คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 349 แตกคอ
“ท่าทางของพวกเจ้าคืออะไร ไม่รู้แล้วมีอะไรแปลกประหลาด” จินเฟยเหยาไม่พอใจอย่างยิ่ง เผ่าปิศาจอะไร ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินมา
จูเชวี่ยน้อยกุมหน้าผากถอนหายใจ “เผ่าปิศาจก็คือกลุ่มสัตว์ปิศาจเฒ่าที่สามารถแปลงร่างเป็นคนได้หลังจากเลื่อนเป็นขั้นเทพ มีสติปัญญาและความคิด พวกเขาอยู่ด้วยกันเหมือนเผ่ามนุษย์และเผ่ามาร ปรึกษาหารือและตัดสินใจเรื่องต่างๆ ร่วมกัน เพียงแต่ไม่มีสำนักเท่านั้น”
“เผ่าปิศาจเลื่อนขั้นข้ารู้แน่นอน พวกเขาต่างมีดินแดนของตนเอง ไม่มีใครยอมใครมิใช่หรือ? คิดไม่ถึงว่ายังนั่งหารือร่วมกัน ถ้าทายาทของอีกฝ่ายพอดีเป็นอาหารหลักของเขา จะน่ากระอักกระอ่วนเกินไปหรือไม่” จินเฟยเหยาจินตนาการถึงภาพสมานฉันท์แบบนั้นไม่ออกจริงๆ ว่าเป็นเช่นไร
จูเชวี่ยและอินเยวี่ยไม่รู้จะพูดอะไรดี แต่เรื่องนี้ให้จูเชวี่ยอธิบาย อินเยวี่ยไม่ได้เอ่ยปากเพียงมองจูเชวี่ยด้วยรอยยิ้ม รอให้เขาพูด
“สัตว์ปิศาจฝึกบำเพ็ญเข้าเผ่าปิศาจ ทว่าร้ายกาจกว่าผู้บำเพ็ญเซียนมากนัก มีสติปัญญาแล้วแน่นอนว่าไม่กินอาหารสุ่มสี่สุ่มห้า อีกอย่างหนึ่งนี่เป็นเรื่องก่อนมีสติปัญญา ใครจะไปจู้จี้จุกจิกเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้” จูเชวี่ยเพิ่งเอ่ยจบก็ได้ยินเสียงสตรีร้องห่มร้องไห้ในกิ่งไม้ จึงได้แต่วางเรื่องตรงนี้ไปจัดการอาหารก่อน ไม่เช่นนั้นจะเสียงดังระหว่างพวกเขาสนทนากัน
เห็นเขาเหินขึ้นกลางนภา ร่างเล็กๆ ขยายใหญ่ในพริบตา กลายเป็นนกยักษ์ที่มีเปลวเพลิงเผาไหม้ทั่วร่าง จากนั้นบินรอบเกาะลอยได้ หางลากเปลวเพลิงอันร้อนแรง ทั่วทั้งเกาะลอยได้จมลงสู่ทะเลเพลิง มีเสียงร้องโหยหวนดังขึ้นไม่หยุด สตรีเหล่านั้นถูกกินเพียงไม่กี่สิบคน คนอื่นๆ อีกเก้าร้อยกว่าคนล้วนถูกเปลวเพลิงนี้เผาตาย
จูเชวี่ยวนรอบหนึ่งก็กลับคืนสู่ร่างมนุษย์และนั่งลงอีกครั้ง ถอนหายใจยาว “พวกเราคุยเรื่องสำคัญกันเถอะ เมื่อครู่พูดถึงไหนแล้ว”
“พูดถึงเจ้าคิดจะมอบอัคคีเมฆาและขนปีกที่หลุดร่วงให้พวกเรา” จินเฟยเหยาตอบด้วยสีหน้าจริงจัง
“เปล่านะ! ข้าไม่เคยพูดแบบนี้เสียหน่อย” จูเชวี่ยด่าทอ
“เชอะ” จินเฟยเหยาเบือนหน้าไปส่งเสียงขึ้นจมูก เอ่ยด้วยสีหน้าไม่ยินยอม “เจ้าพูดต่อเถอะ”
จูเชวี่ยมุมปากกระตุก เริ่มเล่าอย่างกล้ำกลืนความอดสูเพื่อจะทำงานให้สำเร็จ “เรื่องมันยาวข้าจะพูดสรุปสั้นๆ เผ่าปิศาจเป็นคนปล่อยวิญญาณจริงสัตว์เทพที่อยู่ในร่างของพวกเจ้าออกมา เป้าหมายคือเพื่อทำลายโลกวิญญาณของเผ่ามนุษย์ แก้แค้นเผ่ามาร และขยายดินแดนของเผ่าปิศาจ ดังนั้นถ้าพวกเราสามคนร่วมมือกันจะสามารถยึดโลกวิญญาณโหยวอวิ๋นได้ จับเผ่ามารและเผ่ามนุษย์ของที่นี่มาเป็นอาหารและทาส”
เป็นเรื่องยาวที่พูดสรุปได้สั้นจริงๆ หลังเอ่ยจบเขาก็มองจินเฟยเหยาและอินเยวี่ย คิดจะดูว่าพวกเขาได้ยินข่าวนี้แล้วมีปฏิกิริยาอย่างไรจากสีหน้าของพวกเขาสองคน แต่เขาล้มเหลว อินเยวี่ยหรี่ตายิ้มแย้มบางๆ ดังเดิม ส่วนจินเฟยเหยาก็กินพลางตั้งใจมองเขา มีสีหน้าจริงจังแบบล้างหูน้อมรับฟัง
เห็นเขาไม่พูด จินเฟยเหยาก็เอ่ยถามอย่างสงสัย “ทำไมไม่พูดล่ะ?”
“พูดจบแล้ว” จูเชวี่ยพยักหน้า
“พูดจบแล้ว? ใครจะฟังรู้เรื่อง ห้ามเล่าเรื่องยาวๆ แบบสรุปสั้นๆ!” จินเฟยเหยามีโทสะทันที แค่คำพูดประโยคเดียว ใครจะเข้าใจว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น งุนงงนะ
“ถ้าเล่าตั้งแต่ต้นมันยาว เอาเถอะ ข้าจะเล่าให้ฟังอีกครั้งอย่างช้าๆ ในอดีตเนิ่นนานมาแล้ว ในยุคบรรพกาล...” หลังจากถูกจินเฟยเหยาด่าทอ จูเชวี่ยได้แต่เริ่มเล่าเรื่องที่เขาฟังจนหมดความอดทนไปนานแล้วตั้งแต่ต้น
พูดคราหนึ่งก็พูดถึงสองชั่วยาม เขาเล่าจ๋อยๆ อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย หลังจากเล่าจบจูเชวี่ยจึงพบว่าริมฝีปากของตนเองแห้ง
ในที่สุดอินเยวี่ยก็ไม่ยิ้มแล้ว ท่าทางราวกับครุ่นคิดอะไรอยู่
ส่วนจินเฟยเหยาก็หมดวาจา คิดไม่ถึงว่าจะมีเรื่องแบบนี้ ตามที่จูเชวี่ยเล่า ที่แท้วิญญาณจริงในร่างของพวกเขา ก่อนหน้านี้ล้วนเป็นเผ่าปิศาจ หลังจากตายไปแล้วก็เก็บวิญญาณจริงของตนเองไว้ในสถานที่แห่งหนึ่ง ทว่าเผ่าปิศาจกลับปล่อยวิญญาณจริงทั้งหมดออกมา คิดจะให้สัตว์ปิศาจแห่งบรรพกาลที่ร้ายกาจเหล่านั้นหยิบยืมร่างของเผ่ามนุษย์หรือเผ่ามารคืนชีพ ถึงความสามารถจะมีเพียงหนึ่งหรือสองส่วนจากสิบส่วน ทว่าความแข็งแกร่งก็ไม่อาจดูเบาได้
เพียงแต่วิญญาณจริงต่างมีนิสัยเคยชินของตนเอง ควบคุมได้ยาก วิ่งพล่านไปทั่ว บางตัวนับพันปีก็หาร่างมนุษย์ที่เหมาะสมและพึงพอใจไม่ได้ เผ่าปิศาจก็จนปัญญา ได้แต่ไปจับเด็กน้อยมาให้วิญญาณจริงในมือทดลองดู
ส่วนจูเชวี่ยคือเด็กน้อยที่ถูกเผ่าปิศาจอุ้มมา เพิ่งอายุขวบสองขวบก็ถูกวิญญาณจริงของจูเชวี่ยยึดครองร่าง เผ่าปิศาจสอนเคล็ดวิชาทงเสินให้เขาเนื่องจากจะควบคุมพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเขาจึงออกจากเผ่าปิศาจมาอยู่ที่โลกวิญญาณโหยวอวิ๋นหลายปี
จินเฟยเหยามองพินิจจูเชวี่ย เจ้าหมอนี่เป็นสมาชิกเผ่าปิศาจที่บ้าคลั่ง ดูเหมือนคิดจะเป็นแรงงานให้เผ่าปิศาจ โน้มน้าวพวกเขาสองคนให้ไปค้นหาคนที่ถูกวิญญาณจริงของสัตว์อื่นๆ สิงร่าง จากนั้นรวมเป็นกองทัพ โจมตีโลกวิญญาณแต่ละแห่ง สังหารเผ่ามนุษย์และเผ่ามารทั้งหมดให้ตาย
ถ้าแค่สังหารเผ่ามนุษย์จินเฟยเหยายังเข้าใจได้ เผ่ามารไม่ได้ทำเรื่องดีงาม อีกทั้งดูแล้วก็ใกล้เคียงกับเผ่าปิศาจ ทำไมต้องสังหารพวกเขาไปด้วย
ดังนั้นนางจึงเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ “เผ่ามารกับเผ่าปิศาจก็เหมือนกันมิใช่หรือ มีเขามีหางเหมือนกัน ทำไมต้องเห็นพวกเขาเป็นที่ขัดตาด้วย?”
“มีหางมีเขามันคนละเรื่องกัน พวกเขาเกิดมาก็มีสติปัญญาสูงส่ง ส่วนเผ่าปิศาจเกิดมาเป็นเพียงลูกสัตว์ที่ไม่รู้อะไรเลย คิดจะมีชีวิตรอดจนมีสติปัญญาต้องใช้เวลากี่ปี ระหว่างนั้นยังต้องถูกสองเผ่าสังหารเอาหนังและเนื้อ ชีวิตของเผ่าปิศาจลำบากเพียงใด อาศัยอะไรพวกเขาจึงสามารถสังหารเผ่าปิศาจได้ตามอำเภอใจ ส่วนเผ่าปิศาจได้แต่ถูกฆ่า” จูเชวี่ยอารมณ์พลุ่งพล่าน ตะโกนจนน้ำลายกระเซ็นราวกับเขาเป็นสัตว์ปิศาจโดยกำเนิด
“สงบใจก่อน อย่าพลุ่งพล่าน” จินเฟยเหยารีบหลบน้ำลายของเขา “เจ้าไม่ใช่เผ่าปิศาจเสียหน่อย จำเป็นต้องพลุ่งพล่านขนาดนี้ด้วยหรือ? ยังมีคนจำนวนไม่น้อยถูกสัตว์ปิศาจกิน นี่เป็นเพียงปัญหาด้านความแข็งแกร่งเท่านั้น”
จูเชวี่ยเช็ดปาก เอ่ยอย่างเดือดดาล “ดังนั้นพวกเราต้องร่วมมือกัน ทำให้ทั้งสองเผ่ากลายเป็นอาหารของพวกเรา ให้เผ่าปิศาจอยู่อย่างสงบสุข พวกเจ้าสองคนไม่ใช่เผ่ามนุษย์ตั้งนานแล้ว เข้าร่วมกับพวกเราเถอะ ร่วมมือกับเผ่าปิศาจและสัตว์เทพอื่นๆ กลับไปเผ่าปิศาจก่อน หลังจากวางแผนการเรียบร้อยก็โจมตีโลกวิญญาณขนาดใหญ่แต่ละแห่งในคราวเดียว”
เห็นอารมณ์ของเขาพุ่งสูง จินเฟยเหยาก็ลูบใบหน้าเอ่ยว่า “มีผลประโยชน์อะไรให้?”
จูเชวี่ยตะลึงงัน “ย่อมมีผลประโยชน์ให้ พวกเรามีเผ่ามนุษย์กินและได้รับสิ่งของดีๆ แบ่งโลกวิญญาณหลายแห่งเป็นดินแดนของตนเอง จากนั้นกินมนุษย์ได้ตามใจชอบมิใช่เบิกบานใจอย่างยิ่งหรือ”
“แต่ว่า…” จินเฟยเหยายังลังเลดังเดิม
“แต่ว่าอะไร! มีอะไรต้องลังเลอีก” เดิมทีจูเชวี่ยยังควบคุมนิสัยเอาไว้ เห็นพูดจนถึงขั้นนี้แล้วนางยังพูดจาอ้ำๆ อึ้งๆ ก็อารมณ์ขึ้น
จินเฟยเหยาหัวเราะหึๆ ใส่เขา “ข้ากินเผ่ามนุษย์เพิ่มพลังการบำเพ็ญเพียรไม่ได้แล้ว ต้องกินตานศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นการถือว่าโลกวิญญาณเป็นทุ่งปศุสัตว์ของตนเองไม่มีความจำเป็นแล้ว ถ้าทำได้ก็นำตานศักดิ์สิทธิ์ของเจ้ามาให้ข้า เช่นนี้ยังเป็นผลดีต่อการเลื่อนขั้นของข้า เจ้าสามารถเลื่อนขั้นได้จนถึงขั้นเทพ อย่าบอกข้านะว่ากินแต่เผ่ามนุษย์เลื่อนขั้นขึ้นไป”
จูเชวี่ยมีสีหน้าเย็นชามองไปทางอินเยวี่ย “เจ้าหมายความว่าอย่างไร พวกเจ้าได้วิญญาณจริงสัตว์เทพ ไม่ใช่เผ่ามนุษย์แต่แรกแล้ว มีเพียงกลับคืนสู่เผ่ามารจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ขอเพียงมีคนรู้ฐานะ พวกเจ้าจะถูกล่าสังหาร หรือยังคิดจะให้วันเวลาเช่นนี้ดำเนินต่อไป?”
“ขอบคุณในความหวังดีของเจ้า ข้าไม่สนใจบุญคุณความแค้นระหว่างเผ่าปิศาจและเผ่ามนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเผ่าปิศาจเองก็อาศัยการสังหารสัตว์ปิศาจเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการมาเช่นกัน ถ้าไม่อยากให้คนอื่นทำ ตนเองก็อย่าทำสิ อีกทั้งเพราะเหตุใดข้าต้องช่วยเหลือเผ่าปิศาจด้วย ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่าพวกเราไม่ได้เป็นคนเลือกวิญญาณจริง” อินเยวี่ยแย้มยิ้ม กลับเผ่าปิศาจและการสู้รบอะไรนั่นล้วนเป็นเรื่องเสียเวลา สิ่งที่กระทบกับการหาศิลาวิญญาณเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายทั้งนั้น
“ความหมายของพวกเจ้าสองคนคือไม่คิดจะยืนอยู่ฝ่ายเผ่าปิศาจ ทว่าจะไปช่วยเหลือเผ่ามนุษย์กับเผ่ามาร!” จูเชวี่ยยืนขึ้นทันควัน จ้องมองพวกเขาสองคนด้วยสายตาดุร้าย
จินเฟยเหยาส่ายศีรษะ “ทำไมเจ้าถึงได้สุดโต่งขนาดนี้นะ ใครบอกว่าพวกเราไม่ช่วยเผ่าปิศาจก็จะช่วยเผ่ามนุษย์และเผ่ามาร ทั้งสามเผ่านี้เกี่ยวอะไรกับพวกเราด้วย ถ้าบอกว่าพวกเราเป็นปิศาจ แต่ร่างเดิมคือมนุษย์ ถ้าบอกว่าพวกเราเป็นมนุษย์ ก็ไม่ค่อยเหมือนกับมนุษย์ ตอนนี้ยังถูกมนุษย์ด่าว่าเป็นสัตว์ร้าย ถ้าไปเผ่าปิศาจ มิเป็นกะเทย[1]หรือ ข้าไม่ยอมไปหรอก”
นางชะงักไปนิดหนึ่งจึงเอ่ยต่อว่า “อีกอย่างไปเผ่าปิศาจก็เป็นทหารที่ถูกบีบให้ไปตายน่ะสิ ข้าไม่ได้กินมากแล้วจะช่วยพวกเขารบเสียหน่อย ก็อย่างที่สหายเซียนอินว่า ข้าไม่ได้ต้องการวิญญาณจริงพวกนี้ มันมาหาข้าเอง ข้ายังไม่ได้คิดบัญชีกับมันเลย ยังต้องให้ข้าไปแบกรับภาระแทนมันอีก มีเหตุผลที่ไหน อีกอย่างอาศัยอะไรบอกว่าวิญญาณจริงเป็นเผ่าปิศาจ สัตว์เทพ น่าจะเป็นเผ่าสัตว์ และอาจจะเป็นเผ่าเทพ ไม่มีความเกี่ยวพันกับเผ่าปิศาจเลย อย่าคิดจะหลอกพวกเราเลย”
เผ่าสัตว์? จูเชวี่ยถูกคำพูดวกวนของจินเฟยเหยาทำเอาตกตะลึง สัตว์ปิศาจ…คือเผ่าปิศาจมิใช่หรือ?
อุ๊บส์ อินเยวี่ยอดหัวเราะไม่ได้ จินเฟยเหยาผู้น่าชัง คิดไม่ถึงว่าจะพูดเหลวไหลได้ถึงขั้นนี้
“ข้าคิดว่าสหายเซียนจินพูดได้ถูกต้อง พวกเราน่าจะเป็นเผ่าสัตว์ บางทียังเป็นเผ่าเทพ สหายเซียนเจ้าถูกเผ่าปิศาจหลอกแล้ว เจ้ากลับคืนเผ่าสัตว์เสียแต่เนิ่นๆ เป็นอิสระจากเผ่าปิศาจเถอะ” อินเยวี่ยมีสีหน้าสัตย์ซื่อ เอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
“ในเมื่อไม่ยอมร่วมมือกับเผ่าปิศาจ พวกเจ้าก็นำหยวนอิงมาให้บำรุงพลังบำเพ็ญเพียรของข้าเถอะ!” จูเชวี่ยเดือดดาล รู้แล้วว่าเจรจาเรื่องนี้ไม่สำเร็จจึงคิดจะกินหยวนอิงของคนทั้งสอง โชคดีที่พลังการบำเพ็ญเพียรเลื่อนขั้นไปหน่อยแล้ว
สิ้นเสียงของเขา ร่างก็กลายเป็นจูเชวี่ยทันที กระพือปีกคราหนึ่งทะเลเพลิงทั่วท้องนภาก็พุ่งลงมา
จินเฟยเหยาในยามนี้ยังต้านทานเวทมนตร์ขั้นเทพไม่ได้ นางกระโจนขึ้นกลายร่างเป็นเทาเที่ยทันทีและคำรามใส่ทะเลเพลิง ทะเลเพลิงถูกเสียงคำรามของนางทะลวงเป็นช่องขนาดยักษ์ ส่วนเปลวเพลิงของจูเชวี่ยถูกปราณวิญญาณสีดำบนร่างของนางสกัดไว้ภายนอก
อินเยวี่ยกลับเก็บร่มสีขาวอย่างช้าๆ ปราณวิญญาณสีดำปะทุออกมาเช่นเดียวกัน ผิวหนังเริ่มมีสีดำ สูญเสียส่วนที่เป็นน้ำของร่างกาย เปลี่ยนเป็นแห้งเหี่ยว หลายอึดใจต่อมา เขาก็กลายเป็นราชันศพที่เขียวคล้ำใบหน้าชั่วร้าย
ทะเลเพลิงที่จูเชวี่ยปล่อยออกมากลายเป็นหงส์พุ่งเข้าใส่อินเยวี่ย เขายกมือ นกเพลิงพลันเปลี่ยนทิศ พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าหลบเลี่ยงจากเบื้องหน้าของเขา
เทียบกับจินเฟยเหยาที่มีร่างขนาดใหญ่และจูเชวี่ยที่ร้อนแรงดุจเปลวเพลิง อินเยวี่ยถือว่าเป็นมนุษย์ที่มีเรือนร่างสูงใหญ่ ทว่าถึงร่างเล็กกว่าอานุภาพกลับไม่เล็ก ร่างของเขาส่ายไหว ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าจูเชวี่ยและยื่นมือไปปาดต้นขาของจูเชวี่ยเบาๆ
แค่ปาดทีเดียว ขาของจูเชวี่ยพลันเป็นแถบสีดำ กลิ่นเหม็นสะอิดสะเอียนพุ่งมาปะทะหน้า
“อำมหิตนัก!” พอจินเฟยเหยาเห็น แค่ลูบทีเดียวคิดไม่ถึงว่าร่างของจูเชวี่ยที่กลายเป็นเปลวเพลิงจะถูกพิษจนเน่าเปื่อย พลันนึกถึงว่าร่างของตนเองใหญ่ขนาดนี้ ถ้าถูกฝ่ามือของอินเยวี่ยฟาดตบ คงเป็นก้อนแป้งขนาดใหญ่ที่รอให้เขานวดตามใจชอบ!
……………………………………………..
[1] คำว่ากะเทย หรือสาวประเภทสองในภาษาจีนผสมขึ้นจากคำว่ามนุษย์และปิศาจ