คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 358 เป็นสถานที่ทึ่ดีจริงๆ
ปู้จื้อโหยวฉุดลากจินเฟยหยามาข้างเมืองหลินไห่ ที่นี่คือเมืองขนส่งทางทะเลอันยุ่งวุ่นวาย แต่ละวันมีรถขนส่งสินค้าจำนวนมากขับเข้าเมืองแห่งนี้ หยุดค้าขายที่นี่หลายวันก็ขน นสินค้าขึ้นเรือวิญญาณบรรทุกไปยังโลกวิญญาณอื่น
สิ่งที่ทำให้จินเฟยเหยาประหลาดใจคือรถวิญญาณที่ใช้ศิลาวิญญาณขับเคลื่อน ถึงจะสามารถพบเห็นรถแบบนี้ได้ในโลกวิญญาณซิงหลัว แต่รถวิญญาณความจุเยอะจำนวนมากมายกลับมีเพียงที่นี่
รถวิญญาณเหล่านี้ทำลักษณะเหมือนเรือ เพียงแค่เพิ่มวงล้อหลายอันที่หลอมสร้างขึ้นจากไม้วิญญาณหรือเหล็กนานาชนิดหลายอันเพื่อให้สะดวกในการแล่นบนถนน รถวิญญาณที่มีความจุมาก กเหล่านี้ล้วนใช้สำหรับบรรทุกสินค้า ส่วนรถที่คนนั่งโดยสารส่วนมากกลับมีสัตว์ภูติลาก
“ผู้ซื้อสำนักฟ้าไปเมื่อสามวันก่อน สิ่งที่พวกเขาใช้คือรถวิญญาณระดับสำนักฟ้า ถ้าพวกเราไล่ตามไปทางเดียวกันต้องไล่ตามไม่ทันแน่ ข้าเคยมาหลายครั้ง รู้จักวิธีหนึ่งที่ทั้งรวดเร็ว ทั้งปลอดภัย ทั้งยังสามารถไปถึงเซิ่งหลิงซื่อตี้ก่อน” ปู้จื้อโหยวเคยมาที่นี่หลายครั้ง ดีกว่าจินเฟยเหยาที่ไม่รู้จักทางเลยสักนิด ดังนั้นจึงคิดถึงสิ่งที่สะดวกสบายอย่างยิ่งซึ งเคยนั่งก่อนหน้านี้หลายครั้ง
“มีของดีแบบนี้ด้วย? พวกเรารีบไปเถอะ” พอจินเฟยเหยาได้ฟังก็ไม่สนใจจะโต้เถียงกับเขา ตอนนี้ขาดเพียงหนังสุกรผีเสื้อหยก ขอเพียงสามารถชิงมาไว้ในมือได้ต่อไปหวาหวั่นซีจะได้ไ ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องร่างกายเสียหายอีก
ปู้จื้อโหยวนำนางมาถึงหน้าพื้นที่ว่างขนาดใหญ่อย่างชำนาญทาง บนพื้นที่ว่างมีรถวิญญาณหนึ่งคัน รถวิญญาณคันนี้ประกอบขึ้นจากรถวิญญาณยี่สิบคัน อย่างน้อยที่สุดบรรทุกคนได้คร รั้งละเกือบพัน เวลานี้มีคนธรรมดาจำนวนมากกำลังต่อแถวขึ้นรถวิญญาณตามลำดับ
“นี่คืออะไร!” จินเฟยเหยาตกตะลึงอยู่บ้าง รถวิญญาณยาวขนาดนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยแข็งแรง อีกทั้งเหตุใดผู้โดยสารเกินกว่าครึ่งจึงเป็นคนธรรมดา
“โลกวิญญาณเหอเซี่ยสร้างรถวิญญาณให้พวกเขานั่งเป็นพิเศษเพื่อความสะดวกสบายของคนธรรมดา เพียงจ่ายศิลาวิญญาณเล็กน้อยก็สามารถไปยังสถานที่อื่นๆ ได้อย่างรวดเร็ว” ปู้จื้อโหยวอธ ธิบาย
จินเฟยเหยามองรถยาวคันนี้อย่างหมดวาจา “มิใช่ไม่มีเรือเหาะที่สามารถนั่งได้หลายร้อยหลายพันคนเสียหน่อย เรือเหาะแลดูปลอดภัยกว่าเจ้านี่มากนัก”
“สิ่งที่เรือเหาะใช้คือศิลาวิญญาณมากมาย อย่างน้อยที่สุดเรือเหาะออกเดินทางครั้งหนึ่งต้องใช้ศิลาวิญญาณชั้นล่างนับหมื่นก้อน ถ้าเก็บแพงคนธรรมดาคงนั่งไม่ไหว รถวิญญาณชนิดนี้คั นหนึ่งใช้ศิลาวิญญาณชั้นล่างเพียงสิบก้อน ยี่สิบคันใช้ศิลาวิญญาณเพียงสองร้อยก้อน เก็บคนละห้าหกศิลาวิญญาณ ไม่รู้ได้กำไรตั้งกี่เท่า” เผชิญหน้ากับจินเฟยเหยาที่คิดคำนวณ ได้ไม่ถ้วน ปู้จื้อโหยวจึงคำนวณให้นางดู
พอคำนวณแบบนี้จินเฟยเหยาก็เข้าใจ อีกทั้งได้ยินปู้จื้อโหยวบอกว่าเจ้าสิ่งนี้แล่นได้รวดเร็ว เห็นว่าไวกว่าความเร็วของเรือเหาะอีก สามารถไล่ตามของวิเศษเหาะเหินระดับบนเหล ล่านั้นได้ทัน เป็นสิ่งหนึ่งที่โลกวิญญาณเหอเซี่ยภาคภูมิใจยิ่ง
ขนาดรถวิญญาณที่ให้คนธรรมดานั่งยังรวดเร็วขนาดนี้ ของวิเศษเหาะเหินที่ผู้บำเพ็ญเซียนเหล่านั้นใช้สอยมิเร็วยิ่งกว่าหรือ นางอดทอดถอนใจไม่ได้ ยิ่งรู้สึกดีกับโลกวิญญาณเหอเ เซี่ย
เนื่องจากพวกเขาสองคนเป็นคนต่างโลก พลังบำเพ็ญเพียรก็สูงส่ง จ่ายศิลาวิญญาณชั้นกลางหนึ่งก้อนก็ขึ้นรถเหาะคันที่แปด เดิมทีจินเฟยเหยายังคัดค้าน คนธรรมดาหนึ่งคนเก็บโดยสาร รแค่ห้าศิลาวิญญาณชั้นล่าง ตนเองมีพลังการบำเพ็ญเพียรขั้นกำเนิดใหม่ คิดไม่ถึงว่าต้องจ่ายหนึ่งศิลาวิญญาณชั้นกลาง รังแกคนต่างโลกชัดๆ
แต่พอนางขึ้นรถก็รู้สึกว่าศิลาวิญญาณก้อนนี้จ่ายได้คุ้มค่าทันที บนพื้นปูพรมที่ทอจากขนสัตว์อย่างงดงามและวางตั่งนุ่มอันประณีตในรถเพียงหกตัวเท่านั้น บนโต๊ะเตี้ยฝังอ อัญมณีจัดวางดอกไม้สด ชุดชาหยกวิญญาณ ขนมหวานและผลไม้ล้ำค่าหายาก แตกต่างจากที่นางจินตนาการไว้ก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง
“ข้ายังนึกว่ามีคนขึ้นมากมายจะเบียดเสียดมาก คิดไม่ถึงว่าคันหนึ่งนั่งเพียงหกคน หรือว่ารถที่คนธรรมดาขึ้นก็เป็นพื้นที่มิติ ดังนั้นมีคนเบียดเข้าไปมากมายก็ไม่เป็นไร?” จิน เฟยเหยาหยิบผลไม้เชื่อมในกล่องอาหารบนโต๊ะเตี้ยขึ้นโยนใส่ปากหลายชิ้น
“เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้ พลังบำเพ็ญเพียรของพวกเราวางอยู่ตรงนั้น ถึงคิดจะเบียดกับคนธรรมดา พวกเขาก็ไม่กล้า” ปู้จื้อโหยวเอ่ยยิ้มๆ
จินเฟยเหยารู้ว่าพวกเขาที่ปู้จื้อโหยวเอ่ยถึงคือใคร คือบรรดาผู้บำเพ็ญเซียนของสำนักดินเหมือนที่ได้พบตรงท่าเรือ
โลกวิญญาณเหอเซี่ยไม่เหมือนสถานที่อื่นๆ เจ้าสำนักและผู้อาวุโสของสำนักมีคนของสิบเอ็ดหอดำรงตำแหน่ง สำนักฟ้ามีเพียงสิบเอ็ดสำนัก เป็นสิบสำนักที่ใหญ่ที่สุดในโลกวิญญาณเหอเซี่ ย แต่ละสำนักต่างมีทีเด็ดในมือ ส่วนสิบเอ็ดหอก็มีคนที่สิบเอ็ดสำนักคัดเลือกมารับตำแหน่ง เรื่องทุกอย่างตัดสินใจหลังจากสิบเอ็ดหอหารือกัน เบื้องหลังสิบเอ็ดหอก็คือสำนักฟ้าสิ บเอ็ดสำนัก
ใต้สำนักฟ้ายังมีสำนักวิญญาณ และสำนักดิน สำนักของสำนักดินมีขนาดเล็กที่สุด ดูแลงานในพื้นที่ท้องถิ่น ส่วนคนธรรมดากลับมีคนของสำนักดินกำกับดูแล ศิลาวิญญาณที่ผลิตได้ก็ส่ง งมอบขึ้นไปเป็นชั้นๆ
นี่เป็นสถานที่ซึ่งจินเฟยเหยารู้สึกว่าน่าสนุกที่สุด ปกติคนธรรมดาและผู้บำเพ็ญเซียนต่างไม่เกี่ยวข้องกัน ถึงผู้บำเพ็ญเซียนส่วนมากจะมาจากคนธรรมดา โลกวิญญาณส่วนมากก็มีสำนักไป ปรับศิษย์ในโลกมนุษย์เอง แต่ที่นี่ไม่เหมือนกัน เด็กน้อยทุกคนเกิดมาจะถูกตรวจสอบว่ามีพลังวิญญาณหรือไม่ ถ้ามีพลังวิญญาณ หลังอายุสามขวบก็จะเข้าเซียนถัง ต่อมาก็แยกไปสำนักที่แ แตกต่างกันตามคุณสมบัติและพลังการบำเพ็ญเพียร
ในสายตาของคนธรรมดา ขอเพียงเข้าเซียนถังได้ ก็คือเซียนและคนที่มีพลังอำนาจ ขอเพียงมีคนหนึ่งในตระกูลเข้าเซียนถังและเข้าสำนักได้ นั่นคือคนหนึ่งเป็นเซียน คนอื่นๆ ก็พลอ อยได้อานิสงส์ตามไปด้วย ทั้งตระกูลจะกลายเป็นตระกูลที่ร่ำรวยมีอิทธิพลในท้องถิ่นทันที ยังผุดขึ้นรวดเร็วกว่าตระกูลผู้บำเพ็ญเซียนที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคนในโลกวิญญาณอื่นเสี ยอีก
ถึงจะบอกว่าในรถแสนสบาย จินเฟยเหยายังสงสัยว่ารถที่คนธรรมดาเหล่านั้นนั่งใช่พื้นที่มิติหรือไม่ จึงใช้การรับรู้กวาดดูตัวรถด้านหน้าและด้านหลังที่มีคนธรรมดามากที่สุดแล้วตะล ลึงงันทันที
นางเก็บการรับรู้กลับมาแล้วแลบลิ้น “น่ากลัวมาก คนธรรมดาในรถวิญญาณด้านหน้าและด้านหลังพวกนั้นเบียดเสียดกันราวกับกองฟืน ไม่มีแม้แต่ที่ให้หมุนตัว”
“เช่นนั้นหรือ? แต่เบียดกันก็ดีกว่าไม่มีรถวิญญาณนั่ง ถือว่าเร็วแล้ว ถ้าเดินไปอีกสามปีพวกเขาก็ยังไม่ถึงเซิ่งหลิงซื่อตี้ นั่งเบียดกันแบบนี้เจ็ดแปดวันก็ถึงแล้ว” ปู้จื้อโห หยวนำกล้องยาสูบออกมาสูบราวกับไม่มีอะไร
เขามาครั้งนี้มีธุระจริงๆ ก่อนหน้านี้คนที่ส่งมาเจรจา เพียงอนุญาตให้เขียนเรื่องของคนธรรมดา ห้ามเขียนเรื่องของผู้บำเพ็ญเซียนลงซื่อเต้าจิง แต่เรื่องของคนธรรมดาใครจะอยากอ่า าน จุดขายของเขาคือเรื่องฉาวของผู้บำเพ็ญเซียน ไปหลายครั้งก่อนระดับสูงสุดที่คุยด้วยก็เพียงแค่ไปเจรจากับคนของสำนักวิญญาณ ครั้งนี้ปู้จื้อโหยวเตรียมไปพบกับคนของสำนักฟ้า
เรื่องแบบนี้ขอเพียงเบื้องบนเห็นชอบ ติดขัดแค่ไม่เขียนเรื่องคนระดับบนก็น่าจะเปิดกิจการได้
ในเวลานี้เอง ภายนอกพลันมีเสียงระฆังดังขึ้น ผ่านไปหนึ่งจิบชา รถวิญญาณเหินขึ้นจากพื้น ลากห้องโดยสารอันยาวเหยียดเหินขึ้นฟ้าราวกับมังกร
หลังจากบินอยู่กลางอากาศช้าๆ รถวิญญาณก็เรียงเป็นแถวเดียว เร่งความเร็วพุ่งปราดออกไปอย่างกะทันหัน
“เร็วมาก!” จินเฟยเหยารู้สึกว่าใจเต้น เห็นความเร็วของรถวิญญาณแล้วก็ได้แต่ใช้คำว่าบ้าคลั่งมาบรรยาย ยังเร็วกว่านางใช้ไฟนรกหลบหนีเอาชีวิตรอดเสียอีก
หลังจากตกตะลึง นางก็มีความคิดหนึ่ง อยากได้วงเวทของรถวิญญาณคันนี้ แล้วตนเองค่อยหลอมสร้างของวิเศษบินได้ออกมาชิ้นหนึ่งจากนั้นวาดวงเวทลงไป วันหน้าตนเองจะได้หลบหนีเอาชี วิตรอดรวดเร็วขึ้น อีกทั้งยังไม่ต้องสิ้นเปลืองพลังวิญญาณและสามารถรักษาพละกำลังไว้ได้ เป็นของชั้นเยี่ยมชิ้นหนึ่ง
“เป็นอย่างไร รู้สึกว่าเร็วมากใช่หรือไม่” ปู้จื้อโหยวหัวเราะหึๆ จากนั้นอิงบนตั่งนุ่มแสนสบายด้วยท่าทางเกียจคร้าน “ครั้งที่แล้วข้าก็คิดจะนำวงเวทนี้ไป กลับไปจะได้ทำของ ตนเองชิ้นหนึ่ง แต่คิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะคุ้มกันวงเวทนี้อย่างเข้มงวด แม้แต่ข้าก็ตรวจสอบไม่ได้ แต่ครั้งนี้ในเมื่อมาแล้วคงไม่อาจกลับไปมือเปล่า ต้องได้วงเวทนี้มาอยู่ในมือ อให้ได้”
จินเฟยเหยาก็เอ่ยอย่างกระตือรือร้น “ถูกต้อง พวกเราสองคนร่วมมือให้ได้วงเวทนี้มาอยู่ในมือ ของสิ่งนี้ไม่ให้ทุกคนใช้เป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่ง”
เอ่ยจบ ก็ได้ยินเสียงดังสนั่นเบื้องหน้า รถวิญญาณส่ายไหวอย่างรุนแรง จากนั้นก็มีเสียงดังสนั่นอีกหลายครั้ง รถทั้งหมดระเบิดออก
“รีบไป!” จินเฟยเหยาใช้หมัดต่อยตัวรถที่ลอยมาแตกเป็นชิ้นๆ และพุ่งออกมากับปู้จื้อโหยว เหาะอยู่กลางอากาศมองลงไปด้านล่าง เศษซากเกลื่อนกลาด กลางอากาศมีผู้บำเพ็ญเซียนมากมาย ทั้งหมดเป็นขั้นสร้างฐานขึ้นไป ส่วนขั้นสร้างฐานลงมาเนื่องจากเหยียบอาวุธเวทเหาะเหินไม่เป็นจึงถูกทิ้งไว้ด้านล่าง แต่ส่วนมากเป็นคนธรรมดา พวกเขาถูกแรงกระแทกขนาดยักษ์สะบัด ดร่วงพื้น มีสภาพอเนจอนาถเต็มไปหมด
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น?” จินเฟยเหยาเพิ่งคิดจะเอาวงเวทไปก็เกิดเรื่องแบบนี้ทำให้นางและปู้จื้อโหยวตะลึงงัน
“ยังมัวตะลึงอยู่ทำไม รีบช่วยคนเร็วเข้า” ปู้จื้อโหยวได้สติคืนมาผลักจินเฟยเหยาทีหนึ่ง
ถึงปกติเขาไม่มีอะไรทำก็ไปแอบดูคนอื่น แต่คนที่บาดเจ็บล้มตายเบื้องหน้าเป็นคนธรรมดาทั้งหมด จะยืนดูอยู่เฉยๆ ได้อย่างไร ปู้จื้อโหยวฉุดดึงจินเฟยเหยามาข้างหน้า คิดจะยื่นมือ อเข้าช่วยเหลือคนธรรมดาที่ร่วงตามรถวิญญาณ็ไปอยู่บนพื้น
“คนที่ไม่มีหน้าที่ถอยไปข้างหลัง ห้ามเข้าใกล้ที่นี่” ด้านข้างพลันมีผู้บำเพ็ญเซียนขึ้นสร้างฐานหลายคนพุ่งออกมา ใช้มือผลักพวกเขาสองคนและตะโกนด้วยท่าทางดุร้าย
“เจ้ากล้าผลักพวกเรา!” จินเฟยเหยามองเขาอย่างตกตะลึง คิดไม่ถึงว่าคนขั้นสร้างฐานจะกล้าผลักตนเองอย่างดุร้าย รำคาญในการมีชีวิตอยู่แล้วสินะ
“มองอะไร ไม่เห็นว่าพวกเราเป็นคนของจื๋อเจี้ยถังหรือ ไม่ว่าเจ้ามีพลังบำเพ็ญเพียรขั้นใดก็ต้องเชื่อฟังพวกเรา!” อีกฝ่ายไม่สนใจว่านางมีพลังบำเพ็ญเพียรขั้นใด เห็นจินเฟยเหยา าจ้องมองเขาด้วยสีหน้าประหลาดใจก็ชี้หน้าด่าทอนางอย่างหยิ่งผยอง
“จื๋อเจี้ยถังอะไร บิดาไม่รู้จัก!” จินเฟยเหยามีโทสะ เดิมทีคิดจะมาปล้นแบบไม่สะดุดตา นี่คือบีบให้ตนเองมีโทสะมิใช่หรือ?
“หืม? พวกท่านเป็นคนต่างโลก?” พอคนผู้นี้ได้ยินจินเฟยเหยาบอกว่าไม่รู้จักจื๋อเจี้ยถัง ท่าทีพลันเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน
เห็นเขาเปลี่ยนสีหน้าได้เร็วขนาดนี้ จินเฟยเหยาก็ถลึงตาใส่เขาพลางด่าทอ “ต่างโลกแล้วอย่างไร วันนี้ข้าไม่พอใจ จะจัดการเจ้าก่อน”
นางยังไม่ได้พูดอะไรก็เห็นสีหน้าของคนผู้นี้เปลี่ยนเป็นยิ้มประจบ โบกมือตะโกนบอกหลายคนด้านหลัง “ตรงนี้มีแขกผู้มีเกียรติจากต่างโลกสองท่าน ที่นี่สกปรกเกินไป รีบพาแขกผู้ มีเกียรติไปยังสถานที่สะอาดสะอ้าน”
จากนั้นก็หันหน้ามาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “สองท่านเชิญทางนี้ เมื่อครู่ข้ามีตาแต่ไม่รู้จักแขกผู้มีเกียรติ เชิญมาทางด้านนี้ พวกเรากำลังจะช่วยรักษาบรรดาคนธรรมดา เชิญทั้งสองท่านอยู่ ด้านข้าง พวกเราลงมือเองก็พอ รบกวนพวกท่านทั้งสองได้ที่ไหน”
จินเฟยเหยาและปู้จื้อโหยวมองคนผู้นี้อย่างตกตะลึงสุดขีด นี่มันเรื่องอะไรกัน เปลี่ยนสีหน้าไวยิ่งกว่าพลิกหน้าหนังสืออีก!