คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 356 เปลี่ยนนิสัย
จินเฟยเหยารีบเก็บสีหน้าตกตะลึง หลังจากปรับสีหน้าแล้วก็เอ่ยเรียบๆ “ข้ามีเรื่องสำคัญมาหานายน้อยของพวกเจ้า รีบเรียกเขามาพบข้า พวกเจ้ามีนกปีกสวรรค์มิใช่หรือ รีบใช้สิ่งนี้ แจ้งเขา”
พอผู้ดูแลได้ยิน ขนาดนกปีกสวรรค์ยังรู้จักต้องเป็นคนคุ้นเคยแน่ จึงรีบเอ่ยว่า “ผู้อาวุโส นกปีกสวรรค์เลี้ยงไว้ให้นายน้อยเล่น ไม่ใช่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับพวกเรา อีกทั้งร่องร รอยของนายน้อยก็ไม่แน่นอน มีเพียงเขาติดต่อพวกเรา พวกเราติดต่อเขาไม่ได้”
“จะทำอย่างไรดี ข้ามีเรื่องสำคัญมาหาเขา” จินเฟยเหยาขมวดคิ้ว เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้นะ ไม่รู้ว่าเจ้าหมอนี่แล่นไปแอบดูผู้อื่นที่ใด
“ผู้อาวุโสไม่ต้องร้อนใจ พวกเรามีสัญญาณลับที่สามารถลงในซื่อเต้าจิงได้ นายน้อยเห็นทุกครั้ง ขอเพียงเห็นก็จะกลับมา เพียงแต่ผู้อาวุโสต้องรอสักหลายวัน” ผู้ดูแลเสนอวิธีแก้ปัญ ญหาและรอความเห็นจินเฟยเหยา
คิดไม่ถึงว่าต้องรอ ตอนนี้มีเวลาไม่มากนักดังนั้นนางจึงถามเขาว่า “ต้องรอนานเพียงใด?”
ผู้ดูแลตอบอย่างไม่ลังเลเลยสักนิด “อีกห้าวันซื่อเต้าจิงจะออกฉบับต่อไป วันนั้นก็สามารถส่งไปยังแต่ละท้องที่ได้ เพียงแต่ไม่รู้ว่านายน้อยจะได้อ่านเมื่อไร ถ้าอยู่ใกล้ๆ เขาจ จะส่งข่าวกลับมาก่อน ถ้าอยู่ไกลไม่แน่ว่าต้องใช้เวลาหลายวัน”
“ยุ่งยากจริงๆ” จินเฟยเหยาคำนวณเวลา ไปโลกวิญญาณเหอเซี่ยใช้เวลาครึ่งปี ถึงเรือวิญญาณของพวกเขาแล่นได้เร็ว ใช้เวลาหนึ่งเดือนน่าจะพอ
ดังนั้นจินเฟยเหยาพยักหน้ารับ “รวมทั้งหมดข้ารอได้หนึ่งเดือน เจ้ารีบส่งข่าวออกไป”
“ขอเรียนถามแซ่อันสูงส่งของผู้อาวุโส ถ้าบนนั้นใส่ชื่อของผู้อาวุโสด้วย คาดว่านายน้อยจะกลับมาเร็วกว่า” ผู้ดูแลสอบถาม
“ข้าชื่อจินเฟยเหยา เจ้าเขียนลงไปด้วยว่าข้ามีเรื่องสำคัญมาก” จินเฟยเหยาเอ่ยอย่างคล่องปาก ผู้ดูแลกำลังเตรียมจะจากไปก็ถูกนางตะโกนเรียกให้หยุด “รอเดี๋ยว เจ้าใส่เพิ่มลงไปอีก กประโยค ถ้ายังขายข้าอีก ข้าจะรื้อรังเก่าของเจ้า”
“หา?” พอผู้ดูแลได้ยิน กลายเป็นว่ามารื้อเวที[1]
ถึงอย่างไรนี่คือเรื่องที่นายน้อยก่อขึ้น ผู้ดูแลแจ้งร้านในโลกวิญญาณแต่ละแห่งอย่างละเอียดให้เขียนสัญญาณลับนี้ในสถานที่สะดุดตาที่สุด จินเฟยเหยาเห็นสัญญาณลับที่เขียนแล้ว ว มองดูคำพูดงุนงงนั่น นางรู้สึกว่าสัญญาณลับของซื่อเต้าจิงสนุกสนานเกินไปจริงๆ
เห็นผู้ดูแลเขียนบนกระดาษและยื่นส่งให้ ‘พี่ใหญ่ บัวลอยสุราขาวที่บรรจุในชามทองมีงา ต้องฉวยโอกาสกินตอนร้อนๆ และล้างชามด้วย’
“นี่คืออะไร!” จินเฟยเหยานอกจากอ่านอักษรทอง[2]เข้าใจ ก็ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่ตนเองพูด
ผู้ดูแลชี้อักษรพลางอธิบาย “พี่ใหญ่คือนายน้อยของพวกเรา ส่วนชามทองคือผู้อาวุโส บัวลอยสุราขาวคือโลกวิญญาณซิงหลัว งาย่อมเป็นผู้อาวุโสกำลังรอเขาอยู่ที่นี่ รีบกินร้อนๆ คือ ให้เขารีบกลับมา ส่วนล้างชามคือ…ถ้าไม่กลับมาจะรื้อบ้าน”
จินเฟยเหยาเงยหน้ามองเขา “สัญญาณลับของพวกเจ้าล้วนตายตัว อ่านแล้วเหมือนไม่มีปัญหาเลยสักนิด คงไม่ได้หลอกข้านะ”
“จะหลอกท่านได้อย่างไร อีกทั้งผู้อาวุโสยังมีความสัมพันธ์อันดีกับนายน้อย ไม่ว่าส่งข่าวสารออกไปอย่างไรก็ไม่เป็นผลร้ายกับผู้อาวุโส อีกอย่างหนึ่งสัญญาณลับไม่ได้ตายตัว แต่ละครั งพวกเราแต่งขึ้นเอง ถึงอย่างไรนายน้อยเป็นคนฉลาด พอเห็นก็รู้แล้วว่าเป็นเรื่องอะไร” ผู้ดูแลเอ่ยด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
“อะไรนะ! เจ้าแต่งสัญญาณลับขึ้นเอง ปู้จื้อโหยวไม่รู้ว่าสัญญาณลับที่พวกเจ้าใช้หมายความว่าอย่างไร!” จินเฟยเหยามองผู้ดูแลเบื้องหน้าอย่างตกตะลึง คนพวกนี้ทำสัญญาณลับที่ตายตัว วออกมาไม่ได้หรือ คิดไม่ถึงว่าจะแต่งขึ้นสดๆ
เห็นท่าทางตกตะลึงของนาง ผู้ดูแลกลับยิ้มอย่างกระหยิ่มใจ “ผู้อาวุโสไม่รู้อะไร นายน้อยไม่เคยเดาเนื้อหาผิดเลย ทุกครั้งล้วนเดาได้แปดเก้าส่วนจากสิบส่วน สัญญาณลับที่ตายตัวย ยังอาจรั่วไหลออกไปได้ แต่สัญญาณลับที่แต่งขึ้นสดๆ แบบนี้จะไม่เกิดการรั่วไหลเด็ดขาด คิดไปใช้ไปสะดวกอย่างยิ่ง หลักๆ คือนายน้อยของพวกเราเฉลียวฉลาดเป็นที่สุด ผู้อื่นล้วนไม่กล้ าใช้วิธีนี้”
“รีบไปทำเถอะ” เห็นเขาชมเชยปู้จื้อโหยวด้วยสีหน้าภาคภูมิ มีสีหน้าราวกับปู้จื้อโหยวเป็นบุตรชายที่เอาการเอางาน จินเฟยเหยาจึงรีบโบกไม้โบกมือไล่เขาไป
ผู้ดูแลรีบไปทำงาน หลักๆ คือจินเฟยเหยารอคอยปู้จื้อโหยวและไม่มีสถานที่ไปจึงอาศัยอยู่ในซื่อเต้าจิง ไม่มีอะไรทำก็กินขนมที่ผู้ดูแลนำมารับรองและพลิกดูซื่อเต้าจิงเล่มเก่าๆ ๆ ฆ่าเวลา
อยู่มาหลายวัน นางพบว่าการรับรองของที่นี่ไม่เลวจริงๆ โดยเฉพาะผลไม้เชื่อมหลายชนิด สีสันสวยงามรสชาติก็อร่อย หลังสอบถามจึงรู้ว่านี่เป็นผลไม้เชื่อมที่ขนส่งมาจากโลกวิญญาณเ เหอเซี่ย ราคาถูกคุณภาพดี ได้รับความนิยมอย่างยิ่ง
หลังซื่อเต้าจิงออกมาจากโลกวิญญาณเป่ยเฉินที่ปิดผนึก ก็เริ่มขยายไปยังโลกวิญญาณโดยรอบอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ที่กำลังเจรจาอยู่คือโลกวิญญาณเหอเซี่ย เนื่องจากเรื่องประเภทขุดคุ้ ยเรื่องลับๆ ของคนและเปิดเผยเรื่องฉาวโฉ่ของผู้อื่นทำให้คนชิงชัง ทุกครั้งที่ขยายไปยังสถานที่ใหม่จะต้องเจรจากับบรรดาผู้บำเพ็ญเซียนระดับสูงของโลกวิญญาณนั้นก่อน ไม่เช่นนั้น นวันหนึ่งจะถูกคนทำลายร้านและขับไล่ออกมา
ตอนนี้พวกเขากำลังติดต่อกับโลกวิญญาณเหอเซี่ย คิดจะไปเปิดร้าน เพียงแต่การเจรจากับทางนั้นไม่ค่อยราบรื่น เนื่องจากเรื่องนี้ ผู้ดูแลจึงรู้จักโลกวิญญาณเหอเซี่ยค่อนข้างดี ตอน ไม่ทำงานก็จะพูดคุยกับจินเฟยเหยา เล่าเรื่องของโลกวิญญาณเหอเซี่ยที่ได้ยินมาให้ฟัง
รู้เขารู้เราจึงสามารถปล้นชิงได้ดียิ่งขึ้น จินเฟยเหยารับฟังอย่างตั้งใจ ฟังคำแนะนำของผู้ดูแลจึงรู้ว่า โลกวิญญาณเหอเซี่ยกว้างใหญ่และมีทรัพยากรมหาศาลจริงๆ คนเยอะศิลาวิญญาณมา ากทั้งยังใจกว้าง เป็นอันดับหนึ่งในโลกวิญญาณหลายเรื่อง แน่นอนว่าเพียงแค่ในโลกวิญญาณสิบสองแห่ง สถานที่อื่นยังไม่ได้ออกไป
เพียงสินค้าที่พวกเขาขนออกมาจากที่นั่น ตั้งแต่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญเซียนใช้จนถึงคนทำธรรมดาใช้ ทุกอย่างทั้งราคาถูกทั้งคุณภาพดี และปฏิบัติกับคนของโลกวิญญาณอื่นๆ ดีเป็นพิเศษ ทุกอย่างล้วนได้ก่อน ทั้งยังใช้กองทัพสยบแต่ละเผ่าให้รวมเป็นหนึ่ง ไม่เพียงไม่สะกดข่มเผ่ามารยังแบ่งดินแดนให้พวกเขาไปอยู่เองเดี่ยวๆ ปกติยังส่งของดีๆ มากมายไปกระชับความสัมพ พันธ์
ยิ่งได้ฟังจินเฟยเหยาก็ยิ่งหวั่นไหว พื้นที่กว้างใหญ่มีทรัพยากรมากมาย อีกทั้งตนเองยังถือเป็นคนโลกอื่น ไปแล้วไม่รู้จะอยู่ดีเพียงใด พั่งจื่อเองก็ฟังอย่างตั้งใจ ครุ่นคิดว่า ถ้าไปโลกวิญญาณเหอเซี่ยจะไปดูสัตว์อู๋ซวงก่อน ได้ยินว่าสัตว์ปิศาจชนิดนี้หน้าตาน่ารักอย่างยิ่ง ตัวอ้วนกลมสีขาวมีลายสีดำ ถึงจะทำอะไรไม่ได้ก็เพียงพอจะทำให้คนหลงใหลได้
ผู้ดูแลเป็นคนมีอารมณ์ขันจริงๆ นี่คือประสบการณ์ที่จินเฟยเหยาเรียนรู้ในหนึ่งเดือนนี้ ทว่าต่อให้ผู้ดูแลมีอารมณ์ขันเพียงใดและเรื่องของโลกวิญญาณเหอเซี่ยน่าฟังเพียงไหน นาง ก็รอคอยจนรำคาญแล้ว
“ไม่รอล่ะ ข้าต้องไปก่อน ถ้าเขากลับมาก็บอกให้เขาไปหาข้าที่โลกวิญญาณเหอเซี่ย ข้ามีเรื่องสำคัญต้องไปทำจริงๆ” จินเฟยเหยายืนขึ้นอย่างไม่พอใจ สะบัดแขน นั่งนานเกินไปจนแข ข็งทื่ออยู่บ้าง
สิ้นเสียง ประตูก็ส่งเสียงดังปัง ปู้จื้อโหยวพุ่งเข้ามาแบบหอบแฮ่กๆ
“ทำไมน่ะ ด้านหลังมีคนตามสังหารเจ้าหรือ?” จินเฟยเหยาตะลึงงัน เอ่ยหยอกล้อ
ปู้จื้อโหยวโบกไม้โบกมือ หลังจากนั่งลงจึงเอ่ยอย่างช้าๆ “เจ้าให้ข้ารีบกลับมามิใช่หรือ ระหว่างทางจึงใช้เวทหลบหนีนานาชนิดออกมา”
“หลอกลวงให้น้อยๆ หน่อย ด้านหลังยังมีโลหิตไหลอยู่เลย” จินเฟยเหยาเบ้ปากแล้วชี้
“อ๋า ถูกเจ้าพบเห็นแล้ว” ปู้จื้อโหยวหลอกลวงจินเฟยเหยาไม่ได้ ดูเหมือนจะผิดหวังอย่างยิ่ง ผู้ดูแลเห็นนายน้อยได้รับบาดเจ็บ ก็รีบวิ่งไปเอายาที่ห้องโถงด้านหลังอย่างแตกตื่นลนลา าน เห็นได้ว่าจงรักภักดีเป็นพิเศษ
จินเฟยเหยาเบือนหน้ามามอง บาดแผลไม่สาหัสนักราวกับถูกอะไรบางอย่างจิ้ม ดังนั้นจึงยิ้มแย้มเอ่ยว่า “ผู้ดูแลร้านเจ้ากระตือรือร้นจริงๆ บาดแผลแบบนี้ไม่เป็นอะไรเสียหน่อย ดูเขารีบร้อ อนเข้าสิ ไปดูใครอาบน้ำมาใช่หรือไม่ ดังนั้นจึงถูกคนทุบตีจนกลายเป็นแบบนี้”
ปู้จื้อโหยวถลึงตาใส่นางอย่างไม่สบอารมณ์ “เพราะเจ้านั่นแหละ ถ้าหากมิใช่เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่ ข้าคงนอนหลับอยู่ในมุกเทียนจี้หนึ่งปีครึ่งแล้ว จะถูกคนแทงหนึ่งกระบี่บนแผ่นหลัง งได้อย่างไร”
“เรื่องนี้เจ้าสู้ข้าไม่ได้ มีอันตรายก็เข้าไปในมุกเทียนจี้ ดูข้าสิ ไม่ว่าก่อเรื่องใหญ่โตเพียงใด ข้าก็กัดฟันต้านรับไว้ ไม่ซ่อนตัวเลย ฝีมือหลบหนีสูงส่งอย่างยิ่ง ถ้าเปลี่ยนเป็ นข้าคงไม่ถูกแทง” จินเฟยเหยาหัวเราะอย่างภาคภูมิ จากนั้นหัวเราะคิกคัก “ไปแอบดูคนอาบน้ำมาใช่หรือไม่?”
“เปล่านะ” ปู้จื้อโหยวกลอกตาใส่นางอีกหนึ่งทีแล้วเอ่ยอย่างเดือดดาล “เจ้าอย่าใส่ร้ายข้าสิ คนอย่างข้าจะไปดูเรื่องพรรค์นั้นได้อย่างไร ข้าแค่ไปชนคนที่กำลังบำเพ็ญคู่อยู่ โดยบังเอิญ”
“เป็นไปได้อย่างไร แค่การบำเพ็ญคู่ถูกคนอื่นเห็นเข้า จำเป็นต้องพัวพันทุบตีเจ้าให้ถึงตายด้วยหรือ” จินเฟยเหยาไม่เชื่อ เจ้าหมอนี่ต้องเห็นเรื่องที่ไม่สมควรเห็นเสียแปดส่วน
ปู้จื้อโหยวพลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาสบาย “บำเพ็ญคู่ธรรมดาจริงๆ เพียงแต่เป็นศิษย์ของสำนักใหญ่กับอาจารย์หญิงของเขา ดังนั้นจึงไม่อยากถูกคนพบเห็น”
“ว้าว น่าสนุกจริงๆ เรื่องแบบนี้เจ้าก็เห็นด้วย” จินเฟยเหยาทอดถอนใจชีวิตของเจ้าหมอนี่สนุกสนานจริงๆ ได้เห็นเรื่องแบบนี้แล้วถูกแทงทีเดียวก็ถือว่าเขาได้เปรียบแล้ว เวลานี้ผู ดูแลนำยาออกมารีบช่วยทำแผลให้ปู้จื้อโหยว
มีคนประจบประแจงก็ดี จินเฟยเหยาหรี่ตามองเขา ถ้านางได้บาดแผลเล็กๆ แบบนี้ ไม่ต้องพันแผลเลย แค่ใช้ผงยาโรยลงไปก็พอ ไหนเลยจะเหมือนอย่างเขาที่ถูกพันแผลอย่างเอาใจใส่ราวกั บคุณหนูผู้บอบบาง
“เจ้ารีบร้อนตามหาข้าด้วยเรื่องใด?” ปู้จื้อโหยวเอ่ยถาม ในใจกำลังคิดว่ายายนี่หายสาบสูญไปหลายปีหลายสิบปี ปกติไม่มีการติดต่อเลย ตอนเกิดเรื่องจึงโผล่ออกมา
“มีเรื่องดี” จินเฟยเหยาเอ่ยอย่างยิ้มแย้ม หยิบกระจกสภาพโลกวิญญาณออกมายื่นส่งถึงมือเขา “เจ้าดูสิ นี่คือแผนที่ของโลกวิญญาณทั้งหมด มีสิ่งนี้ก็สามารถไปโลกวิญญาณภายนอกได้”
ปู้จื้อโหยวถ่ายเทพลังวิญญาณเข้าไป กระจกสภาพโลกวิญญาณแสดงแผนที่บนนั้นออกมา เขามองดูแผนที่บนนั้นอย่างละเอียดและตกตะลึงเงียบๆ หลายปีมานี้ คนของโลกวิญญาณที่นี่ล้วนอยาก จะออกไป รู้อย่างชัดเจนว่าภายนอกยังมีโลกอื่นๆ อีก แต่กลับไม่รู้กระทั่งทิศทาง ตอนนี้แผนที่อยู่ในมือของตนเอง แผนที่ฉบับนี้ไม่เพียงมีทิศทางแม้แต่เส้นทางและวงเวทส่งตัวก็อ อยู่บนนั้น
ทันใดนั้น เขาก็เงยหน้าขึ้นมองจินเฟยเหยา “วงเวทส่งตัวจากโลกวิญญาณเป่ยเฉินมาที่นี่ คงไม่ใช่วงเวทส่งตัวอันแรกสุดที่เจ้าค้นพบหรอกนะ”
จินเฟยเหยาพยักหน้า “ข้าพบเอง ตอนแรกคิดจะผนึกมันไว้ ต่อมารู้สึกว่ายุ่งยากจึงคร้านจะทำ แต่คิดๆ ดู ตอนนั้นข้าน่าจะเฝ้าเก็บค่าผ่านทางนะ ข้าได้ยินว่าค่าส่งตัวในแต่ละปี ทำให้พวกเขาได้ศิลาวิญญาณมหาศาล”
“เจ้าคิดจะให้ข้าทำอะไร?” เวลานี้ปู้จื้อโหยวเข้าใจแล้ว สิ่งอยู่ในมือเขาคือสิ่งของอันยอดเยี่ยม เป็นสิ่งที่มีมูลค่ามหาศาล ด้วยนิสัยของจินเฟยเหยาต้องเป็นสิงโตอ้าปากกว้าง งเรียกราคาสูงลิบแน่
จินเฟยเหยาเอ่ยว่า “เดิมทีข้าคิดจะให้เจ้ามอบให้ซื่อเต้าจิง แต่ตอนนี้เจ้าคือนายน้อยคงไม่ต้องลำบากขนาดนั้นแล้ว เจ้าพิมพ์มันลงไปบนซื่อเต้าจิงโดยตรงเถอะ”
“อะไรนะ!” ปู้จื้อโหยวมองนางอย่างตกตะลึงพรึงเพริด สงสัยทันทีว่านางถูกใครบางคนชิงร่างใช่หรือไม่ เหตุใดจึงเปลี่ยนนิสัยแล้ว
………………………………………………
[1] รื้อเวที หมายถึง เลื่อยขาเก้าอี้
[2] ทอง คือ คำว่า จิน ในชื่อจินเฟยเหยา