ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 438 คิดจะกินข้า เช่นนั้นชะตาเจ้าก็ขาดแล้ว
บทที่ 438 คิดจะกินข้า เช่นนั้นชะตาเจ้าก็ขาดแล้ว
ภายในศาลเจ้าหลังย่อมคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นธูปเทียนและน้ำมันตะเกียง
เด็กหญิงยืนตระหง่านอยู่กลางศาลเจ้า นางแหงนหน้าพลางจ้องเขม็งไปยังรูปสลักเด็กน้อยบนแท่นบูชาด้วยความฉงน
กลิ่นอายเช่นนี้ชวนให้นางรู้สึกคุ้นเคยยิ่งนัก ทว่าเมื่อลองพิจารณาดูให้ดี เรื่องราวเหล่านั้นก็กลายเป็นเรื่องเมื่อแปดปีที่แล้ว
“อืม…”
แม่นางสามสีละสายตากลับมา นางย่นจมูกสูดดม หาได้มีความรู้สึกนึกคิดว่าตนเองเป็น ‘เครื่องเซ่นสังเวย’ แม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้าม นางกลับดูร่าเริงกระปรี้กระเปร่า เริ่มเดินสำรวจไปทั่วศาลเจ้า ทั้งปีนป่ายทั้งมุดดูโน่นนี่นั่นอย่างซุกซน ต้องเปิดฝากระถางธูปหยาบๆ ออกมาดูว่าข้างในมีสิ่งใด ซ้ำยังปีนขึ้นไปเลิกผ้าแดงที่คลุมใบหน้ารูปเคารพเทพเจ้าไว้อย่างหมิ่นเหม่ จ้องมองด้วยแววตาใสซื่อและเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าสิ่งที่อยู่ใต้ชายผ้านั้นเป็นเช่นไร ส่วนบรรดาเครื่องเซ่นที่วางเรียงรายอยู่บนแท่นบูชานั้น นางก็ขยับตัวเข้าไปดูให้ชัดพร้อมกับลองสูดดมกลิ่น
หากจะถามว่าการกระทำเหล่านี้มีความหมายประการใด
เกรงว่าจะมีเพียงแมวน้อยเช่นนางเท่านั้นที่รู้
“ธูปที่นี่กลิ่นไม่เห็นจะหอมเลย…”
เด็กหญิงกระโดดลงจากแท่นบูชา ปลายเท้าแตะพื้นอย่างไร้สุ้มเสียง นางเหลียวซ้ายแลขวา ครั้นไม่เห็นนักพรต ก็เงยเงยหน้าขึ้นเอ่ยกับเจ้านกนางแอ่นบนกิ่งไม้นอกศาลด้วยความเบื่อหน่าย “ข้าจะบอกให้ ชาวบ้านในถิ่นที่แม่นางสามสีเคยเป็นเทพแมวทำธูปได้หอมกว่านี้ตั้งเยอะ!”
“นั่นคงเป็นเพราะแม่นางสามสีดมจนชินกลิ่นไปเองมากกว่า” นกนางแอ่นที่เกาะอยู่บนที่สูงเอ่ยขึ้น “เหมือนกับที่เจ้าคิดว่าหนูมีรสชาติเลอเลิศ”
“หนูอร่อยจริง ๆ นะ!”
“ก็ได้ๆ…ข้าเชื่อแล้ว…”
“แถมนักพรตยังอุตส่าห์ดั้นด้นไปเรียนรู้วิธีการทำธูปจากผู้อาวุโสท่านหนึ่งด้วยนะ!”
“เช่นนั้นก็คงจะหอมจริงดังว่า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น นกนางแอ่นก็เลิกโต้เถียงกับนางทันที
ตลอดช่วงเวลาที่ซ่งโหยวออกพเนจรไปทั่วหล้า เขามักติดนิสัยแวะเข้าวัดวาอารามหรือศาลเจ้า หาได้เข้าไปสักการะองค์เทพ แต่ชอบไปอ่านกลอนคู่หน้าประตูหรือชอบดมกลิ่นธูป หากได้กลิ่นที่แปลกใหม่หรือถูกใจ เขาก็จะเที่ยวสอบถามเหล่านักพรตหรือผู้ศรัทธาที่มาเยือน จากนั้นก็มักจะไปเยี่ยมเยียนผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำชี้แนะถึงวิธีการและส่วนผสมที่ใช้ทำธูปด้วยความนอบน้อม ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อเห็นว่าเป็นนักพรตผู้รู้กาลเทศะและเดินทางมาไกล ก็มักจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้ แม้ไม่บอกทั้งหมดแต่ก็นับว่ารู้มากนัก
เรื่องนี้นกนางแอ่นย่อมรู้อยู่แก่ใจ
“หอมมาก! แถมยังอร่อยด้วย!”
เด็กหญิงหวนนึกถึงอดีตพลางทำท่าอาวรณ์ ทว่าไม่นานนางก็ส่ายหน้าสลัดความคิดเหล่านั้นออกจากสมอง ก่อนจะเอ่ยต่อว่า
“แล้วเมื่อไหร่เทพที่ว่านั่นจะออกมากันนะ…”
“เทพองค์นี้แม้จะได้ชื่อว่าเป็นเทพอันเล่อ ทว่าเพิ่งจะดำรงตำแหน่งได้ไม่นาน อีกทั้งยามนี้ยังเลือกเดินตามวิถีมาร ภายในศาลเจ้าจึงเต็มไปด้วยปราณอาถรรพ์ ดูไปแล้วช่างละม้ายคล้ายปีศาจร้ายเสียมากกว่า ด้วยเหตุนี้ย่อมไม่กล้าปรากฏกายออกมาง่ายๆ ในยามกลางวันที่ปราณหยางเข้มข้น แม้ที่นี่จะเป็นศาลของมันเองก็ตาม” นกนางแอ่นตอบเสียงจริงจัง โดยที่ไม่รู้ว่าแม่นางสามสีจะจงใจถามเขาจริงๆ หรือแค่บ่นขึ้นมาลอยๆ “ข้าเดาว่ามันคงรอโผล่หัวออกมาตอนดึก”
“เจ้านี่ดูท่าจะเดาเก่งใช้ได้เลยนะ!”
“…แม่นางสามสี เจ้าอย่าเผลอทำตัวมีพิรุธเชียวนะ!”
“แม่นางสามสีจับหนูเก่งที่สุด!”
“เรื่องนั้นน่ะแน่นอนอยู่แล้ว”
“?”
“มะ…มีอะไรหรือ…”
“ไม่มีอะไร” เด็กหญิงขมวดคิ้วด้วยความฉงน พลางเกาหัวไปมา “ฟังดูคุ้นหูชอบกล”
“…”
“…”
ทั้งแมวทั้งนกต่างตกอยู่ในความเงียบ
กระทั่งยามรัตติกาลอันมืดมิดมาเยือน เด็กหญิงเดินออกมานอกศาลเจ้าอีกครา
เจ้าหมูดำถูกมัดขาทั้งสี่นอนหงายท้องอยู่บนพื้น คงเพราะดิ้นรนจนสิ้นแรง ยามนี้จึงได้แต่หอบหายใจโดยไร้เสียงร้อง
“เป็นเวรกรรมจริงๆ…”
เด็กหญิงอดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมา
เบื้องหน้าศาลเจ้ามีต้นไม้น้อยใหญ่ประปราย ข้างๆ เจ้าหมูมีแกะถูกผูกติดกับต้นไม้ต้นเล็ก มันยังคงก้มหน้าก้มตาเล็มหญ้าอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่
“เจ้าบื้อเอ๊ย…”
นางอดไม่ได้ที่จะกล่าวความในใจออกมา
สุนัขสีเหลืองและวัวถูกผูกไว้กับต้นไม้ใหญ่ต้นเดียวกัน ยามนี้พวกมันต่างแหงนหน้ามองนาง ตัวหนึ่งทำหน้าละห้อยน่าสงสาร อีกตัวจ้องเขม็งราวกับอ้อนวอน หวังจะให้นางช่วยแก้มัดให้
“แม่นางสามสีจะช่วยพวกเจ้าเองนะ…”
ส่วนม้าด่างร่างซูบผอมตัวนั้นถูกผูกแยกไว้อีกต้นหนึ่ง
แม่นางสามสีชื่นชอบม้าเป็นพิเศษ ยามเห็นมันจึงรู้สึกเวทนายิ่งนัก นางเดินเข้าไปลูบแผงคอของมัน ในใจนึกไม่เข้าใจว่าเหตุใดผู้คนถึงใจคอคับแคบ ยอมสละม้าที่มีค่าตัวแพงเพียงนี้ให้เทพเจ้ากิน ซ้ำแล้วเทพที่ว่านั่นยังกล้ากินม้าราคาแพงเช่นนี้ลงคอ ยิ่งคิดจิตใจก็ยิ่งสับสนวุ่นวาย
“แม่นางสามสีก็จะช่วยเจ้าด้วยเหมือนกัน”
เด็กหญิงยังคงพึมพำเสียงเบา สีหน้าดูจริงจังยิ่ง
จนมาหยุดอยู่ตรงหน้าไก่ตัวผู้หงอนแดง
“เจ้า…”
เด็กหญิงลอบกลืนน้ำลายลงคอ เลียริมฝีปากพลางเกาหัวไปมา หาได้เอ่ยคำใดออกมา เพียงเดินเตาะแตะกลับเข้าศาลเจ้าไปอีกรอบ
ภายในศาลเจ้า ตะเกียงน้ำมันยังคงทอแสงสว่างไสว กลิ่นธูปควันเทียนยังมิเลือนหาย
ครานี้นางขยับขึ้นไปนั่งบนแท่นบูชาด้วยท่าทีสงบนิ่ง
แม่นางสามสีหาได้รีบร้อนไม่ นางเคยเป็นเทพมาก่อน แม้จะไม่เคยได้รับตำแหน่งจากราชสำนักหรือการรับรองจากสรวงสวรรค์ ทว่าในอีกมุมหนึ่ง เทพแมวแห่งถนนจินหยางในวันวานนั้นย่อมมีศักดิ์ศรีและความเที่ยงธรรมกว่าเทพกำมะลอตรงหน้านี้มากนัก แม้จะไม่ได้ครองฐานะเทพมานานแล้ว ทว่าอิทธิฤทธิ์และความสามารถของนางย่อมไม่ด้อย หากเทพอันเล่อผู้นี้อาศัยรูปเคาระหรือศาลเจ้าเพื่อสำแดงกาย นางย่อมสัมผัสได้ทันที
ราตรีล่วงเลยเข้าสู่ช่วงดึกสงัด เมฆมัวบดบังรัศมีจันทร์
เด็กหญิงเอนกายลงข้างแท่นบูชา ทว่ายังคงลืมตา คอยกะพริบตาเป็นระยะๆ ไม่รู้ว่ากำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่กันแน่
เจ้านกนางแอ่นหดคอลงซุกปีก ยังคงไม่กล้าข่มตาหลับเช่นกัน
ลมบนยอดเขาเริ่มหนาวเหน็บขึ้นทุกที น้ำค้างเริ่มก่อตัว ความเย็นเจาะลึกถึงกระดูก
ฟิ้ว…
ทันใดนั้น กลับมีลมหนาวสายหนึ่งพัดลงมาจากยอดเขา
สายลมนี้ปลุกให้สุนัขเห่าหอนไม่หยุดหย่อน วัวและม้าต่างส่งเสียงร้องระงม แม้แต่ไก่ตัวผู้และหมูดำก็ตกใจจนส่งเสียงดิ้นรนออกมา
ชั่วขณะนั้น สถานการณ์นอกศาลเจ้าพลันวุ่นวายโกลาหลขึ้นมาทันใด
แม่นางสามสีจ้องมองออกไปข้างนอกด้วยความฉงน
ทว่าหลังจากนั้นกลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นอีก
ไร้ร่องรอยของผู้มาเยือน ไร้ซึ่งลำแสงยามองค์เทพจุติ
ผ่านไปเพียงครู่เดียว ข้างนอกก็กลับคืนสู่ความเงียบดังเดิม
เงียบสนิทเช่นนั้นอยู่แสนนาน
ไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยไปนานเท่าใด
อาจจะนานพอๆ กับช่วงเวลาจากหัวค่ำไปจนถึงรุ่งสาง ในที่สุดก็มีเสียงความเคลื่อนไหวจากภายนอกอีกครั้ง ทว่ากลับเป็นเพียงเสียงฝีเท้าธรรมดา
โฮ่ง โฮ่ง…
สุนัขขนเหลืองส่งเสียงเห่า
แต่ก็เห่าออกมาเพียงเท่านั้น
มิใช่ว่ามันได้รับอันตราย ทว่าหลังจากเห่าจบ ท่าทีระแวดระวังของมันก็เปลี่ยนเป็นความฉงนแทน
“ท่านเทพอันเล่อโปรดเมตตา ผู้น้อยถูกทางการตราหน้าตามจับกุมจนไร้ทางไป ค่ำคืนนี้จำต้องหลบหนีมาที่นี่ จึงต้องขอพึ่งพิงร่มเงาแห่งบารมีของท่านเทพ ช่วยคุ้มครองผู้น้อยให้อยู่รอดปลอดภัยด้วยเถิด! หากภายภาคหน้าผู้น้อยรอดพ้นภัยอันตรายและได้กลับมาอีกครั้ง จะนำสัตว์ทั้งหกและธูปเทียนชั้นเลิศมาถวายตอบแทนบุญคุณของท่านอย่างงามแน่นอน!”
น้ำเสียงทุ้มต่ำของชายฉกรรจ์คนหนึ่งดังขึ้นที่หน้าประตู
“หากท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่ไม่อนุญาต ก็ขอโปรดส่งสัญญาณบางอย่างออกมา ผู้น้อยได้ยินแล้วจะรีบหันหลังกลับไปทันที จะไม่รบกวนท่านแม้เพียงครึ่งก้าว!”
“ท่านเทพ?”
“ดูเหมือนท่านเทพจะตกลงแล้ว!
“เช่นนั้นผู้น้อยขอเสียมารยาทล่วงเกินเข้าไปข้างในนะขอรับ!”
สิ้นคำกล่าว ก็ได้ยินเสียง เอี๊ยด ดังสนั่น ประตูศาลเจ้าถูกผลักให้เปิดออกทันที
ตะเกียงที่ชาวบ้านจุดทิ้งไว้เมื่อตอนกลางวันเหลือน้ำมันไม่ถึงครึ่ง แสงไฟดวงจ้อยราวเมล็ดถั่วส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิดในศาลเจ้าอย่างริบหรี่ ส่งผลให้ทุกสรรพสิ่งดูสลัวลางและสั่นไหววูบวาบ เด็กหญิงมองเห็นชายผู้หนึ่งก้าวเข้ามา เขาสวมชุดผ้าป่านขาดรุ่งริ่ง บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกนั้นแฝงไว้ด้วยร่องรอยแห่งความเหี้ยมโหด
ทว่าทันทีที่ก้าวเข้ามาแล้วเห็นเด็กหญิงตัวน้อยนอนอยู่บนแท่นบูชา เขาก็พลันชะงักไปเช่นกัน
ชิ้ง!
ชายผู้นั้นชักดาบโค้งที่ใช้ทำไร่ทำนาออกมาจากข้างเอวทันควัน จ้องเขม็งไปยังเด็กหญิงด้วยความระแวดระวัง “เจ้าเด็กน้อย เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ ในศาลนี้ยังมีใครอื่นอีกหรือไม่ ออกมาให้หมด!”
“ไม่มีใครอื่นแล้ว…”
เด็กหญิงขยี้ตาพลางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
เจ้านกนางแอ่นบนกิ่งไม้นอกศาลก็ลืมตาขึ้นเช่นกัน ดวงตากลมโตดำขลับจ้องมองลอดประตูศาลเจ้าเข้าไปสังเกตการณ์ด้านใน
“แล้วเจ้ามาทำอะไรที่นี่ บอกข้ามาตามตรงเสีย!”
“คนในหมู่บ้านบอกว่าวันนี้เป็นวันครบรอบวันจุติของท่านเทพ ท่านมีความสุขมาก จึงอยากได้เด็กเล็กไปเป็นผู้ติดตาม ต่อไปจะได้ขึ้นเป็นเซียน ข้าจึงมาที่นี่อย่างไรเล่า…”
“เป็นเซียนรึ”
“อื้อ…”
“มาเป็นเครื่องเซ่นให้ท่านเทพล่ะสิไม่ว่า”
“ข้าไม่รู้…”
“เจ้าอายุเท่าไหร่แล้ว”
ชายคนนั้นเลิกคิ้วขึ้นด้วยความตกตะลึง
“ข้า… ข้าลืมไปแล้ว…”
“ลืมรึ”
“น่าจะ… เพิ่งแปดขวบกระมัง…”
“สำเนียงของเจ้าดูไม่เหมือนคนแถวนี้เลยนะ”
“พวกข้าเดินทางมาจากแดนไกลน่ะ…”
“มิน่าเล่า…”
ชายผู้นั้นขมวดคิ้วแน่น ทว่ายังคงเบิกดวงตาอันดุดันกว้าง
มิน่าเล่าถึงถูกส่งมาเซ่นสรวงท่านเทพ
หากเป็นลูกหลานของคนในท้องถิ่นที่มีครอบครัวอยู่ที่นี่ ใครเล่าจะทำใจส่งมาเป็นอาหารให้เทพอันเล่อได้ลงคอ
“ข้าก็ได้ยินมาว่าวันนี้เป็นวันบวงสรวงใหญ่ แต่ข้าก็ได้ยินมาอีกว่าชาวบ้านละแวกเก่านางได้จัดเตรียมสัตว์ทั้งหกชนิดไว้ถวายท่านเทพแล้วนี่ เหตุใดถึงยังส่งเจ้ามาอีก”
“ก็ข้าอยากเป็นเซียนนี่นา…”
“เป็นเซียนรึ” ชายคนนั้นหรี่ตาลง เขาไม่กล้าเอ่ยเย้ยหยันหรือเปิดเผยความจริงอันโหดร้าย ได้แต่กัดฟันพูดว่า “ต้องเป็นพวกชาวนาข้างล่างนั่นแน่ๆ ใจคอโหดเหี้ยมอำมหิตนัก คิดจะเอาใจเทพเจ้า นอกจากจะจับสัตว์มาแล้ว ยังหลอกล่อเด็กต่างถิ่นอย่างเจ้ามาทิ้งไว้ที่นี่อีก”
“…”
เด็กหญิงจ้องมองเขาด้วยดวงตาเป็นประกายใส
“เจ้าชื่อแซ่อะไร พ่อแม่เจ้าอยู่ที่ไหน”
“สามสี…”
“มีแค่ชื่อเล่นรึ”
“…”
เด็กหญิงดูเหมือนจะกำลังตื่นตกใจเพราะเขา หลังจากนั้นไม่ว่าเขาจะซักไซ้อะไรนางก็ไม่ยอมปริปากอีก ได้แต่จ้องมองเขาด้วยแววตาว่างเปล่า
ชายผู้นั้นอดไม่ได้ที่จะกวาดสายตาสำรวจนาง
ยามนี้แม่นางสามสีได้อำพรางรูปโฉมไปบ้างแล้ว นางหาได้ดูงดงามสะดุดตาเหมือนยามปกติ ผิวพรรณก็มิได้ขาวเนียนไร้ที่ติอย่างเคย ทว่ายังคงดูสะอาดสะอ้านหมดจด โดยเฉพาะดวงตาใสซื่อและเฉลียวฉลาดคู่นั้น ชุดสามสีที่ดูจะซีดจางลงเล็กน้อยกลับดูลงตัวพอดี อยู่กึ่งกลางระหว่างความประณีตและความเรียบง่าย ช่างเป็นเด็กหญิงที่น่าสงสารเวทนายิ่งนัก
จะมีใครตัดใจส่งเด็กอย่างนางมสังเวยเทพเจ้ากัน
แววตาของชายผู้นั้นวูบไหวไปมา สีหน้าแปรเปลี่ยนไปมาไม่หยุดหย่อน
ทว่าเดิมทีตัวเขาเองก็มาที่นี่เพื่อขอพึ่งบารมีจากศาลเจ้าแห่งนี้ และรู้ซึ้งถึงความศักดิ์สิทธิ์ของเทพอันเล่อ หากจะให้เขาขัดประสงค์ของท่านเทพ เช่นนั้นแล้วมีหรือว่าเขาจะกล้า
“ช่างเถิด ต่างคนต่างมีกรรมเป็นของตนเอง ในเมื่อเป็นวาสนาของเจ้าที่จะได้ปรนนิบัติท่านเทพ ก็จงไปเป็นเซียนอยู่ข้างกายท่านเสียเถอะ” ชายผู้นั้นก้มหน้าพลางโบกมือปัดไปมาเพื่อตัดรำคาญ “ในเมื่อท่านเทพเจาะจงเลือกเจ้า คืนนี้ท่านต้องมา…พาเจ้าไปแน่ๆ เช่นนั้นข้าคงไม่สะดวกจะอยู่ที่นี่ต่อ ข้าเห็นเจ้าดูท่าทางเฉลียวฉลาดพูดจารู้ความ ก็จงดูแลตัวเองให้ดีเถิด”
“…”
เด็กหญิงยังคงมองเขาด้วยท่าทีไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด
“ข้าไปล่ะ!”
ชายผู้นั้นหมุนตัวตั้งท่าจะเดินออกไป
ทว่าเพียงก้าวเท้าออกไปได้เพียงก้าวเดียว ทันใดนั้นเขาก็หมุนตัวกลับมาอย่างกะทันหัน!
โฮก!
ศีรษะของชายผู้นั้นขยายใหญ่ขึ้นอย่างฉับพลัน จนมีขนาดมหึมาพอๆ กับแท่นหินบด ยามอ้าปากกว้างก็เผยให้เห็นเป็นปากกว้างดั่งอ่างโลหิต ฟันแหลมคมที่เรียงรายอยู่ภายในดูคล้ายดาบเหล็กกล้าที่ทั้งเย็นเยียบและคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือด ลำคอของเขายืดขยายออกในพริบตา ศีรษะยักษ์ที่กำลังอ้าปากค้างนั้นพลันพุ่งเข้ามา หมายจะขย้ำเด็กหญิงบนแท่นบูชา
ดูท่าคงคิดจะกลืนกินนางเข้าไปในคำเดียว
ฟุ่บ…
เหนือความคาดหมาย เด็กหญิงที่นอนอยู่นั้นพลันทะยานกายถอยหลังไป ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนางถึงมีปฏิกิริยาตอบโต้ที่รวดเร็วถึงเพียงนี้ และไม่รู้ว่านางเอาแรงมาจากไหน ทั้งที่นอนอยู่แท้ๆ กลับสามารถกระโดดขึ้นสูงถึงครึ่งจั้ง แทบจะแตะเพดานได้แล้วแท้ๆ ก่อนจะใช้ทั้งมือและเท้าตะปบลงบนรูปเคารพองค์เทพ
นางก้มลงมองดูปิศาจร้ายเบื้องล่าง แล้วเอ่ยขึ้นว่า
“เจ้าคิดจะกินข้า! เช่นนั้นชะตาเจ้าก็ขาดแล้ว!”
ยามนี้ท่วงท่าของเด็กหญิงหาได้เหมือนมนุษย์ไม่ กลับดูคล้ายแมวเสียมากกว่า และวาจาที่เอ่ยออกมานั้น ก็มิใช่สิ่งที่มนุษย์ทั่วไปจะพูดออกมายามต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์เช่นนี้
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ…
นกนางแอ่นที่อยู่นอกประตูก็เริ่มกระพือปีกบินขึ้นแล้วเช่นกัน