ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 16 บทที่ 459 ยั่วยุคลายอารมณ์
ใช้วิชาตัวเบาข้ามผ่านหมู่บ้านอย่างรวดเร็วโดยไม่ทำให้ใครแตกตื่น กว่าคนเหล่านั้นจะพบว่าสหายเฝ้าเรือนคนนั้นหายตัวไป ทั้งสองก็กลับมารวมกลุ่มกับพวกจั่วชิวอวี้แล้ว
“เป็นอย่างไร? พวกเจ้าถูกจับได้หรือไม่?”
จั่วชิวอวี้เองก็เพิ่งกลับมาถึงที่นัดหมาย เขาเร่งรุดเข้ามาถามข่าว
“ไม่หรอก พวกเราไปกันเถิด อย่าอยู่ที่นี่นานเลย”
เท่าที่ฟังจากคำบอกเล่าของหงอวี้ คนเหล่านั้นน่าจะจากไปเพื่อส่งคนปริศนาผู้นั้น
อีกเดี๋ยวคนเหล่านั้นอาจจะกลับไปยังบ้านชาวนาหลังนั้นก็เป็นได้ หงอวี้เป็นคนมีไหวพริบ นางอาจหาข้ออ้างได้โดยไม่มีปัญหา
หงอวี้เสมือนหมากมีชีวิต บางทีนางอาจสร้างปัญหาใหญ่หลวงได้
แต่คิดไม่ถึงเลยว่านางจะยื่นข้อเสนออันน้อยนิดเช่นนี้มาให้ แต่ต่อให้หงอวี้กลับลำเรือในตอนท้าย ทว่านางที่ล่วงรู้แผนการแล้วก็ยังสามารถรับมือได้อยู่ดี
หลงเทียนอวี้ฝังร่างนางเอาไว้ในอ้อมกอดเหมือนตอนขามา ท่ามกลางความมืดมิดยามค่ำคืน ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น
แต่มีสิ่งหนึ่งที่สามารถยืนยันได้นั่นก็คือนับตั้งแต่วันที่หลินเมิ้งหยาก้าวเท้าเข้ามายังเมืองหลินเทียน โชคชะตาของนางก็ตกอยู่ในวังวนแห่งกลอุบายแล้ว
พวกเขาเดินทางกลับจากชานเมือง เมื่อมาถึงจวนเซิ่นจวิ้นอ๋อง คนสนิทของจั่วชิวเฉินก็ยืนรอท่าอยู่หน้าประตูนานแล้ว
ซู่เหมยที่หลงผิดคิดว่าตนกลายเป็นคนสนิทของจั่วชิวเฉินแล้วมองหลินเมิ้งหยาด้วยแววตาสงสัย
แต่นางไม่รู้ว่าใครคือคนสนิทที่แท้จริงของจั่วชิวเฉิน ฉะนั้นเมื่อพวกเขาต้องการจะส่งข่าว พวกขันทีคนสนิทต่างมีบทบาทสำคัญ
มองขันทีตรงหน้า หลินเมิ้งหยาเข้าใจได้ในทันทีว่าจั่วชิวเฉินมีเรื่องคุยกับนาง
ผงกศีรษะลงน้อยๆ ขันทีจึงเดินตามหลังทั้งคู่เข้าไปในจวน
เพียงเดินผ่านจวนส่วนหน้าเข้ามา สายตาพลันเหลือบไปเห็นซู่เหมยที่กำลังยืนเฝ้าประตูจวนส่วนกลาง
หลังจากได้ยินข่าวว่าหลินเมิ้งหยาและหลงเทียนอวี้ออกไปเที่ยวเล่นด้วยกัน หัวใจของนางอดที่จะเกิดความริษยาไม่ได้
ในหัวใจของนาง ท่านอ๋องอวี้หาใช่ของของหลินเมิ้งหยาเพียงคนเดียวไม่
ขอเพียงนางทำการสำเร็จและได้รับการสนับสนุนจากเมืองหลินเทียน อย่างน้อยหลงเทียนอวี้ก็ต้องมอบตำแหน่งชายารองให้แก่นาง
เห็นได้ชัดว่าตอนนี้ซู่เหมยกตนเองเป็นนายอีกคนแห่งจวนอ๋องแล้ว
มองท่าทางรักใคร่หวานซึ้งของทั้งสอง ความหึงหวนแล่นพล่านไปทั่วทั้งหัวใจ
“ถวายพระพรท่านอ๋อง ถวายพระพรพระชายา”
เดินตรงเข้าไปต้อนรับ ก่อนจะถวายคำนับแก่ทั้งสอง
แต่เพราะนางไม่เคยได้รับการสั่งสอนเรื่องมารยาทมาก่อน ดังนั้นท่าทางกระโดกกระเดกของนางจึงดูน่าขัน
กอปรกับทุกที่ที่นางไปล้วนมีคนคอยจับตามอง ดังนั้นเสียงหัวเราะเยาะจึงดังขึ้น
ซู่เหมยลอบจดจำคนเหล่านั้นเอาไว้ในใจ หากมีโอกาสนางจะจัดการคนพวกนี้ให้หมด
“ลุกขึ้นเถิด มีอะไร?”
เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชาระคนรังเกียจ
หลินเมิ้งหยาไม่มีความอดทนมากพอเมื่ออยู่ต่อหน้าซู่เหมย
หงอวี้อาจมิได้ช่วยเหลือนางด้วยความจริงใจ แต่นางดูออกว่าคนเหล่านั้นเป็นคนของซู่เหมย
หากหงอวี้มองโลกในแง่ร้ายแล้วล่ะก็ เช่นนั้นนางคงเกลียดชังซู่เหมยเข้าไส้อย่างแน่นอน
ฉะนั้นแม้นางจะไม่ลงมือก่อน แต่ผู้หญิงไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำคนนี้คงทนได้อีกไม่นาน
ตอนนี้นางมีเรื่องให้ต้องจัดการมากมาย เช่นนั้นจะมีเวลาสนใจคนไร้ยางอายเช่นนี้ได้อย่างไร
“พระชายารับสั่งเช่นนี้ก็เหมือนมองว่าหม่อมฉันเป็นเพียงคนนอก ถึงอย่างไรพวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว หม่อมฉันจึงอยากเข้ามาดูแลท่านอ๋องและพระชายาเพคะ”
แสร้งแสดงท่าทางน่าสงสาร ตอนนี้น้ำเสียงของซู่เหมยเจือความโอหังอยู่หลายส่วน ราวกับว่านางต่างหากที่เป็นเจ้าของจวนอวี้ตัวจริง
หลินเมิ้งหยาอยากขันยิ่งนัก เหตุใดเวลาเพียงไม่กี่วันนางจึงเปลี่ยนไปเช่นนี้
นี่คงเป็นสันดานเดิมของนางกระมัง
“ท่านอ๋องสบายดีอย่างยิ่ง เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวล หากไม่มีเรื่องอื่นแล้วเจ้าจงกลับไปก่อนเถิด ไปเที่ยวเล่นมาทั้งวันข้ากับท่านอ๋องจึงเหนื่อยมากแล้ว ต้องการพักผ่อน”
เพียงคำเดียวสีหน้าของซู่เหมยพลันเปลี่ยนไป
หลินเมิ้งหยาเชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิใจ นางพยายามทำตัวให้เหมือนไก่ตัวผู้ที่เพิ่งได้รับชัยชนะมาหมาดๆ
จูงมือหลงเทียนอวี้เดินเข้าไปในจวนส่วนกลาง
“ท่านอ๋อง…”
ซู่เหมยร้องตะโกนเสียงดังเพราะมิอาจทำใจได้ น่าเสียดายที่หลงเทียนอวี้ไม่แม้แต่จะชายตาแลนาง
“ฮึ ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะหยิ่งผยองไปได้อีกกี่วัน”
มองประตูเรือนกลางจวน ซู่เหมยเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
ทันทีที่ถึงเมืองหลวงเก่า หลินเมิ้งหยาจบไม่สวยแน่!
ค่อยเป็นค่อยไปก็แล้วกัน!
ทันทีที่ไก่ตัวผู้เดินเข้ามาถึงเรือน ร่างกายของนางพลันอ่อนยวบลง
ร่างกายของนางเพิ่งมีอาการดีขึ้นได้ไม่นาน ทั้งที่ออกไปข้างนอกแค่ครึ่งวัน นางกลับรู้สึกเหนื่อยราวกับเดินมาแล้วค่อนชีวิต
ทิ้งตัวเข้าหาป๋ายซ่าวที่ออกมาต้อนรับ โชคดีที่นางตัวเบาหวิวเหมือนเด็ก ดังนั้นป๋ายซ่าวจึงยิ้มน้อยๆ แล้วประคองนางเข้าไปนั่งที่ตั่งนุ่ม
“เหนื่อยหรือไม่เจ้าคะ? อาหารกำลังถูกจัดเตรียม นายหญิงดื่มน้ำรอก่อนนะเจ้าคะ”
น้อยครั้งนักที่จะได้เห็นท่าทางออดอ้อนของนายหญิง ดังนั้นป๋ายซ่าวจึงนึกถึงสาวใช้ที่อายุน้อยที่สุดอย่างป๋ายจื่อขึ้นมา
ป๋ายจื่อบอกว่านายหญิงอายุมากกว่านางเพียงครึ่งปีเท่านั้น
นึกๆ ดูแล้วนายหญิงอายุมิได้มากไปกว่าพวกนางเลย ทว่านายหญิงต้องเจอเรื่องทุกข์ใจตลอดเวลา ดังนั้นจึงมองไม่ออกเลยแม้แต่น้อยว่านางยังเป็นเพียงสาวน้อยวัยแรกแย้ม
ป๋ายซ่าวออกไปหาของกิน หลินเมิ้งหยาจึงเอนกายพักผ่อนบนตั่ง
หรี่ตาลง ครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ นางไม่ทันสังเกตเลยว่าสายตาของหลงเทียนอวี้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกำลังเปี่ยมไปด้วยความรักและเอ็นดู
“พระองค์คิดว่าคนปริศนาใส่ชุดหน่วยลาดตระเวนคนนั้นเป็นใครหรือเพคะ?”
หลินเมิ้งหยาวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวัน ก่อนจะพบตัวแปรที่สำคัญที่สุด
อันที่จริงไม่ว่าต้าจิ้นหรือเมืองหลินเทียนล้วนมีหน่วยลาดตระเวนของแคว้นทั้งสิ้น ก่อนหน้านี้หลงเทียนอวี้ออกไปสำรวจพื้นที่เพาะปลูก เขาเองก็ต้องติดต่อกับหน่วยลาดตระเวนของแต่ ละพื้นที่
หรือเรื่องในคราวนี้จะเกี่ยวข้องกับความลับของแผ่นดิน?
หรือว่าพวกเขาคือฝ่ายที่เป็นศัตรูกับจั่วชิวเฉิน? แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไร การที่เขาสามารถใช้คนของราชสำนักมาสั่งลูกน้องเช่นนี้มิต่างอันใดจากการดูหมิ่นราชวงศ์เลยแม้แต่น้อย
“ข้าว่าไม่ใช่ ปกติแล้วหน่วยลาดตระเวนมักอยู่ประจำตำแหน่งของแต่ละพื้นที่ ยิ่งไปกว่านั้นหากเป็นกองกำลังกบฏ เช่นนั้นจั่วชิวเฉินจะต้องรู้ตัวอย่างแน่นอน ที่นั่นอยู่ห่างจากเมือง งหลวงว่างเทียนเพียงไม่กี่สิบลี้ รอบเมืองหลินเทียนเองก็มีกำลังทหารคุ้มกันอยู่ ข้าเดาว่าสาเหตุที่ยังไม่มีใครค้นพบพวกเขาก็เพราะมีขุนนางหนุนหลังอยู่”
เมื่อเทียบกับหลินเมิ้งหยาแล้ว หลงเทียนอวี้ที่ร่วมปรึกษาหารือเรื่องการค้ากับจั่วชิวเฉินย่อมเข้าใจความคิดของฮ่องเต้พระองค์ใหม่แห่งเมืองหลินเทียนดีกว่า
เขาเป็นคนเจ้าอุบาย ไม่เพียงน่าเกรงขาม แต่ยังแสร้งทำตัวเป็นหมูเพื่อรอจับเสือกินอีกด้วย
หากมิใช่เพราะเขามีความเกี่ยวข้องกับหลินเมิ้งหยา เกรงว่าพวกเขาทั้งสองอาจกลายเป็นศัตรูกันก็ได้
แน่นอนว่าตัวเขาหาได้หวั่นวิตกไม่ แต่ถึงกระนั้นการมีมิตรเพิ่มหนึ่งคนย่อมดีกว่ามีศัตรูเพิ่มมิใช่หรือ
เชื่อว่าจั่วชิวเฉินเองก็คิดเช่นนี้
“กองกำลังแห่งยุทธภพ? ไม่มีทาง หากเป็นกองกำลังของยุทธภพ เช่นนั้นพวกเขาที่เข้ามายุ่งกับเรื่องนี้จะมิเป็นการกระโจนเข้าหากองไฟอย่างนั้นหรือ?”
หลินเมิ้งหยาเอ่ยถามด้วยความสงสัย แต่เห็นได้ชัดว่านางยังไม่รู้จักความอันตรายที่แท้จริงของยุทธภพ
หลงเทียนอวี้ไม่อยากให้นางเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ดังนั้นเขาจึงเล่าข้อสันนิษฐานของตนเอง
เงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ย
“เจ้าลืมชิงหูไปแล้วหรือ?”
ชิงหู? สมองของหลินเมิ้งหยาพลันหวนนึกถึงภาพความทรงจำในวันแรกที่ได้พบกับชิงหู
ตอนนั้นดูเหมือนว่าคนของทางการล้วนเป็นพวกของชิงหู
อันที่จริงชิงหูเองก็เป็นคนของยุทธภพ เมื่อคิดได้ดังนี้หัวใจของนางจึงสั่นสะท้าน หรือพวกกองกำลังแห่งยุทธภพจะแทรกซึมเข้ามาอยู่ในกลุ่มของพวกขุนนางแต่ละแคว้นแล้ว?
เช่นนั้นพวกเขาทำเพื่ออะไร? หรือคิดจะควบคุมพวกขุนนางเพื่อครอบครองใต้หล้า?
นี่…นี่ชักจะน่ากลัวเกินไปแล้ว!
มองท่าทางตื่นตระหนกก่อนจะเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมของนาง หลงเทียนอวี้รู้ได้ทันทีว่านางกำลังคิดถึงผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด
ทั้งเห็นใจ ทั้งทำอะไรไม่ได้
บางครั้งความฉลาดเฉลียวของนางทำให้ผู้คนบ้าคลั่ง แต่บางครั้งการได้เห็นนางสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างจากผู้อื่นก็อดที่จะทำให้เขารู้สึกประหลาดใจไม่ได้
มือหนายื่นเข้าไปลูบศีรษะของนางเบาๆ
“คิดอะไรอยู่? เรื่องราวมิได้เลวร้ายอย่างที่เจ้าคิดหรอก จะมีฮ่องเต้พระองค์ไหนบ้างที่ไม่มีไพ่ตาย? ยกตัวอย่างเช่นเปี่ยวเกอของเจ้า หากมีใครเข้ามาก่อความวุ่นวาย คาดว่าไม่ถึงครึ งเดือนก็คงจับกุมกบฏที่แฝงตัวอยู่ในราชสำนักได้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นแม้คนในยุทธภพจะเก่งกาจ แต่พวกเขาก็เป็นเพียงคนนอกเท่านั้น เมื่อถึงช่วงเวลาคับขัน เหล่าขุนนางและเชื้อพระ ะวงศ์ไม่มีทางปล่อยให้ผู้ใดเข้ามาโจมตีอาณาจักรของตนเองได้เป็นแน่”
ลูบศีรษะนางเบาๆ ดูท่าจะทำให้นางคิดมากเสียแล้ว
แต่ก่อนนางสติฟั่นเฟือนมานาน นางเพิ่งจะกลับมามีสติอีกครั้งได้เพียงหนึ่งปี
ราชสำนักและเชื้อพระวงศ์มีความสนิทแนบแน่นกันมาก เขาที่เติบโตในวังหลวงมานานกว่ายี่สิบปีย่อมรู้ดี
ฮ่องเต้ได้ขึ้นนั่งบัลลังก์มังกรอย่างมั่นคงเพราะการสนับสนุนจากคนในราชสำนักหาใช่เพราะสายเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในตัว
เรื่องนี้จั่วชิวเฉินย่อมรู้ดีที่สุด
มือหนาส่งผ่านความอบอุ่นให้กับหลินเมิ้งหยา สมองของนางพลันคิดหาคำตอบให้กับคำถามในหัวได้
เหตุเพราะได้รับการปลอบโยนจากหลงเทียนอวี้ ดังนั้นจิตใจของนางจึงสงบลง
มองดูรอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้าหล่อเหลา หลินเมิ้งหยากลับมิอาจพูดสิ่งที่หนักอึ้งอยู่ในหัวใจออกมาได้