ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 16 บทที่ 460 สองหัวใจสองความคิด
หวังว่านางจะแค่กังวลเกินไปเท่านั้น
จั่วชิวเฉินส่งข่าวมาบอกว่าให้ระมัดระวังในการเดินทาง
อันที่จริงเขาอยากเดินทางไปพร้อมกับพวกหลินเมิ้งหยา แต่เพราะราชสำนักมีปัญหามากมายให้ต้องจัดการ เขาที่เป็นฮ่องเต้จึงมิอาจเดินทางออกจากเมืองหลวงว่างเทียนได้ แต่ถึงกระนั้นเข ขาก็มอบของมีค่าให้หลินเมิ้งหยามากมาย
“ขอบพระทัยเฉินเปี่ยวเกอ รบกวนท่านขันทีกลับไปทูลพระองค์แทนข้าด้วยว่าข้าจะไม่ทำให้เฉินเปี่ยวเกอต้องผิดหวัง”
สมแล้วที่ขันทีคนนี้เป็นคนสนิทของจั่วชิวเฉิน เขามีไหวพริบว่องไวเป็นอย่างยิ่ง ซ้ำยังทำงานได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องจนนางอดที่จะอิจฉาไม่ได้ อีกเพียงนิดเดียวนางเกือบจะขุดเรื องราวส่วนตัวของเฉินเปี่ยวเกอออกมาได้แล้ว
“พ่ะย่ะค่ะ จวิ้นจู่โปรดวางพระทัย”
มองตามหลังขันทีที่เดินจากไป ในที่สุดหลินเมิ้งหยาก็ถอนหายใจออกมายาวเหยียด
ตอนแรกคิดว่าการเดินทางไปยังหอป๋ายเฉาคือจุดสิ้นสุดในการมาเมืองหลินเทียน แต่ใครจะคิดกันเล่าว่าเหตุเพราะผู้บงการซู่เหมยคนนั้นจะทำให้การไปหอป๋ายเฉาในคราวนี้กลายเป็นจุดเร ริ่มต้น
เสียงลมหายใจที่คุ้นเคยดังขึ้นทางด้านหลัง
หลินเมิ้งหยาหันหน้ากลับไป ก่อนจะได้เห็นนิ้วมือเรียวยาวของหลงเทียนอวี้วางอยู่บนบ่าของนาง
เสื้อตัวนอกที่เขาสวมใส่คลุมทับบนร่างของนาง
ความอบอุ่นแผ่กระจายไปทั่วทั้งร่าง รู้สึกเสมือนมีคนปกป้องอยู่ตลอดเวลา
ความกระวนกระวายค่อยๆ เลือนหายไป ความคิดที่ชอบพึ่งพาอาศัยผู้อื่นมิใช่สิ่งดี แต่เมื่ออีกฝ่ายเป็นหลงเทียนอวี้ นางกลับไม่รู้สึกว่ามันผิดอะไร
“ลำบากพระองค์แล้ว หากมิใช่เพราะหม่อมฉัน เกรงว่าพระองค์คงไม่ต้องอยู่ที่นี่และเป็นกังวลเรื่องในวังหลวงหรอกเพคะ”
หัวใจของหลงเทียนอวี้สั่นไหว ตอนแรกเขาคิดว่าตนเองสามารถปกปิดความคิดของตัวเองเอาไว้ได้แล้วแท้ๆ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะหลบซ่อนไม่พ้นสายตาของนาง
“ไม่เป็นไร เสด็จพ่อสามารถจัดการปัญหาด้วยพระองค์เองได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีชิงหานคอยช่วยเหลือ”
หลงเทียนอวี้อธิบาย อันที่จริงเสด็จพ่อส่งสาส์นลับมาหลายครั้งเพื่อเร่งให้พวกเขากลับต้าจิ้น
แต่เพราะอาการบาดเจ็บที่ไหลของหลินเมิ้งหยา ดังนั้นเขาจึงเก็บงำเรื่องนี้เอาไว้
อันที่จริงมีประโยคหนึ่งที่จั่วชิวอวี้พูดเอาไว้ แต่พวกเขามิเคยบอกหลินเมิ้งหยา
หากพลาดโอกาสในคราวนี้ไป เช่นนั้นแขนของหลินเมิ้งหยาจะมิอาจกลับมาใช้การได้อีก
มองสตรีในอ้อมกอด แม้หลงเทียนอวี้จะรู้สึกผิดต่อเสด็จพ่อ แต่เขากลับไม่รู้สึกเสียใจ
“จริงสิ ยังมีอีกเรื่องที่หม่อมฉันอยากสารภาพกับพระองค์”
หลินเมิ้งหยาหันหน้าไป หัวใจเต้นระรัวดังเสียงกลอง
ก้มๆ เงยๆ อยู่หลายหน นางมิกล้ามองสีหน้าของหลงเทียนอวี้
“อันที่จริงหม่อมฉันรู้อยู่นานแล้วว่าพระสนมเต๋อเฟยในจวนมิใช่หมู่เฟยของพระองค์ หม่อมฉันมิได้อยากปิดบังพระองค์เลยแม้แต่น้อย แต่เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน หม่อมฉันจ จึงต้องชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสียให้ดี พระสนมเต๋อเฟยตัวจริงอยู่ในกำมือของฮองเฮา หม่อมฉันกลัวว่าพระองค์จะร้อนใจและทำร้ายพระสนมเต๋อเฟยตัวปลอม หากพระองค์มิอาจให้อภัยหม่อมฉันได้ เช่นนั้นได้โปรดสั่งโบยหม่อมฉันหรือจะด่าว่าอะไรก็ได้เพคะ หม่อมฉันขอน้อมรับความผิด หากเรื่องนี้สำเร็จอย่างราบรื่น หม่อมฉันจะช่วยพระองค์พาพระสนมเต๋อเฟยตัวจริงกลับมาอย่าง แน่นอน”
หลินเมิ้งหยามีท่าทางร้อนใจอย่างเห็นได้ชัด นางกลัวว่าหลงเทียนอวี้จะไม่ฟังคำอธิบายของนาง
นางมิได้คิดอยากปิดบังเขา แต่เพราะช่วงนี้เกิดเรื่องขึ้นมากมาย ดังนั้นนางจึงลืมไปเสียสนิท
ดวงตาฉายแววรู้สึกผิด สายตาจ้องมองหลงเทียนอวี้เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจตัวเองผิดไป
แต่คิดไม่ถึงเลยว่าหลงเทียนอวี้จะชะงักไปอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยักยิ้มขมขื่น
“เด็กโง่ ข้าจะโทษเจ้าได้อย่างไร หากมิใช่เพราะไหวพริบของเจ้าในตอนนั้น เกรงว่าข้าคงทำผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง ไม่ว่าเสด็จพ่อหรือหมู่เฟยล้วนแล้วถูกทำร้ายทั้งสิ้น เจ้ามิได้ทำค ความผิดเลยแม้แต่น้อย แต่กลับทำความดีความชอบต่างหาก”
นิ้วมือเคาะหน้าผากของนางเบาๆ ตอนแรกหลงเทียนอวี้ไม่อยากให้อภัยนางรวดเร็วถึงเพียงนี้
เขายังอยากแกล้งนางให้นางร้อนใจอีกสักนิด แต่คิดไม่ถึงเลยว่านางจะน่ารักถึงเพียงนี้
ดังนั้นเขาจึงมิอาจทนดูท่าทางกระวนกระวายของนางได้
“พระองค์ไม่โกรธหม่อมฉันจริงๆ หรือเพคะ? แม้หม่อมฉันจะมีเหตุผล แต่ถึงกระนั้นหม่อมฉันก็หลอกพระองค์”
เบิกตากว้าง หลินเมิ้งหยามองอย่างไม่อยากจะเชื่อ
นาง…กำลังฝันอยู่ใช่หรือไม่?
“นี่เรียกว่าหลอกได้อย่างไร? เจ้าเกลียดการถูกหลอกมากหรือ?”
หัวใจสั่นไหว ความลับที่เขาเก็บซ่อนเอาไว้ในใจเอ่อล้นออกมาอีกครั้ง
เขามองเห็นความคิดของหลินเมิ้งหยาที่มีต่อตนเองอย่างชัดเจน
ตอนนั้นป๋ายซูหลอกลวงนาง แต่ต่อมาการกระทำหลายๆ อย่างก็สามารถทำให้นางให้อภัยได้ แต่ทว่าหลินเมิ้งหยากลับเลือกที่จะตัดความสัมพันธ์ทันที
ทว่าเขา….
ความรู้สึกผิดถาโถมอยู่เต็มหัวใจ
“เพคะ หากเป็นคนอื่นคงไม่กระไร แต่ถ้าหากเป็นคนที่หม่อมฉันใส่ใจ เรื่องเดียวที่หม่อมฉันไม่มีวันให้อภัยคือการหลอกลวง”
ดวงตาของหลินเมิ้งหยาเปล่งประกาย แม้จะรู้สึกผิดอยู่หลายส่วนก็ตาม
ตัวตนของนางเปรียบดั่งความลับที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตแล้ว แต่ถึงกระนั้นนางก็มิอาจเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังได้
ทั้งสองจึงตกอยู่ในห้วงภวังค์ของตนเอง บรรยากาศชวนอึดอัดเล็กน้อย
จนกระทั่งป๋ายซ่าวเข้ามาประคองหลินเมิ้งหยานอน หลงเทียนอวี้ที่นอนอยู่บนพื้นตลอดเวลามิอาจข่มตาหลับได้
เส้นกั้นบางๆ ถูกวาดขึ้นเพราะความลับที่มิอาจเปิดเผยได้ในหัวใจของคนทั้งคู่
ครุ่นคิดซ้ำไปซ้ำมา แต่ความกังวลกลับยิ่งเพิ่มมากขึ้น
ทันทีที่ฟ้าสว่าง ป๋ายซ่าวเดินด้วยฝีเท้าแผ่วเบาเข้ามาปลุกเจ้านายเพื่อออกเดินทาง
แต่คิดไม่ถึงเลยว่าภายในห้องจะมิปรากฏเงาของหลงเทียนอวี้
เลิกคิ้วขึ้นสูง แต่ป๋ายซ่าวกลับไม่คิดมาก
เอื้อมมือไปแหวกผ้าห่มของหลินเมิ้งหยา แต่กลับได้เห็นใบหน้านิ่วคิ้วขมวดของนาง ราวกับคนที่นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ
“นายหญิง นายหญิง ตื่นเถิดเจ้าค่ะ อีกเดี๋ยวพวกเราจะต้องออกเดินทางกันแล้ว”
ร้องเรียกเบาๆ ก่อนจะยื่นมือเข้าไปเขย่าแขนของนาง
ไม่นานหลินเมิ้งหยาที่กำลังหลับตาก็ตื่นขึ้น
บางทีอาจเพราะเมื่อคืนนอนหลับไม่เพียงพอ ดังนั้นดวงตาจึงรู้สึกอ่อนล้า
“ท่านอ๋องเล่า?”
สายตาเหลือบมองพื้น แต่กลับไม่พบร่างของหลงเทียนอวี้ ทว่าสุดท้ายแล้วนางก็เข้าใจ
ป๋ายซ่าวพยักหน้าลง ก่อนจะหยิบชุดของหลินเมิ้งหยาออกมาให้นางสวมใส่
ชุดกระโปรงสีแดงจัด แม้จะไม่มีลวดลาย แต่เนื้อผ้ากลับเบาสบายยิ่งนัก
เส้นผมถูกเกล้ายกขึ้น ปักเพียงปิ่นระย้าลายดอกโบตั๋น นอกนั้นคือดอกไม้แปลกตาของเมืองหลินเทียน
เมื่อเทียบกับชุดหรูหราที่มักใส่อยู่เป็นประจำ วันนี้หลินเมิ้งหยาดูสดชื่นและมีชีวิตชีวิตกว่ามาก
นี่คือสิ่งที่จั่วชิวอวี้คิด ….
เหตุเพราะทั้งสามมีฐานะแตกต่างกัน หากต้องตั้งขบวนออกเดินทางคงยุ่งยากไม่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้นพวกขุนนางมิคุ้นหน้าเขา เช่นนั้นสู้ปิดบังฐานะของตนเองเพื่อหลบหูตาของผู้อื่นจะดีกว่า
ดังนั้นพวกเขาจึงปลอมฐานะตนเองเป็นเศรษฐีมั่งคั่งที่กำลังออกเดินทางท่องเที่ยว ป๋ายซ่าวเองก็นึกสนุกไปกับพวกเขาด้วย
“จริงสิ ข้ามิได้พบหน้าอาซิ่วมาหลายวันแล้ว เด็กคนนั้นหายไปไหนแล้วเล่า?”
การจากไปในคราวนี้ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาอีกครั้งเมื่อไร
หลินเมิ้งหยารู้ดีว่าทันทีที่แขนของตนเองหายดี วันนั้นพวกนางจะต้องออกเดินทางกลับต้าจิ้นทันที
ฉะนั้นนางควรจัดการธุระทั้งหมดให้จบเสียก่อน
ป๋ายซ่าวหัวเราะขณะช่วยหลินเมิ้งหยาจัดแต่งเสื้อผ้าให้เรียบร้อย
“นายหญิงลืมไปแล้วหรือเจ้าคะ? เมื่อวันก่อนลุงของอาซิ่วมาหา เมื่อญาติทั้งสองพบหน้ากัน ดังนั้นย่อมคิดถึงกันเป็นธรรมดา เมื่อวานข้ายังได้ยินว่าคนของทางฝั่งอาซิ่วมาขอร้อง นายหญิงเพื่อพาตัวนางกลับไปอยู่เลย”
เกรงว่าคงเป็นตงฟางสวีกระมัง เขาคงมิอยากให้นางออกเที่ยวเล่นเพ่นพ่านอีก
ก็จริง แม้อาซิ่วจะน่ารักไร้เดียงสา แต่นางมีความกล้ามหาศาล แต่เพราะนางยังเป็นเด็ก คาดว่าท่านลุงของนางคงพาตัวกลับไปแล้ว
เช่นนี้ก็ดี หากนางได้กลับไปอยู่กับครอบครัว นางเองก็วางใจ
“อืม สมควรมีคนดูแลนางแล้ว อาซิ่วช่วยเหลือพวกเราเอาไว้ไม่น้อย หากท่านลุงของนางมีความต้องการอะไร เช่นนั้นให้พวกเขามาหาพ่อบ้านของจวนเซิ่นจวิ้นอ๋องเถิด”
ป๋ายซ่าวแต่งตัวให้นางเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงวิ่งออกไปบอกตามคำสั่ง
มองกระจก ใบหน้าอ่อนล้าอยู่หลายส่วน หลินเมิ้งหยารู้สึกว่าช่วงนี้หัวใจของนางค่อนข้างหนักอึ้ง
ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา หากวันหนึ่งนางสามารถบอกความลับของตนได้ เช่นนั้นนางจะไม่มีวันปิดบังหลงเทียนอวี้
อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังไม่ได้
ไม่นานป๋ายซ่าวก็กลับมารายงานว่าเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว
ท่านอ๋องและเซิ่นจวิ้นอ๋องล้วนขี่ม้าล่วงหน้าไปแล้ว
ฮ่องเต้แอบเดินทางไปยังกองทหารหลวงคุ้มกันประตูทางทิศเหนือเพื่อส่งองครักษ์คนสนิทส่วนพระองค์เข้าไปแฝงตัวอยู่ภายใน
เขาต้องการทำให้มั่นใจว่าพวกหลินเมิ้งหยาจะผ่านประตูเมืองออกไปอย่างปลอดภัย
ทว่าหลินเมิ้งหยากลับพบปัญหาเล็กน้อย
“หลบไป”
ทันทีที่เดินออกจากเรือนกลางจวน นางพลันบังเอิญได้พบกับซู่เหมย
หลินเมิ้งหยาไม่มีอารมณ์โต้เถียงกับนาง เหตุเพราะนางเดาเอาไว้อยู่แล้วว่าปีศาจตนนี้จะต้องรบเร้าขอไปด้วยกัน
“พระชายาจะเสด็จไปไหนหรือเพคะ? พี่ป๋ายซ่าวเองก็ไปด้วย แล้วยังแต่งตัวอย่างเป็นทางการเสียอีก คาดว่าจะออกไปเที่ยวใช่หรือไม่ แต่พี่ป๋ายซ่าวดูแลพระองค์เพียงคนเดียวจะเพียงพอ หรือเพคะ หม่อมฉันเองก็เป็นสาวใช้ของจวนอวี้คนหนึ่ง เช่นนั้นคงน่าละอายหากหม่อมฉันมิติดตามเจ้านายไปคอยรับใช้ด้วย”
วันนี้ซู่เหมยแตกต่างไปจากทุกวัน
ปกตินางมักจะแต่งตัวมิต่างจากนางโลมเพื่อแข่งกับนายหญิง
ทว่าวันนี้นางกลับสวมใส่ชุดสีเทา ศีรษะไร้เครื่องประดับ ใบหน้าไร้เครื่องประทินผิว บางทีคงได้รับคำแนะนำจากใครมา
“นายหญิงของข้าสั่งให้เจ้าหลบไป หูหนวกอย่างนั้นหรือ?”
ป๋ายซ่าวตะคอกด่าเสียงเย็น ตอนนี้นางเรียนรู้วิธีการด่าคนโดยไม่ใจอ่อนเป็นแล้ว
“พี่ป๋ายซ่าวเข้าใจผิดไปแล้ว ข้าเพียงแค่อยากตามไปรับใช้พระชายาเท่านั้น”