดว่าคนพวกนี้พุ่งเป้ามาที่พวกเขาโดยเฉพาะ
กลืนน้ำลายเหนียวฝืดลงคอ อยู่ ๆ เขาก็จำคำพูดของแม่นางคนนั้นขึ้นมาได้
จริงสิ นางสั่งว่าไม่ว่าเขาจะเจอกับใครหรืออะไร เขาห้ามเอะอะส่งเสียง แต่จงวิ่งหนีไปให้เร็วที่สุด
พยายามบังคับขาที่ไร้เรี่ยวแรงของตนเองออกวิ่งไปยังทิศทางตรงกันข้ามท่ามกลางสายตาอาฆาตของคนเหล่านั้น
แม้ตาเฒ่าเถียนจะหนีไปแล้ว แต่คนเหล่านั้นกลับยังยืนนิ่ง
หัวใจของหงอวี้บีบรัดแน่น คิดไม่ถึงเลยว่านางจะต้องมาตายที่นี่
“แม่นางน้อย หากเจ้ารู้ความสักหน่อย เช่นนั้นจงลงจากรถม้าแล้วตามพวกพี่ชายไปเสียดี ๆ หากเจ้ามิรู้ความ เช่นนั้นอย่าหาว่าพวกพี่ชายมิเกรงใจ!”
ชายคนหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้นเดินขึ้นมาข้างหน้าพร้อมทั้งร้องตะโกนเสียงดัง
สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องเรือนร่างของหงอวี้
แม้นางจะมีรูปร่างอ่อนแอบอบบาง แต่เห็นได้ชัดว่านางผ่านโลกมาอย่างโชกโชน
พยายามควบคุมสติ แขนทั้งสองข้ากอดห่อผ้าของตนเองเอาไว้แน่น ใบหน้ายังคงสงบนิ่งมิหวั่นไหว
“พวกพี่ชายลำบากแล้ว แต่ข้าเป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่งเท่านั้น มิรู้ว่าข้าเผลอทำสิ่งใดให้พวกท่านขุ่นเคืองกระนั้นหรือ ข้ามีเงินติดตัวอยู่เพียงเล็กน้อย หากพวกท่านมิร รังเกียจโปรดนำมันไปซื้อสุราดื่มให้สุขสราญใจเถิด”
หงอวี้หยิบเงินสิบตำลึงออกมาจากห่อผ้าแล้วโยนให้ชายเหล่านั้น ทว่าพวกเขากลับไม่รับมันเอาไว้ ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่คิดจะปล่อยหงอวี้ไป
“โหยว ฝีปากไม่เลว ตอนแรกข้าคิดว่าจะต้องเจองานหิน แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะได้เจองานหมู ๆ เช่นนี้ เอาล่ะแม่นางน้อย หากเจ้ายังมีสิ่งใดจะมอบให้พวกข้าอีกจงรีบนำมันออกมาแล้ว วมาปรนนิบัติรับใช้พวกพี่ชายเสียดี ๆ บางทีหากพวกพี่ชายพึงพอใจก็อาจจะยอมไว้ชีวิตเจ้าก็ได้”
เสียงเย้าแหย่ดังขึ้น ผู้ชายที่อยู่รอบ ๆ ส่งเสียงหัวเราะขบขัน
หงอวี้กัดริมฝีปากแน่น ครั้นนางยังเป็นนางโลม แต่ก็มิเคยถูกรังแกเช่นนี้มาก่อน
มือเล็กคว้าบังเหียนม้าแน่น หากต้องตกอยู่ในขุมนรกอีกครั้ง เช่นนั้นนางขอเดิมพันมันด้วยชีวิต
“ย่า!”
หงอวี้ออกแรงดึงบังเหียนม้าเพื่อสั่งการให้มันย่ำเท้าออกวิ่ง
ราวกับชายเหล่านั้นเตรียมการเอาไว้ก่อนแล้ว พวกเขากระโดดหลบไปทางด้านข้าง พวกเขาขึงเชือกขวางทางเท้าม้าเอาไว้แล้ว ดังนั้นม้าจึงสะดุดเชือกเหล่านั้น
ผลปรากฏว่ารถม้าเกิดพลิกคว่ำ หงอวี้ที่ยังมิทันได้เตรียมตัวเตรียมใจกระเด็นออกจากรถม้า
“ตึง” เสียงดังขึ้น รถม้าพลิกคว่ำลงบนพื้นดิน ตัวนางลอยกระเด็นสูงขึ้นก่อนจะตกลง
ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วทั้งร่าง ภาพด้านหน้ามืดสนิท ไม่นานหงอวี้ก็เป็นลมหมดสติไป
“ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยหรือไม่?”
จั่วชิวอวี้ที่ลอบมองเหตุการณ์อยู่อีกด้านกระซิบถาม
หลินเมิ้งหยาส่ายหน้า คนที่ถูกส่งไปติดตามซู่เหมยทำเป้าหมายหลุดลอยไปแล้ว
เขาบอกเพียงว่านางเข้าไปในเรือนแห่งหนึ่งแล้วไม่กลับออกมาอีกเลย
ทั้งที่รายงานว่าไม่เห็นนางกลับออกมา แต่ซู่เหมยกลับเดินทางกลับมาที่จวนด้วยท่าทางประหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลินเมิ้งหยาเดาว่าเรือนแห่งนั้นจะต้องมีเส้นทางลับอย่างแน่นอน แต่คนเหล่านั้นมิอาจลอบเข้าไปได้ เหตุเพราะมิต้องการแหวกหญ้าให้งูตื่น
ส่วนหงอวี้ นางจะต้องเป็นเป้าหมายต่อไปของคนเหล่านั้นอย่างแน่นอน
เพื่อป้องกันมิให้แผนล่ม หลงเทียนอวี้ จั่วชิวอวี้และนางติดตามรถม้าของหงอวี้ออกมาด้วยตัวเอง
ผลปรากฏว่าพวกนางได้เห็นเหตุการณ์การลักพาตัวหงอวี้
ชายเหล่านั้นมิได้คิดฆ่าหงอวี้ในทันที แต่พวกเขากลับแบกร่างนางที่กำลังสลบมิได้สติขึ้นบ่า จากนั้นจึงหนีไปในอีกทิศทางหนึ่ง
“ตามไป ระวังอย่าให้ถูกจับได้”
หลงเทียนอวี้ออกคำสั่งเสียงเข้ม เงาดำหลายร่างพลันผลุบหายไป
เมื่อมั่นใจแล้วว่าอีกฝ่ายจากไปแล้ว พวกหลินเมิ้งหยาจึงลุกขึ้นออกจากพงหญ้า
“อวี้เปี่ยวเกอเตรียมคนเอาไว้เรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่?”
จั่วชิวอวี้พยักหน้าลง ทหารองครักษ์สามพันคนเตรียมเช็ดไม้เช็ดมือคอยนานแล้ว เพียงได้ยินว่าสามารถกำจัดคนเหล่านั้นได้อย่างลับ ๆ พวกเขาก็ดีใจจนเนื้อเต้น
แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี เหตุใดหลินเมิ้งหยาจึงเลือกที่จะกำจัดทิ้ง แต่กลับไม่หว่านแหให้ปลาติดกับก่อน?
หลินเมิ้งหยาอธิบายว่ามันง่ายมากกว่าหากจับปลาในน้ำโคน
“พวกเราตามไปกันเถิด”
หลงเทียนอวี้ที่รับหน้าที่เป็นองครักษ์ประจำตัวของหลินเมิ้งหยาเกาะติดนางทุกฝีก้าว
เขาทำแม้กระทั่งอุ้มนางขึ้นไปบนหลังม้า หลังจากนางนั่งลงอย่างมั่นคงแล้ว เขาจึงกระโดดขึ้นไปนั่งบนหลังม้าตาม
จั่วชิวอวี้ส่งสายตาอิจฉาไปทางคู่รักสวรรค์สร้าง
ช่วยไม่ได้ เขารู้จักอุปนิสัยใจคอของหลินเมิ้งหยาดี ดังนั้นเขาจึงรู้สึกอิจฉาแต่เพียงเท่านั้น
ดวงอาทิตย์เคลื่อนคล้อยไปทางทิศตะวันตก ในที่สุดเวลายามค่ำคืนก็มาถึง
หลงเทียนอวี้และหลินเมิ้งหยาขี่ม้าผ่านป่าอย่างต่อเนื่อง
แม้จะไม่รู้ว่าพวกคนที่ติดตามไปก่อนหน้าทิ้งสัญลักษณ์อันใดเอาไว้ แต่หลงเทียนอวี้กลับมองปราดเดียวก็รู้ทาง เขาไม่แม้แต่จะสงสัยเลยแม้แต่น้อย
พิงหลังเข้าหาวงแขนของหลงเทียนอวี้ หลินเมิ้งหยาตกอยู่ในห้วงแห่งความคิดของตนเอง
ในที่สุดฝีเท้าของม้าก็ก้าวช้าลง
ขณะเดียวกัน พวกเขาหลุดออกจากป่า ก่อนจะมาหยุดที่หน้าหมู่บ้านแห่งหนึ่ง
“ลงจากหลังม้าเถิด พวกเขาเข้าไปในหมู่บ้านแล้ว”
หลงเทียนอวี้กระซิบข้างหูหลินเมิ้งหยา ก่อนจะอุ้มนางลงจากหลังม้าด้วยความระมัดระวัง
หลินเมิ้งหยากวาดสายตามองไปทั่วทุกสารทิศผ่านความมืด นางอดที่จะรู้สึกแงนสงสัยมิได้
ตอนแรกนางคิดว่าคนเหล่านั้นจะหาสถานที่แอบซ่อนตัว แต่คิดไม่ถึงเลยว่าพวกเขาจะมุ่งหน้าเข้ามายังเขตชุมชนเช่นนี้
หรือคนในหมู่บ้านล้วนเป็นคนของพวกเขา?
แต่ความคิดหนึ่งโผล่ขึ้นมาคัดค้านอย่างรวดเร็ว
ที่นี่อยู่ใกล้กับเมืองหลวงว่างเทียนเป็นอย่างมาก หากหมู่บ้านแห่งนี้มีอยู่ตอนที่ทำการย้ายเมืองหลวงแล้วล่ะก็ จั่วชิวเฉินจะต้องเผาทำลายมันทิ้งอย่างแน่นอน
สถานการณ์ในเวลานี้อธิบายได้เพียงอย่างเดียวว่าที่นี่เป็นที่หลบซ่อนตัวของพวกเขาชั่วคราวเท่านั้น
เหตุเพราะความโง่เขลาของซู่เหมย ดังนั้นแผนการของผู้อยู่เบื้องหลังจึงเปลี่ยนไป แต่ถึงกระนั้นก็มิได้หมายความว่าจะมิอาตพลิกเกมกลับมาได้ ดังนั้นพวกเขาจึงจับตัวหงอวี้มา
“พวกเราเข้าไปดูกันเถิด อวี้เปี่ยวเกอ ท่านสั่งให้คนของท่านที่คอยท่าอยู่แล้วเข้าไปในหมู่บ้านนี้ด้วยเถิด”
ตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง หลินเมิ้งหยาจึงออกคำสั่ง
ทว่าหลงเทียนอวี้กับจั่วชิวอวี้อึ้งงันเล็กน้อย
เขารู้ดีว่านางเป็นคนรอบคอบมากขนาดไหน แต่คำสั่งของนางเมื่อครู่มิต่างอันใดจากแม่ทัพเลยแม้แต่กระผีกเดียว
เพราะเหตุนี้ทุกคนจึงกล่าวขานกันว่าคนของสกุลหลินล้วนมีสายเลือดของนักรบ!
“ได้”
ไม่เสียเวลาพูดไร้สาระ จั่วชิวอวี้หันหน้ากลับไปสั่งลูกน้องของตนเอง
หลงเทียนอวี้และหลินเมิ้งหยาสบตากัน ก่อนจะอาศัยแสงไฟสลัวเดินเข้าไปในหมู่บ้าน
หมู่บ้านแห่งนี้ค่อนข้างเงียบสงบ บนชายคาบ้านมีตะเกียงแขวนเอาไว้
ชาวนาส่วนใหญ่ล้วนออกทำงานยามตะวันขึ้นและนอนพักผ่อนยามตะวันตก
มือเบาเท้าเบาเดินผ่านเส้นทางในหมู่บ้านโดยมิทำให้ผู้คนแตกตื่น ทั้งสองเดินตามเบาะแสที่ลูกน้องของหลงเทียนอวี้ทิ้งเอาไว้
เมื่อเทียบกับบ้านเรือนทางด้านหน้าแล้ว เรือนทางด้านหลังมีรอบผุพังอยู่บ้าง แต่ผนังกลับดูใหม่เอี่ยม อีกทั้งยังมีกำแพงล้อมรอบจนมิมีใครมองเห็นภายใน
“คนของพระองค์มั่นใจแล้วใช่หรือไม่ว่าพวกเขาพาตัวหงอวี้มาที่นี่?”
หลงเทียนอวี้พยักหน้าลง เขาสัมผัสได้ว่าคนของตนเองกำลังเฝ้าระวังรอบเรือนหลังนี้
หลินเมิ้งหยามองเข้าไปในเรือน แม้จะเงียบสงบ แต่นางรู้ว่าภายในจะต้องเต็มไปด้วยความน่าสะอิดสะเอียน
สะลึมสะลือตื่นขึ้น ยังไม่ทันที่หงอวี้จะลืมตาขึ้น ความเจ็บปวดพลันแล่นเข้ามาทั้งร่าง
ไม่ง่ายเลยกว่านางจะลืมตาขึ้นได้ แต่นางกลับพบว่าตนเองกำลังอยู่ในเรือนหลังหนึ่ง
แม้เรือนหลังนี้จะมีแสงสว่างไม่มาก แต่นางกลับมองเห็นได้อย่างชัดเจน บนผนังมีอุปกรณ์ชาวนาที่นางไม่คุ้นตาแขวนเอาไว้
โชคดีที่นางเกิดในครอบครัวชาวนา ดังนั้นนางจึงดูของเหล่านั้นไม่ผิด
ความเจ็บปวดแล่นเข้ามาที่คาง มือหนาคว้าคางของนางเอาไว้เพื่อให้นางเงยหน้าสบตากับพวกเขา
จากนั้นใบหน้าหยาบกร้านของชายคนหนึ่งพลันปรากฏในแนวสายตา
ขณะที่คิดจะดิ้นหนี นางพบว่ามือและขาของตนเองถูกมัดเอาไว้แน่น
ความหวาดกลัวแล่นพล่านไปทั่วทั้งหัวใจ แต่สิ่งที่มีมากสุดเห็นจะเป็นความกระวนกระวาย
พวกเขาเป็นใครกัน? เหตุใดต้องพานางมาที่นี่?
“นายท่าน แม่นางคนนี้ฟื้นแล้ว เชิญท่านถามนางเถิด”
ชายคนนั้นปล่อยคางของหงอวี้ ก่อนจะหมุนตัวกลับไปส่งเสียงเคารพเลื่อมใส
“อืม เจ้าออกไปก่อน”
เสียงแหบแห้งพลันดังขึ้นด้านหลังชายคนนั้น
จากนั้นร่างในชุดหน่วยลาดตระเวนสีดำพลันปรากฎขึ้นในแนวสายตาของนาง
คนผู้นี้ไม่สูงมาก แต่ร่างกายของอีกฝ่ายสวมใส่ชุดสีดำปิดบังกระทั่งใบหน้าเอาไว้
ทว่าเสียงที่ส่งออกมาทำให้นางแยกไม่ออกว่าอีกฝ่ายเป็นหญิงหรือชาย แต่คำพูดราวกับอสรพิษของฝ่ายนั้นทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจ
“หงอวี้ใช่หรือไม่? แม้นเจ้าจะมีฐานะต่ำต้อย แต่กลับได้รับความโปรดปรานจากเจ้านายของข้า นับว่าเจ้ามีวาสนายิ่งนัก”
แม้จะมองไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง แต่น้ำเสียงเย่อหยิ่งของอีกฝ่ายทำให้หงอวี้สะดุ้ง
เจ้านาย? สัญชาตญาณกำลังร้องบอกนางว่าคนชุดดำผู้นี้มิใช่คนธรรมดา
ประสบการณ์ที่ผ่านมาหลายปีทำให้นางเข้าใจได้ทันทีว่าตนเองกำลังเผชิญหน้ากับอะไร
มิได้ส่งเสียงร้องโวยวายหรือร้องห่มร้องไห้ นางจงใจส่งสายตาว่านอนสอนง่ายไปให้อีกฝ่าย
“ทำแบบนี้ถูกต้องแล้ว เจ้าเป็นคนฉลาดดังนั้นย่อมรู้ว่าหากพวกเราเป็นศัตรูกันย่อมมิส่งผลดี แต่เจ้าวางใจเถิด ข้าจะไม่ทำร้ายเจ้า แต่ข้าต้องการให้เจ้าทำอะไรให้กับข้าสักอย่า างหนึ่ง”