คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 350 ไก่ออกไข่
จินเฟยเหยาคิดว่าแบบนี้อันตรายเกินไป จึงใช้ฝ่ามือตบจูเชวี่ยคว่ำลงกับพื้น หลังจากกระทืบขาของเขาอย่างแรงทีหนึ่งก็วิ่งหนีออกมาจนถึงริมสวรรค์เจ็ดชั้นฟ้าหดร่างลงเป็นตัว วเล็กๆ มองดูพวกเขาอยู่ไกลๆ
ทั่วร่างของอินเยวี่ยส่งกลิ่นเน่าเปื่อยออกมา โรคระบาดร้ายแรงจำนวนนับไม่ถ้วนหมุนวนอยู่รอบกายเขา ปราณวิญญาณพิษด้านหลังลอยอยู่กลางอากาศ บางครั้งกลายเป็นโครงกระดูกบางครั้งกลาย ยเป็นราชันศพที่ผุพัง ส่วนพลังบำเพ็ญเพียรก็เหนือกว่าที่จินเฟยเหยาคาดคิดไว้ เนื่องจากมองพลังการบำเพ็ญเพียรของอินเยวี่ยไม่ออก จินเฟยเหยาคิดว่าน่าจะสูงกว่าตนเองนิดหน่อย ย อาจจะมีพลังบำเพ็ญเพียรขั้นแปลงจิต แต่คิดไม่ถึงว่าหลังจากแสดงความแข็งแกร่งที่แท้จริงออกมา นางจึงรู้ว่าไม่ใช่แค่ขั้นแปลงจิต ทว่ามีพลังการบำเพ็ญเพียรขั้นว่างเปล่าช่วงก กลาง
มิน่าเล่าเขาจึงปล้นทรัพย์สมบัติของคนอื่นไปทั่ว กลายเป็นว่าใช้วิธีนี้ได้ตานศักดิ์สิทธิ์มากิน ไม่เช่นนั้นอาจจะติดอยู่ที่ขั้นกำเนิดใหม่เหมือนตนเอง
ราชันพิษขั้นว่างเปล่ามีอันตรายมากเพียงใด สะบัดรังแคลงมาตามสบายก็ทำให้เกิดโรคระบาดได้
จินเฟยเหยารีบปล่อยม่านแสงหลายชั้นและโยนฟองแสงนรกออกมา กลัวว่าไอพิษเหล่านี้จะลอยมาทำให้ตนเองล้มคว่ำ
นางเพิ่งจัดแจงเสร็จสิ้นก็เห็นสิ่งของเหมือนเถ้าสีดำลอยมา จากนั้นกิ่งไม้ที่งดงามเหล่านี้ก็เปลี่ยนเป็นสีดำอ่อนยวบและนอนอยู่บนพื้นทั้งหมดทันที ภาพนี้ทำให้จิตใจจินเฟยเหยา าตึงเครียด ผิวหนังหดเกร็ง แม้แต่ขนก็สั่นสะท้าน
ไม่รู้ว่าอินเยวี่ยไม่ได้คิดจะจัดการนางหรือไม่ เถ้าสีดำเหล่านั้นจึงหยุดอยู่ห่างจากนางหนึ่งก้าว ล่องลอยอย่างสงบนิ่ง จินเฟยเหยาโล่งอก จากนั้นเงยหน้ามองคนทั้งสองที่กำลังต่ อสู้กันอยู่ทางนั้น
ร่างเดิมของจูเชวี่ยคือเผ่ามนุษย์ ทว่าถูกวิญญาณจริงของจูเชวี่ยยึดครองตั้งแต่เด็ก ตอนปรากฏตัวแต่ละครั้งล้วนใช้ร่างของจูเชวี่ย ดังนั้นผู้บำเพ็ญเซียนของโลกวิญญาณโหยวอวิ๋น นต่างนึกว่าเขาเป็นสัตว์ขั้นเทพ ทว่าที่จริงคำนวณพลังบำเพ็ญเพียรของเขาตามเผ่ามนุษย์ก็เพิ่งขั้นแปลงจิต ขณะจัดการจินเฟยเหยายังได้เปรียบเล็กน้อย ทว่าอ่อนแอเกินไปสำหรับ อินเยวี่ยที่อยู่ขั้นว่างเปล่า
แต่จินเฟยเหยาเห็นว่า ถึงอินเยวี่ยเป็นเพียงขั้นกำเนิดใหม่ เกรงว่าคนขั้นแปลงจิตก็ยังต้องหวาดกลัวเขา เจ้าหมอนี่อย่าว่าแต่กินเลย เข้าใกล้ไม่ได้เลยสักนิด ใครเข้าใกล้คน นนั้นก็ตาย ลูบนิดหน่อยก็บาดเจ็บล้มตาย น่ากลัวจริงๆ อีกทั้งกลิ่นต้องเหม็นแน่ๆ
จินเฟยเหยากินของสดไม่กินของเน่า ศพพันปีแบบอินเยวี่ย ถึงแถมศิลาวิญญาณให้นางก็ไม่อยากจะชิมสักคำ ไม่รู้เพราะเหตุใดนางจึงคิดไปถึงเรื่องกิน
ยามนี้อินเยวี่ยและจูเชวี่ยต่อสู้กันจนถึงช่วงสำคัญ หลายแห่งบนร่างของจูเชวี่ยถูกพิษศพที่ไร้ยาขจัดมีสีดำและเน่าเหม็นแล้ว เขาพลันม้วนอัคคีเมฆาขึ้น เปลือกภายนอกของอัคค คีเมฆาแตกเป็นชิ้นๆ ทันที เปลวเพลิงสีขาวด้านในพุ่งออกมา แทรกอยู่ในเปลวอัคคีสีแดงเพลิงของจูเชวี่ย หนึ่งแดงหนึ่งขาวแลดูงดงามอย่างยิ่ง
คิดไม่ถึงว่าอัคคีเมฆาจะเป็นสีขาว! จินเฟยเหยาตะลึงงัน เปลวไฟนี้งดงามจริงๆ สามารถทำให้ผืนดินเกิดใหม่ได้ สิ่งของแปลกประหลาดหายากในโลกนี้มีมากมายจริงๆ
อินเยวี่ยสะบัดผ้าโปร่งสีดำ มือขวาถือผ้าโปร่งพุ่งไปหาเปลวไฟสองสี
เปลือกนอกของเมฆาอัคคีถูกจูเชวี่ยทำแตก ถ้าไม่เก็บมันไป ตอนจูเชวี่ยตาย เมฆาอัคคีก็จะหายไปด้วย เขาถือผ้าโปร่งพุ่งเข้าไปอย่างไม่ลังเล พลังวิญญาณพิษแหวกเปลวเพลิง ชักนำให้เป ปลวเพลิงเฉียดผ่านร่างไปและใช้ผ้าโปร่งคลุมอัคคีเมฆาสีขาวที่แยกออกมาไว้ภายใน
จูเชวี่ยตกตะลึง พุ่งขึ้นสู่ท้องนภากลายเป็นพิรุณเพลิงสาดกระจายลงมา ปิศาจศพเกรงกลัวไฟ นี่เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้ดี หากมิใช่เช่นนี้ จูเชวี่ยคงไม่เห็นวิญญาณจริงสัตว์เทพสองตัวแ แต่กลับกล้าลงมือ ทว่าพลังบำเพ็ญเพียรของอินเยวี่ยสูงส่งเกินไป ใช้เปลวเพลิงกับเขาไม่ได้ผล พลังบำเพ็ญเพียรของจูเชวี่ยไม่ดีพอ ยังไม่มีกำลังจะสังหารอินเยวี่ยที่อยู่ขั้นว่างเปล ล่าได้
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ได้แต่ใช้เวทมนตร์หลบหนีไป จูเชวี่ยกัดฟัน ตัดสินใจทำเรื่องขายหน้าอย่างจนปัญญา ยังมีอัคคีเมฆาบนร่างอีกหนึ่งในสาม รีบพาพวกมันไปหาสถานที่แห่งหนึ่งปักร รากลงก็สามารถเกิดเป็นอัคคีเมฆาขนาดใหญ่ให้ตนเองฝึกบำเพ็ญได้
เขาครุ่นคิดแบบนี้ แต่เป้าหมายของอินเยวี่ยอยู่ที่อัคคีเมฆาจะปล่อยให้เขาไปได้อย่างไร เขายกมือขึ้นส่งเสียงแหบแห้ง “สรรพสิ่งแห้งเหี่ยวตาย!”
สิ้นเสียง จินเฟยเหยารู้สึกได้ว่ามีพลังวิญญาณมหาศาลลงมาจากฟ้า แทบจะทำให้คนยืนไม่ได้ สิ่งของบนสวรรค์เจ็ดชั้นฟ้าเปลี่ยนเป็นสีดำจากนั้นกลายเป็นผุยผง เมฆเทียนติ้งใต้เท้าส่ง งเสียงดังแกร่กๆ เกิดรอยแตกขึ้นนับไม่ถ้วน ทุกอย่างในรอยแตกกลายเป็นธุลีสีดำ สวรรค์เจ็ดชั้นฟ้าอันงดงามแห้งแล้ง ไม่เหลืออะไรเลยนอกจากกลิ่นอายแห่งความตาย
บนร่างของจูเชวี่ยที่เหาะอยู่กลางอากาศมีหลายแห่งเน่าเหม็น หลังจากโดนกระบวนท่าสรรพสิ่งแห้งเหี่ยวตาย ร่างก็ไม่มั่นคง ร่วงลงบนพื้น มีแต่ลมหายใจเข้าไม่มีลมหายใจออกอยู่ได้อี กไม่นาน
หลังทุกอย่างสิ้นสุดลง อินเยวี่ยยื่นมือมา ผิวหนังเริ่มชุ่มชื้นเติมเต็มขึ้นมา ส่วนที่เป็นน้ำปรากฏขึ้นอีกครั้ง หลายอึดใจถัดมาก็กลับคืนสู่สภาพก่อนหน้านี้ จากนั้นกางร่มอย่างสง่ างาม มองจินเฟยเหยาที่หลบไปไกลลิบอย่างยิ้มแย้ม “เจ้าไม่ต้องหลบไกลมากนัก รู้ว่าข้าไม่ได้โจมตีเจ้าชัดๆ ยังไม่รีบมาอีก”
จินเฟยเหยายิ้มขมขื่น “ผู้ใดจะรู้ว่ามีเชื้อโรคหรือพิษที่ไม่เชื่อฟังลอยมาหาข้าหรือไม่ ข้าไม่มีศิลาวิญญาณรักษานะ”
“ข้าเป็นแบบนี้แล้ว เจ้ายังกลัวอะไรอีก รีบมาเก็บสินสงคราม” อินเยวี่ยกวักมือเรียกนางอย่างอ่อนโยน จากนั้นนำผ้าโปร่งสีดำโยนไปบนร่างจูเชวี่ย อัคคีเมฆาสีขาวเหล่านั้นก็ถูกเ เก็บไว้ในผ้าโปร่งสีดำทั้งหมด
“ทุกอย่างถูกทำลายหมดแล้วยังมีสินสงครามอะไรอีก อย่างมากที่สุดก็นำพิษและเชื้อโรคกลับไป” จินเฟยเหยาเบ้ปาก สวรรค์เจ็ดชั้นฟ้าไม่เหลืออะไรแล้ว ขนาดขนปีกที่รองไข่นกยัง ถูกเผาจนเกลี้ยง
สายตาของจินเฟยเหยามองจูเชวี่ยที่นอนอยู่บนพื้นดินแตกระแหง เขายังไม่คืนร่างมนุษย์ บนร่างมีแต่ปื้นสีดำเต็มไปหมด พวกนี้ล้วนเป็นตำแหน่งที่ถูกอินเยวี่ยลูบทั้งนั้น จินเฟย ยเหยาอดคิดไม่ได้ ถ้าอินเยวี่ยมีภรรยาแล้วใช้มือลูบคลำหน้าอกของภรรยา ซาลาเปาสีขาวจะเปลี่ยนเป็นซาลาเปาหน้างาดำหรือไม่?
จูเชวี่ยนอนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน มองด้วยตาเปล่าดูเหมือนตายไปแล้ว แต่ไม่ต้องใช้การรับรู้กวาดดู แค่ดูขนปีกที่ยังเผาไหม้ ก็รู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะตายเ เมื่อใด
ขนปีก! จินเฟยเหยานึกขึ้นได้ หิ้วพั่งจื่อออกมาโยนไปนอกม่านแสง ให้มันลองดูว่าพิษกระจายหรือไม่ พั่งจื่อกำหมัดดังกร๊อบๆ ด่าทออย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟันหลายประโยค เห็นท่าทางดุ ร้ายของมันแสดงว่าข้างนอกไม่มีพิษแล้ว
ดังนั้นจินเฟยเหยาจึงเก็บม่านแสง พุ่งตัวไปข้างจูเชวี่ยอย่างรวดเร็ว จากนั้นใช้พลังวิญญาณห่อหุ้มสองมือ ยื่นมือไปเริ่มดึงขนนกในเปลวเพลิง
ขนของจูเชวี่ยถูกดึงลงมา เปลวเพลิงที่เผาไหม้บนนั้นก็ดับ นางดึงขนที่ไม่เปื้อนพิษลงมา ถ้าเป็นไก่ตัวหนึ่งตอนนี้คงอัปลักษณ์สุดขีด แต่นี่คือจูเชวี่ย แม้แต่บนผิวหนังก็เป ป็นเปลวเพลิง ดังนั้นจึงดูไม่ออกว่าน่าเกลียดเพียงใด เพียงแต่เปลวเพลิงบนร่างของเขายิ่งจางลงทุกที ท่าทางจะถูกพิษตาย
จินเฟยเหยาหอบขนจูเชวี่ยกำใหญ่ เอ่ยอย่างยิ้มแย้ม “ดียิ่งนัก ขนพวกนี้เพียงพอให้ข้าหลอมสร้างชุดอาคมชั้นบนสองชุด”
“ก็น่าจะเปลี่ยนสักหน่อย เจ้าสวมจนเก่ามาก” อินเยวี่ยพยักหน้าเอ่ยยิ้มๆ ชุดที่จินเฟยเหยาสวมยังเป็นชุดระดับอาวุธเวท ไม่มีประโยชน์เลยสักนิดเมื่อเจอบุคคลที่ร้ายกาจ เพราะเห หตุนี้ คนดูจากภายนอกจึงนึกว่านางเป็นผู้บำเพ็ญเซียนสตรียากจนขั้นสร้างฐาน
“เจ้านำอัคคีเมฆาไป อีกทั้งพลังบำเพ็ญเพียรยังเป็นขั้นว่างเปล่า ตานสัตว์ปิศาจจูเชวี่ยตัวนี้ก็ให้ข้าเถอะ ถึงอย่างไรเจ้ากินแล้วก็ไม่มีประโยชน์มากนัก” จินเฟยเหยาเอ่ยอย่างได ด้คืบจะเอาศอก
ส่วนอินเยวี่ยขมวดคิ้วลำบากใจ ยื่นมือมาเริ่มคิดคำนวณ
จินเฟยเหยารีบตะโกนว่า “ไม่ต้องคิดแล้ว วิธีคำนวณไข่นกกลายเป็นไก่ จากนั้นไก่ออกไข่ ไข่เกิดเป็นไก่ของเจ้า คิดอย่างไรก็เป็นเงินก้อนมหาศาล”
เห็นอินเยวี่ยคิดคำนวณ นางก็ตกใจ ครั้งที่แล้วจินเฟยเหยากินอาหารเร็วเกินไป กินผลหยางหยวนที่ได้จากอินเยวี่ยหมดทั้งแกนทั้งเนื้อ เดิมทีคิดจะคืนแกนให้เขา แต่เนื่องจาก กกลืนเร็วเกินไปจึงถูกจินเฟยเหยากินลงไปด้วย เพื่อแกนผลหยางหยวนเม็ดนี้ อินเยวี่ยบ่นอยู่ข้างหูนางอย่างอ่อนโยนอยู่สิบกว่าวัน
วนเวียนอยู่ประมาณนี้ แกนปลูกลงไปแล้วเติบโตกลายเป็นต้นไม้ ต้นไม้เติบโตแล้วให้ผลหยวนหยางหลายสิบผล จากนั้นแกนผลหยวนหยางหลายสิบผลนี้ก็เติบโตกลายเป็นต้นไม้อีก สุดท้ายกล ลายเป็นผลไม้นับพันนับหมื่นผล จากนั้นก็เป็นต้นไม้…
บ่นแล้วบ่นอีกอยู่นานมาก แทบบีบให้จินเฟยเหยาบอกว่าจะชดใช้เขา โชคดีที่นางยั้งปากตนเองไว้ได้ทันเวลา ไม่เช่นนั้นคงชดใช้ไม่ไหว ขายตัวเป็นทาสกี่ชาติก็ใช้หนี้ค่าแกนผล ลไม้อันเดียวไม่หมด
“ไม่ต้องคิดคำนวณแล้ว เจ้าก็ถือว่าเป็นน้ำใจแล้วกัน ถ้าอย่างไรก็ทำเหมือนเดิม ข้ากินเนื้อ เจ้านำแกนไป ข้ากินตานศักดิ์สิทธิ์ เหลือแกนไว้ให้เจ้า เจ้าไปปลูกจูเชวี่ยน้อยๆ เหล่า านั้นออกมา” จินเฟยเหยาส่ายศีรษะเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
อินเยวี่ยมองนางอย่างขบขัน “ตานศักดิ์สิทธิ์มีแกนด้วยหรือ?”
“น่าจะมีนะ…” จินเฟยเหยาลูบศีรษะมองไปทางอื่น “ข้าไม่เคยกินตานศักดิ์สิทธิ์ที่กลมเหมือนผลไม้มาก่อน น่าจะมีแกนนะ”
คนทั้งสองพูดคุยกัน จูเชวี่ยบนพื้นยังมีลมหายใจอยู่ พวกเขากำลังหารือกันว่าจะแบ่งสิ่งของอย่างไร ด้วยนิสัยของจินเฟยเหยา ปกติต้องแน่ใจว่าอีกฝ่ายตายแล้ว ทว่าจูเชวี่ยถูกพิ ษของอินเยวี่ยนจนล้มคว่ำ นางตัดใจใช้ทงเทียนหรูอี้แทงเขาไม่ได้ ขนนกที่ดึงออกมาล้วนใช้ยันต์ติดไว้ กลัวว่าบนนั้นจะมีพิษติดอยู่ ถ้าแทงเข้าไป ผู้ใดจะรู้ว่าทงเทียนหรูอี จะถูกโลหิตพิษกัดกร่อนหรือไม่
ที่จริงจูเชวี่ยก็ไม่ต่างจากตายไปแล้ว ท่าทางอีกไม่กี่อึดใจลมหายใจคงขาดห้วง
ขณะที่คนทั้งสองกำลังวางแผนจัดการกับตานศักดิ์สิทธิ์ของตนเอง จูเชวี่ยบนพื้นพลันมีแสงเพลิงพวยพุ่ง ไข่ขนาดเท่ากำปั้นถูกพ่นออกมาจากในเปลวเพลิง พริบตาก็หายไปกลางอากาศ ส่วนซา ากศพจูเชวี่ยบนพื้นเปลวเพลิงดับหมดทันที ไอพิษติดเต็มทั่วร่าง กลายเป็นไก่กระดูกดำขนาดใหญ่ที่ถูกถอนขน
“อา!” จินเฟยเหยามีโทสะจนร้องอุทาน ถึงแม้จะไม่เข้าใจว่าจูเชวี่ยใช้เวทหลบหนีอะไร แต่คนโง่งมก็ยังดูออกว่าเขาหนีไปแล้ว
นางถลึงตาใส่อินเยวี่ยทันที “เหตุใดเจ้าไม่แทงเขาเพิ่มอีกสักดาบให้ตาย เห็นหรือไม่ว่าตอนนี้เขาหนีไปแล้ว”
อินเยวี่ยมีสีหน้าใสซื่อ “ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะใช้เวทหงสาอาบเปลวเพลิง จูเชวี่ยไม่ใช่หงสาชัดๆ เขาเปลี่ยนเป็นไข่ใบหนึ่งหนีไป อย่างน้อยที่สุดพลังบำเพ็ญเพียรต้องลดลงหนึ งขั้น ทั้งยังต้องเติบโตใหม่อีกครั้ง อย่างน้อยที่สุดต้องมีพลังบำเพ็ญเพียรขั้นกำเนิดใหม่ไปสองร้อยปี คิดจะฟื้นฟูเป็นขั้นแปลงจิตยังต้องหาอัคคีเมฆาชิ้นใหม่”
“ที่ข้าพูดไม่ใช่เรื่องนี้ ข้าหมายถึงตานศักดิ์สิทธิ์ของข้า!” จินเฟยเหยาตะโกนอย่างมีโทสะแทบแย่ เป็ดที่สุกแล้วถึงกับบินหนีไป ต้องโทษเจ้าหมอนี่ที่ทำอะไรไม่เรียบร้อย