ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 18 บทที่ 534 เสนาธิการหัวหมา
หลงเทียนอวี้มองตาจั่วชิวอวี้ด้วยสายตาสับสน
เรื่องนี้เป็นความลับระหว่างพวกเขาสองสามีภรรยา เช่นนั้นเขาถามเรื่องนี้ทำไมกัน?
มองดวงตาสับสนระคนสงสัยของหลงเทียนอวี้ จั่วชิวอวี้ไม่มีทางเลือกนอกจากยิ้มน้อยๆ
ยกมือป้องปากกระซิบข้างใบหูของหลงเทียนอวี้
เพียงสองสามคำกลับทำให้ความสงสัยของหลงเทียนอวี้มลายหายไป เขาเชื่ออีกฝ่ายอยู่หลายส่วน
“เจ้าพูดจริงหรือ?”
หลงเทียนอวี้จ้องจั่วชิวอวี้เขม็ง อีกฝ่ายพยักหน้าแข็งขัน
“ข้าเป็นหมอ เรื่องพวกนี้ไม่มีทางปิดบังข้าได้หรอก ข้ารู้ว่าเจ้าชอบเปี่ยวเม่ย แต่เจ้าก็ต้องดูแลสุขภาพร่างกายนางด้วย หากมีความต้องการมากเกินไป เช่นนั้นภายภาคหน้าก็อาจจะเจ็บป ป่วยเอาได้”
แสงประกายเฉิดฉายในดวงตาของจั่วชิวอวี้
แม้หลงเทียนอวี้จะไม่ชอบถูกใครหัวเราะเยาะ แต่เขาก็ต้องจำยอมปล่อยอีกฝ่ายไปชั่วคราว
หัวคิ้วขมวดมุ่น สายตามองตามทิศทางที่หลินเมิ้งหยาอยู่ แววตามีความกังวลน้อยๆ
“อาการป่วยนี้มีทางรักษาหรือไม่?”
เมื่อเห็นท่าทางจริงจังของอีกฝ่าย จั่วชิวอวี้จึงแสดงท่าทีขึงขังขึ้นมา
กระซิบข้างหูของเขาสองสามคำ หลงเทียนอวี้หันมาสบตาเขาอีกหน ก่อนจะเดินออกจากห้องรับแขกไป
แม้สมองจะยังมึนงงไม่แจ่มใส แต่หลินเมิ้งหยากลับนอนไม่หลับ
ยกผ้าห่มขึ้นคลุมหน้า ทั้งหมดเป็นเพราะหลงเทียนอวี้ เขาทำให้นางหวั่นไหว
ครั้นนางยังเป็นนักศึกษาแพทย์ ไม่ว่าจะยุ่งหรือเหนื่อยมากน้อยเพียงไหน ขอเพียงหัวถึงหมอนนางก็พร้อมจะหลับไปทันที
ทว่าตอนนี้หลงเทียนอวี้กลับทำให้นางนอนไม่หลับ
“จริงๆ เลย ตกลงข้ากำลังกังวลอะไรอยู่กันแน่!”
หลินเมิ้งหยาผลักผ้าห่มออกด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองข้างเตียง
ตั้งแต่เมื่อคืนจนกระทั่งตอนนี้ นางจมอยู่กับความสับสนว้าวุ่นจนเกือบคลุ้มคลั่ง
หากรู้ว่าความรักจะยุ่งยากมากถึงเพียงนี้ เช่นนั้นนางยอมโดนวางยาตายตั้งแต่ทีแรกยังจะดีเสียกว่า เท่านี้นางก็ไม่ต้องมีความเกี่ยวข้องอันใดกับหลงเทียนอวี้แล้ว
“เมิ้งหยา เจ้าหลับหรือยัง?”
ด้านนอกประตู อยู่ๆ เสียงหลงเทียนอวี้พลันดังขึ้น
หลินเมิ้งหยาชะงักอยู่กับที่ จัดแต่งเสื้อผ้าหน้าผมของตนเองให้เรียบร้อย ก่อนจะลุกขึ้นนั่งแล้วกล่าวตอบ
“เข้ามาเถิดเพคะ หม่อมฉันยังไม่หลับ”
ประตูถูกเปิดออก จากนั้นหลงเทียนอวี้ก็เดินถือถ้วยขนาดใหญ่เข้ามาด้วยความระมัดระวัง
หลินเมิ้งหยารู้สึกสงสัยไม่น้อย ทว่าหลังจากได้เห็นถ้วยยาในมือของเขา นางหันไปจ้องเขาด้วยความฉงน
นี่มัน…ยา?
“เจ้าดื่มตอนยังร้อนเถิด จั่วชิวอวี้บอกว่ายานี้ดีต่อร่างกายของเจ้า”
เพียงได้เห็นความเอาใจใส่ของเขา หลินเมิ้งหยาจึงไม่คิดสงสัย
ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกยาถ้วยนั้นขึ้นดื่ม
แต่ใครจะรู้เล่าว่ายาถ้วยนั้นไม่เพียงไม่ขม แต่ยังมีรสเผ็ดร้อน ทว่าสิ่งที่นางประหลาดใจที่สุดคือมันเป็นเพียงน้ำที่มีรสหวาน
จนกระทั่งนางดื่มจนหมดถ้วยแล้ว คิ้วของหลงเทียนอวี้จึงคลายออก
ส่งสายตาเป็นห่วงเป็นใยให้นาง
“ดื่มเสร็จแล้วก็นอนสักหน่อยเถิด จั่วชิวอวี้บอกว่าช่วงนี้เจ้าต้องนอนพักผ่อน เรื่องอื่นข้าจะเป็นคนจัดการเอง”
มือหนาลูบศีรษะของอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปเช็ดมุมปากของนาง
หลินเมิ้งหยามองหลงเทียนอวี้ด้วยสายตาตื่นตะลึง หลังจากได้เห็นสายตาเอ็นดูของเขาแล้ว สมองของนางจึงทำงานทันที
“ไอ้บ้าจั่วชิวอวี้นั่น….เขาบอกอะไรกับพระองค์!”
ดวงตาเบิกกว้าง หลินเมิ้งหยารู้สึกยิ้มไม่ได้หัวเราะไม่ออก
หลงเทียนอวี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา
“เหตุใดเจ้าจึงไม่บอกเรื่องนี้กับข้าแต่แรกเล่า สตรี….แน่นอนว่าร่างกายย่อมแตกต่างจากบุรุษ ข้าไม่สังเกตให้ดีเอง ช่วงนี้เจ้าพักผ่อนให้มากเถิด”
หลินเมิ้งหยาเข้าใจความหมายของเขาในทันใด
ไม่แปลกหรอกที่จั่วชิวอวี้จะเข้าใจเช่นนี้ เมื่ออยู่ๆ นางก็เปลี่ยนไปกะทันหัน หลงเทียนอวี้ย่อมต้องรู้สึกกังวลเป็นธรรมดา
เพียงแต่….
ทั้งที่เจ้าบ้านั่นเป็นหมอ เขาย่อมต้องดูออกว่าประจำเดือนของนางมาหรือไม่ แต่ดูเหมือนที่เขาทำเช่นนี้ก็เพราะต้องการกลั่นแกล้งหลงเทียนอวี้เสียมากกว่า
จริงๆ เลย ทำเอานางพูดไม่ออก
“หลงเทียนอวี้ อันที่จริงหม่อมฉัน…ช่างเถิด ขอบพระทัยเพคะ”
น้ำขิงต้มน้ำตาลทรายแดงไม่เพียงสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกายของนาง แต่ยังอุ่นไปทั้งหัวใจ
แม้นางจะอยากหลบหลีกหนีหายไปไกลกว่าพันลี้ แต่นางละเลยความรู้สึกของหลงเทียนอวี้ไปเสียแล้ว
เขาชอบนางจนถึงขั้นสละชีวิตเพื่อนางได้
ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน เหตุใดนางจึงเห็นแก่ตัวแล้วผลักไสเขาออกไปเพียงเพราะความคิดที่ติดอยู่ในใจเล่า?
หากทำเช่นนี้ต่อไป ไม่ว่าหลงเทียนอวี้หรือนางก็ล้วนเจ็บปวดทั้งสิ้น
เมื่อคิดได้แล้ว ความกังวลในใจจึงถูกวางลงชั่วคราว
รอยยิ้มอ่อนโยนกลับมาแขวนบนใบหน้าของนางอีกครั้ง
เมื่อเห็นสีหน้าเช่นนี้ของนาง หลงเทียนอวี้จึงวางใจ
เมื่อคืนเขารู้สึกว่าหลินเมิ้งหยาแปลกไป แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นไปอย่างที่จั่วชิวอวี้บอกแล้ว
แม้ของเหล่านี้จะหาไม่ยาก แต่ภายภาคหน้าเขาจะต้องสั่งให้เตรียมเอาไว้ในโรงครัวให้มากหน่อยแล้ว
หลินเมิ้งหยาไม่รู้ตัวเลยว่าหัวใจที่เปลี่ยนไปของนางจะทำให้จั่วชิวอวี้กลายเป็นผู้มีพระคุณของหลงเทียนอวี้ไปเสียแล้ว
เมื่อคิดได้แล้ว หลินเมิ้งหยาจึงปล่อยเรื่องค้างคาในใจไป
นอนหลับพักผ่อนตลอดช่วงบ่าย หลังจากอารมณ์ดีขึ้นแล้วจึงออกมานอกห้อง
นอกจากหลงเทียนอวี้และอวี้อัน จั่วชิวอวี้หยักยิ้มเจ้าเล่ห์ราวกับแผนการของตนเองสำเร็จแล้ว
หลินเมิ้งหยาหัวเราะเสียงเย็นในใจ กล้าวางแผนกลั่นแกล้งนาง จั่วชิวอวี้บังอาจนัก!
“จวิ้นจู่ไม่เป็นอะไรแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ? ร่างกาย…ดีขึ้นแล้วหรือ?”
อวี้อันคิดว่าร่างกายของหลินเมิ้งหยายังต้องการการฟื้นฟู เขาจึงรีบเข้าไปเอ่ยถาม
หลินเมิ้งหยาส่ายหน้า นางเริ่มรู้สึกไม่สะดวกเล็กน้อย
ประจำเดือนของนางมาไม่ตรงวันนัก แต่ก่อนยังมีสาวใช้คอยรับใช้ แต่วันนี้กลับมีเพียงพวกผู้ชายตัวโต ดังนั้นเรื่องนี้จึงพูดยากสักหน่อย
“เปี่ยวเม่ย ข้ารู้สึกดียิ่งนักที่เจ้าไม่เป็นอะไรแล้ว จริงสิ ข้ามีข่าวจะบอกกับเจ้า”
จั่วชิวอวี้ปรี่เข้ามาเอื้อนเอ่ยเอาอกเอาใจ ทว่าใบหน้ากลับเจ้าเล่ห์เพทุบาย
หลินเมิ้งหยาจ้องเขาด้วยสายตาเย็นชา
“ช่วงเช้ามีคนมาส่งข่าวว่าเพื่อนของเจ้ามาถึงแล้ว ข้ากลัวว่าจะเอะอะจนเจ้าตื่นก็เลยสั่งให้นางรออยู่ด้านนอก ตอนนี้จะให้เข้ามาเลยหรือไม่?”
น้ำขึ้นให้รีบตัก นี่คือสิ่งที่จั่วชิวอวี้ได้เรียนรู้หลังจากรู้จักกับหลินเมิ้งหยา
อย่ามองเพียงใบหน้าท่าทางนอบน้อมถ่อมตนของนาง หากวันใดนางเลือดร้อนขึ้นมา แม้แต่ฮวงซงก็คงไม่อาจปกป้องเขาได้
เฮ้อ ถ้าจะโทษก็โทษความเปลี่ยนแปลงบนโลกใบนี้เถิด เขายังอยากมีชีวิตอยู่ต่ออีกหลายปี
“สหายเก่า? ใครกัน?”
หากพูดถึงเพื่อนเก่า หลินเมิ้งหยานึกถึงนักพรตข้างทางและนายหญิงแห่งโรงบ่อนเหิงหยุนขึ้นมา
แววตามืดครึ้มลงเล็กน้อย สตรีผู้นั้นมีความสัมพันธ์สนิทแนบแน่นกับท่านแม่ หากมิใช่เพราะตนเอง บางทีนางคงยังมีชีวิตอยู่ต่อไป
นางไม่มีเวลาโทษตัวเอง เหตุเพราะสักวันหนึ่งความโหดเหี้ยมอำมหิตเหล่านั้นจะต้องถูกเปิดเผย
นางเป็นเพียงชนวนเท่านั้น
“ใครหรือ?”
หลินเมิ้งหยารู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก ทว่าจั่วชิวอวี้กลับหยักยิ้มมีเลศนัย ก่อนจะเอี้ยวตัวหลบ
จากนั้นร่างบางก็พุ่งเข้าหาอ้อมกอดของนาง
“พี่สาวจวิ้นจู่! ข้ามาหาท่านแล้ว คนที่นี่นิสัยไม่ดียิ่งนัก พวกเขาไม่อนุญาตให้ข้าเข้ามา!”
เสียงเจื้อยแจ้วหวานใสของอีกฝ่ายทำให้หลินเมิ้งหยารู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
เด็กสาวในชุดต่างเมืองเงยหน้ามองตนเอง ดวงตากลมโตแวววาวเปล่งประกายไปด้วยรอยยิ้ม
“อาซิ่ว! เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
เด็กสาวที่กำลังกอดร่างของหลินเมิ้งหยาในเวลานี้คือคนที่เกือบจะถูกขายไปในคราวนั้น
อาซิ่วยังคงฝังตัวอยู่ในอ้อมกอดของหลินเมิ้งหยาไม่ยอมออกมา
มิใช่ว่านางกลับไปกับตงฟางสวีแล้วหรือ?
ไม่ได้เจอกันไม่กี่วัน แต่เหตุใดนางจึงมาปรากฏตัวที่นี่?
“ข้าตามท่านลุงไปแล้วเจ้าค่ะ แต่ข้าไม่สบายใจเรื่องท่านก็เลยทะเลาะกับท่านลุงยกใหญ่ ท่านลุงก็เลยยอมพาข้ามาหาท่าน พี่สาวจวิ้นจู่ ข้ารู้ว่าท่านต้องการคนช่วยเหลือ พวกเราคน นสกุลตงฟางล้วนถือคติมีบุญคุณต้องทดแทน มีแค้นต้องชำระ!”
มองอาซิ่วตบหน้าอกตนเองเพื่อรับปาก หลินเมิ้งหยาหลุดขำออกมา
อาซิ่วเป็นเด็กน่ารัก นางกล้าทำกล้ารับ แต่สิ่งที่พิเศษที่สุดคือหัวใจบริสุทธิ์สะอาดใสซื่อไร้เดียงสาของนาง
หลินเมิ้งหยารู้สึกดีต่อนางมาก ทุกครั้งที่มองนาง หลินเมิ้งหยารู้สึกเหมือนกำลังมองน้องสาวแท้ๆ
“เฮ้อ ไร้สาระ เจ้ารู้หรือไม่ว่าที่นี่อันตรายมากเพียงไหน ฟังข้าสักครั้งเถิด หากเจ้าไม่อยากกลับไป เช่นนั้นหากข้ากลับออกไปได้แล้ว ข้าจะไปพูดกับท่านลุงของเจ้าเพื่อขอพาเจ้ากลั บไปเที่ยวสักสองสามวัน แต่ตอนนี้เจ้าต้องออกไปจากที่นี่”
คนที่ตำหนักของนางจะต้องชอบอาซิ่วอย่างแน่นอน
แต่หากรั้งนางเอาไว้ที่นี่ นางจะตกอยู่ในอันตราย
หลินเมิ้งหยาไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น
ทว่าอาซิ่วกลับมีท่าทางกระวนกระวาย นางอยากพูดเอาชนะหลินเมิ้งหยา แต่ไม่อยากให้ใครรู้เรื่องนี้
เขย่งขาเล็กๆ คู่นั้นเพื่อกระซิบข้างหูหลินเมิ้งหยา
“นี่มัน…จริงหรือ?”
หลินเมิ้งหยามองอาซิ่วด้วยความสงสัย ก่อนจะกระซิบเสียงเบา
อาซิ่วรีบพยักหน้าลง ดวงตาเปล่งประกายไปด้วยความหวังจนหลินเมิ้งหยาไม่อาจปฏิเสธได้
หลินเมิ้งหยารู้ดีว่าตอนนั้นนางยอมเผชิญหน้ากับอันตรายเพียงเพราะคำสัญญา
หากนางไม่ตกลง เกรงว่านางจะหาทางอื่นจนตัวเองได้รับบาดเจ็บ
ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดหลินเมิ้งหยาก็ผงกศีรษะลง
“พี่สาวจวิ้นจู่ดีที่สุดเลย ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านจะต้องตกลง เช่นนั้นข้าขอไปบอกลาท่านลุงก่อน อีกเดี๋ยวข้าจะกลับมา รอข้าหน่อยนะเจ้าคะ”
มองตามหลังอาซิ่วที่ดีใจกระโดดโลดเต้นวิ่งออกไป หัวใจของหลินเมิ้งหยารู้สึกหนักอึ้ง
หันไปมองใบหน้าฉงนของคนทั้งสาม หลินเมิ้งหยาจึงเอ่ย
“เซิน…เซียน…ซ่าน”