คุณหนูใหญ่ผู้นี้ไม่ต้องการก้าวหน้า - ตอนที่ 1037 ทุกคนมีชะตาชีวิตของตัวเอง ข้าจะไม่ทำวิชามาร
- Home
- คุณหนูใหญ่ผู้นี้ไม่ต้องการก้าวหน้า
- ตอนที่ 1037 ทุกคนมีชะตาชีวิตของตัวเอง ข้าจะไม่ทำวิชามาร
ตอนที่ 1037 ทุกคนมีชะตาชีวิตของตัวเอง ข้าจะไม่ทำวิชามาร
เมื่อเซวียปั๋วเจิ้นและพรรคพวกขี่ม้าเร็วมาถึงเขตฉีซาน ดวงจันทร์และดวงดาวก็สว่างไสวแล้ว เนื่องจากมีเถิงเจารออยู่ในเส้นทางที่พวกเขาต้องผ่าน พวกเขาจึงไม่ต้องไปถึงที่ภูเขาตะขอทองเสียเที่ยว แต่ถูกพาไปที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
เมื่อได้ยินว่าหาตัวบุตรสาวพบแล้ว เซวียปั๋วเจิ้นพลันร้องไห้ด้วยความดีใจ แต่เมื่อเห็นว่าบนใบหน้าของเถิงเจาไม่ได้มีการแสดงออกมากนัก ซ้ำยังมีความเย็นชา ในใจก็รู้สึกกังวลขึ้นมา กลัวว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้นกับบุตรสาวของตัวเอง
จนกระทั่งมาถึงเรือนส่วนตัวเล็กๆ ที่เช่าอยู่ เห็นบุตรสาวซึ่งเห็นได้ชัดว่าแก่ขึ้นกว่ายี่สิบปี เขาตกใจจนเซถอยหลังไปหลายก้าว
“เหตุใดบุตรสาวข้าจึงได้กลายเป็นเช่นนี้” เซวียปั๋วเจิ้นถามด้วยความตกใจ
คราวนี้ลู่สวินตามมาเพื่อดูความครึกครื้น แต่เหวินสือไม่ได้ตามมาด้วยเนื่องจากร่างกายเหนื่อยล้า แต่ส่งองครักษ์ตามมาด้วยหนึ่งคน ต้องการที่จะให้องครักษ์มาดูเรื่องราวทั้งหมดกับตาของตัวเอง เมื่อถึงเวลาจะได้มาเล่าให้ตัวเองฟัง
ตอนนี้พวกเขาทั้งหมดได้เห็นคุณหนูเซวียผู้นั้น ข่าวลือบอกว่านางอายุไม่เกินสิบสองปี แต่ตอนนี้มองดูแล้วยังมีร่างกายเป็นเด็กสาว แต่ใบหน้ากลับมีรอยเหี่ยวย่น ผมสีเทาขาว สีหน้าซีด ผิวหนังแห้งติดกระดูก ราวกับคนตายไปแล้ว น่ากลัวเป็นอย่างมาก
นี่ไปโดนวิชามารอะไรมาหรือ
ฉินหลิวซีให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป จากนั้นจึงได้กล่าวกับเซวียปั๋วเจิ้นว่า “ตอนที่ข้าและพรรคพวกไปถึง นางได้ถูกวิชามารแล้ว หยินหยวนถูกดึงออกมา ตอนนี้เป็นลักษณะของการที่หยินหยวนออกจากร่างกาย”
“หยินหยวน นั่นคืออะไรหรือ” เซวียปั๋วเจิ้นแทบจะไม่กล้ายอมรับว่าคนที่อยู่บนเตียงคือบุตรสาวผู้งดงามสงบเสงี่ยมของตัวเอง
บุตรสาวของเขาดั่งดอกไม้แรกแย้ม ไม่มีทางที่จะเป็นเศษดอกไม้เหี่ยวเฉาแน่นอน
ฉินหลิวซีกล่าวว่า “ท่านสามารถเข้าใจได้ว่าเป็นแก่นแท้ของสตรี เช่นเดียวกันกับสามจิตเจ็ดวิญญาณของคน เมื่อออกจากร่าง คนผู้นั้นก็จะตาย และหยินหยวนของสตรีก็เปรียบเสมือนกับแก่นแท้ของเลือดที่มีเฉพาะสตรี หากหายไป นางก็จะแก่ทรุดโทรมลง และตายไปในที่สุด”
เซวียปั๋วเจิ้นสีหน้าซีด เวียนศีรษะ เกือบจะล้มลง ลู่สวินตาไวพลันยกมือขึ้นประคองเขาไว้อย่างรวดเร็ว เขามองไปยังฉินหลิวซีพลางถามว่า “ไม่มีวิธีรักษาหรือ”
ฉินหลิวซียิ้มเล็กน้อย กล่าวว่า “พวกข้าก็นับว่าไปทันเวลา หยินหยวนยังไม่ได้ถูกปีศาจร้ายเอาไป”
สถานการณ์พลิกผัน
“แน่นอนว่าต้องให้หยินหยวนกลับคืนสู่ร่าง เพียงแต่ว่า เดิมทีนางกำลังเผชิญกับภัยพิบัติแห่งความตาย แม้ว่าจะรอดจากภัยพิบัติชีวิตนี้ไปได้ ร่างกายของนางก็จะอ่อนแอลงกว่าเดิม…”
เซวียปั๋วเจิ้นรีบกล่าวว่า “ตราบใดที่นางยังมีชีวิตอยู่ ย่อมไม่เป็นปัญหา”
ฉินหลิวซีส่ายหน้าพลางเอ่ย “มีชีวิตอยู่ก็จริง แต่ร่างกายอ่อนแอ ทั้งนางยังพบกับภัยพิบัติใหญ่ครั้งนี้ แม้ว่าจะต่อสู้กับสวรรค์เพื่อยื้อชีวิต อายุขัยของนางก็อยู่ได้ไม่นาน”
เลือดฝาดที่พึ่งฟื้นฟูกลับมาของเซวียปั๋วเจิ้นค่อยๆ ซีดลงทีละน้อย กล่าวว่า “อยู่ได้ไม่นาน เช่นนั้นเป็นอายุขัยเท่าไหร่ ในฐานะพ่อแม่พวกเรายินดีที่จะร้องขอพระพุทธเจ้า…ไม่สิ ร้องขอเจ้าลัทธิเต๋าของพวกท่าน ยินดีที่จะลดอายุขัยไปเพิ่มให้นางได้หรือไม่”
“ใต้เท้า ทุกคนมีชะตาชีวิตเป็นของตัวเอง” ฉินหลิวซีตอบเสียงเบาว่า “ข้าไม่มีทางทำวิชาเช่นนี้ให้กับใคร”
เช่นนั้นแปลว่าสามารถทำได้
เซวียปั๋วเจิ้นหายใจถี่ ในหัวมีความคิดบ้าๆ ผุดขึ้นมาอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่นานก็สงบลง ตกใจกับความคิดของตัวเอง
อิงเอ๋อร์ถูกปีศาจชั่วทำร้าย เขาจะไปคิดถึงวิชามารชั่วร้ายเช่นนั้นได้อย่างไร
ฉินหลิวซีดูเหมือนจะมองออกถึงความคิดของเขาจึงเอ่ย “ข้าขอแนะนำใต้เท้าว่าอย่าพยายามยืดอายุคุณหนูโดยใช้วิธีที่ผิด นี่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตที่ขัดต่อสวรรค์ จะถูกผลสะท้อนกลับอย่างรุนแรง คุณหนูร่างกายอ่อนแอ หากได้รับผลสะท้อนกลับ นางจะตายในทันที”
เซวียปั๋วเจิ้นรู้สึกอายเล็กน้อย กล่าวว่า “เช่นนั้นอายุขัยของบุตรสาวข้าคือ…”
“หากอยากจะเพิ่มโชคลาภเพิ่มอายุขัย สามารถทำความดีให้มากขึ้นได้ สั่งสมโชคลาภสั่งสมคุณธรรม แต่ถึงกระนั้นก็คงมีอายุได้ไม่เกินห้าสิบปี”
ฉินหลิวซีเหลือบมองเซวียอวี่อิง เม้มริมฝีปาก
แม้ว่าจะมีอายุถึงห้าสิบปีก็ต้องอาศัยนางมอบบุญกุศลให้เพื่อปกป้องร่างกาย บุญกุศลนั้นหาได้ยาก แต่นางต้องทำเพราะนี่เป็นกรรมที่นางก่อขึ้นมา
เซวียปั๋วเจิ้นขอบตาแดงเล็กน้อย แต่หากสามารถมีชีวิตอยู่ถึงห้าสิบปี นั่นก็นับว่าเป็นความโชคดีท่ามกลางความโชคร้ายแล้ว
ได้กำไรแล้ว
เขาไม่สามารถฝืนโชคชะตาได้
เซวียปั๋วเจิ้นหันหลัง ปาดหางตา จากนั้นจึงหันกลับมากล่าวว่า “นี่คือชะตากรรมของบุตรสาวข้า เช่นนั้นก็ทำได้เพียงปล่อยไปตามโชคชะตา ขอให้ท่านอาจารย์โปรดปัดเป่าภัยพิบัติให้บุตรสาวของข้าด้วย”
เขากล่าวพลางถอยหลังหนึ่งก้าว จัดเสื้อผ้าแล้วคำนับฉินหลิวซีอย่างเป็นทางการ
สงสารหัวใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่
เซวียปั๋วเจิ้นยอมปล่อยวางสถานะสูงส่งของตัวเองเพื่อบุตรสาวเพียงคนเดียวผู้นี้ เต็มใจที่จะแสดงความเคารพต่อนักพรตหญิงที่อายุน้อยกว่าตัวเองอยู่มาก
ขอเพียงแค่บุตรสาวปลอดภัยไร้กังวล
ฉินหลิวซีกล่าวว่า “ตอนนี้ข้าได้มอบปราณแท้ให้กับนาง และได้ใช้เข็มทองผนึกจุดเป็นตาย รักษาพลังชีวิตไว้ แล้วใช้ยันต์วิญญาณปกป้องดวงวิญญาณของนาง ทำให้นางไม่แก่ชราเสื่อมโทรมลงเร็วกว่าเดิม แต่การนำหยินหยวนกลับคืนสู่ร่างกาย ยังต้องจัดเตรียมของบางอย่าง
“ท่านว่ามาเถิด”
“อย่างแรกคือแก่นแท้ของเลือดพ่อกับแม่ ว่ากันว่าร่างกาย ผิวหนัง เส้นผมได้รับอิทธิพลมาจากพ่อแม่ ใช้แก่นแท้เลือดของพ่อกับแม่เป็นตัวนำ สามารถทำให้หยินหยวนกลับคืนเข้าสู่ร่างกายได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น ประการที่สองต้องใช้ผ้าและคำอวยพรจากสตรีพรหมจรรย์ร้อยคน จากนั้นก็นำมาเย็บเป็นผ้าห่มร้อยพรเพื่อเพิ่มโชคลาภและคุ้มครอง และสตรีร้อยคนนี้ต้องเป็นสตรีที่มีจิตใจเมตตาดีงาม ไม่ใช่คนต่ำช้า ประการที่สาม ขี้เถ้าธูปหน้าเทพเจ้าใช้เป็นตัวนำ ใช้ยันต์ยาละลายน้ำแล้วดื่มลงไปเพื่อส่งเสริมแก่นแท้” ฉินหลิวซีกล่าวว่า “สิ่งเหล่านี้ต้องเตรียมให้พร้อมก่อนพลบค่ำวันพรุ่งนี้ ข้าจึงจะสามารถตั้งแท่นบูชานำหยินหยวนกลับมาได้”
เซวียปั๋วเจิ้นกล่าวว่า “สาวพรหมจรรย์มีจำกัดอายุขัยหรือไม่”
ฉินหลิวซีส่ายหน้า “ไม่มี แต่ต้องเป็นคำอวยพรจากผู้ที่มีความเมตตาจากใจจริงเท่านั้นจึงจะได้ผล เมื่อผ้าเหล่านี้ถูกเย็บกลายเป็นผ้าห่มร้อยพรจึงจะมีพลังอธิษฐานช่วยส่งเสริมนาง เรื่องนี้ท่านส่งคนไปจัดการก็พอแล้ว ส่วนเรื่องที่สามข้าจะเป็นคนจัดเตรียมให้นางเอง ส่วนแก่นแท้ของเลือดพ่อกับแม่ ต้องไปเชิญฮูหยินของท่านมา”
“ไม่ต้องเชิญ ข้ามาแล้ว”
น้ำเสียงแหบห้าวและเหนื่อยล้าของสตรีดังขึ้นที่หน้าประตู เซวียปั๋วเจิ้นหันกลับไปมองในทันที เห็นฮูหยินของตัวเองจับขอบประตูอย่างน่าสงสาร สั่นไหวไปทั้งตัว
“ฮูหยิน เจ้ามาได้อย่างไร” เซวียปั๋วเจิ้นตกใจสีหน้าซีด รีบเข้าไปพยุง
ฮูหยินเซวียก้าวผ่านบานประตูเข้ามา ฉินหลิวซีเหลือบมอง นางเดินอย่างโซเซ ร่างกายสะบักสะบอมเป็นอย่างมาก คาดว่าคงจะรีบตามมาเร็วดั่งสายฟ้า เดินทางมาเช่นนี้ เกรงว่าต้นขาจะบอบช้ำแล้ว
“อิงเอ๋อร์เป็นชีวิตของข้า ในเมื่อรู้ที่อยู่ของนางแล้ว เหตุใดท่านจึงปิดบังข้า” ฮูหยินเซวียจ้องเขาอย่างโกรธเคือง ก่อนจะเดินเข้าไปหาอย่างโซเซ
ทันทีที่เซวียปั๋วเจิ้นจากไป นางก็ได้สติขึ้นมาทีหลัง เมื่อรู้ว่ามีข่าวของอิงเอ๋อร์ นางก็เอาดาบจ่อคอตัวเองข่มขู่คนในจวน แล้วตัวเองก็ควบม้าตามมา
เดิมทีนางก็เป็นบุตรสาวในตระกูลแม่ทัพ การขี่ม้าไม่ใช่ปัญหา แม้ว่าต้นขาจะบอบช้ำจนมีรอยเลือด อากาศหนาวเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายแข็งทื่อ นางก็ไม่ได้หยุดแต่อย่างใด
เมื่อฮูหยินเซวียเห็นคนที่อยู่บนเตียงก็ผลักมือของเซวียปั๋วเจิ้นออก นางรีบวิ่งโซเซเข้าไปหาเพื่อจ้องมองใกล้ๆ เมื่อเห็นใบหน้าอันน่าสะพรึงกลัวของบุตรสาวก็กรีดร้องออกมาทันที ความเหนื่อยล้าและความกลัวประทุขึ้นมาพร้อมกัน อดทนไม่ได้อีกต่อไปจึงค่อยๆ ล้มลงบนพื้น