คุณหนูใหญ่ผู้นี้ไม่ต้องการก้าวหน้า - ตอนที่ 1050 โยนหินถามทาง
ตอนที่ 1050 โยนหินถามทาง
ม้วนคัมภีร์ที่เสียหายนี้ เป็นสิ่งที่เปี่ยนซื่อจื่อเมามายแล้วนำมาอวดกับพวกลูกหลานชนชั้นสูงเจ้าสำราญเหล่านั้น สาเหตุที่ส่งออกมาประมูลอย่างกะทันหัน เป็นการตัดสินใจชั่ววูบ
“พวกท่านเชื่อหรือไม่” เฟิงซิวโบกมือให้พ่อบ้านหลิ่วถอยออกไปด้านข้าง มองดูพวกฉินหลิวซีด้วยสีหน้าคล้ายจะยิ้มทว่าไม่ยิ้ม
คนอย่างเฟิงซิว พวกเขาไม่มองอะไรแค่ผิวเผิน ม้วนคัมภีร์ค่ายอาคมขังเซียน แม้จะเป็นเพียงเศษม้วนคัมภีร์ก็ยังล้ำค่า หาได้นำออกมาอย่างง่ายดาย แต่หากมีเพียงแค่เศษม้วนคัมภีร์จะทำอย่างไร อีกส่วนของคัมภีร์จะอยู่ในมือของใครบางคนหรือไม่
สิ่งนี้เหมือนกับแผนที่ขุมทรัพย์เพียงบางส่วน หากอยากหาขุมทรัพย์ก็ต้องรวบรวมแผนที่ให้ครบ หากหาแผนที่ส่วนอื่นไม่ได้แต่ยังอยากค้นหาจะมีวิธีอะไรอีกเล่า
โยนหินถามทาง
ใช้เศษแผนภาพนี้เพื่อดึงดูดให้ส่วนอื่นของแผนภาพปรากฏขึ้นมา แน่นอนว่า วิธีนี้มีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่สำหรับจวนซิ่นหยางอ๋องผู้มีอำนาจเหนือใคร ประโยชน์ย่อมมากกว่าผลเสีย หากมีผู้ประมูลแผนภาพนี้ไป พวกเขาก็สามารถสาวไปถึงต้นตอ ดูว่าจริงๆ แล้วจะสามารถล่อให้หยกอันล้ำค่าออกมาได้หรือไม่
หากสามารถล่อได้จริงๆ พวกเขาก็ได้กำไรไปเต็มๆ
แต่หากล่อไม่ได้ พวกเขาก็ยังมีวิธีเอาของชิ้นนี้กลับคืนมา ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะทำสำเนาเก็บไว้แล้วด้วยซ้ำ
เฟิงซิวย่อมคิดมาก เพราะสิ่งนี้ส่งประมูลโดยจวนซิ่นหยางอ๋องที่บังเอิญอยากได้บุตรชายพอดี และก่อนหน้านี้พวกเขาก็มอบของให้กับจวิ้นจู่อะไรนั่น รวมถึงคู่ศิษย์อาจารย์ที่รู้วิชานอกรีตนั่นด้วย
เพราะฉะนั้นเศษแผนภาพนี้ คงไม่ใช่แค่การอวดโอ่ของเปี่ยนซื่อจื่อผู้ใช้เงินฟุ่มเฟือยง่ายๆ เพียงเท่านั้น
เสนาบดีลิ่น เอ่ย “หากไม่มีเรื่องที่เจ้าอาวาสเอ่ยถึงจวนซิ่นหยางอ๋องที่อยากได้บุตรชาย ข้าคงจะคิดว่าเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ คิดดูสิว่าแค่เศษแผนภาพค่ายอาคมจะก่อให้เกิดเรื่องใหญ่โตอะไรได้ โดยเฉพาะเปี่ยนซื่อจื่อและน้องสาวของเขาซึ่งเป็นคนหยิ่งยโสและอำมหิต คุณชายคนอื่นๆ อาจเป็นพวกอันธพาลที่เลี้ยงไก่ชน เลี้ยงสุนัข และล่วงเกินสตรี แต่พวกเขายังมีขอบเขตบ้าง แต่เปี่ยนซื่อจื่อนี้มิใช่คนดีเลย เขาเคยขี่ม้าทับคนตายกลางถนน จ่ายแค่ร้อยตำลึงก็จบแล้ว บอกว่าเขาเป็นอันธพาลเต็มตัวคนก็เชื่อ”
เรื่องที่ทำอย่างเปิดเผยก็ยังมี แต่เรื่องที่ทำลับหลังฆ่าคนบริสุทธิ์ไปเท่าไร นั่นยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง
เสนาบดีลิ่นเคาะโต๊ะเบาๆ แล้วเอ่ยต่อว่า “เปี่ยนซื่อจื่อนี้ภายนอกดูหยิ่งยโส อำมหิต ไร้สมอง เหมือนโดนยุให้ประมูลม้วนคัมภีร์นี้ คงไม่ใช่เพราะชื่อเสียง เพราะหากต้องการชื่อเสียง บริจาคแจกันล้ำค่าก็ยังดีกว่า แต่นี่พวกท่านเล่าว่าจวนซิ่นหยางอ๋องมีนักพรตเต๋าประจำจวน อีกทั้งยังต้องการมีบุตรชาย และตอนนี้ก็มีแผนภาพเช่นนี้ปรากฏออกมา เกรงว่าจะเป็นการโยนหินถามทางจริงๆ”
ฉินหลิวซียิ้มเยาะ “โยนหินถามทาง พวกเขาไม่กลัวว่าหินก้อนนี้จะหายไปด้วยหรือ ข้าคิดจะไปที่วัดเพื่อหาเบาะแสอยู่พอดี แต่กลายเป็นได้มาง่ายๆ ไม่ต้องออกแรง ถือว่าโชคดีจริงๆ ให้จิ่วเสียนไปประมูลมาเถอะ”
เฟิงซิวเหลือบมองพ่อบ้านหลิ่วครั้งหนึ่ง เขาจึงถอยออกไปจัดการทันที
ม้วนคัมภีร์นี้ไม่ใช่แผนที่ขุมทรัพย์ คนที่สนใจมีไม่มาก คนที่สนใจก็มีแต่พวกตระกูลแม่ทัพ รวมไปถึงพวกเศรษฐีที่ไม่ขัดสนเรื่องเงิน ส่วนคนอื่นๆ เพียงแต่เสนอราคาตามอารมณ์ มิได้ใส่ใจมากนัก
เพราะสุดท้ายแล้วนี่ก็เป็นเพียงเศษม้วนคัมภีร์ค่ายกล ไม่ใช่แผนที่ขุมทรัพย์ แถมยังไม่ครบสมบูรณ์ หากไม่สามารถค้นคว้าได้สำเร็จ เศษม้วนคัมภีร์นี้ก็ไร้ประโยชน์ เก็บไว้ก็เท่านั้น
หากไม่ใช่เพราะจวนซิ่นหยางอ๋องนำออกมา มีผู้ที่อยากลองทดสอบความแปลกใหม่ ราคาประมูลคงยิ่งต่ำกว่านี้
เปี่ยนซื่อจื่อไม่รู้ว่าเพราะต้องการรักษาหน้าตาหรือเหตุผลใด ราคาที่เสนอออกมาจากห้องของเขามีสองครั้ง ครั้งหนึ่งหมื่นตำลึง อีกครั้งสามหมื่นตำลึง ทำเอาคนที่ไม่ได้ยกประมูลนั่งฟังถึงกับอึ้งไปตามๆ กัน
เศษม้วนคัมภีร์แค่ชิ้นเดียวจะมีค่าถึงสามหมื่นตำลึงหรืออย่างไรกัน
เมื่อราคามาถึงสามหมื่นตำลึง คนของจิ่วเสียนก็ลงมาสู้ราคาทันทีที่สามหมื่นสองร้อยหนึ่งตำลึง
เมื่อเปี่ยนซื่อจื่อได้ยินราคานี้ ใบหน้าก็เขียวคล้ำไปทันที พ่นน้ำชาที่กำลังดื่มออกมา ตบโต๊ะดังปัง เอ่ย “เพิ่มราคา เพิ่มราคาอีก นี่เห็นข้าเป็นตัวอะไรหรือ”
สหายที่มาด้วยจึงเอ่ย “ซื่อจื่อ หากเพิ่มราคาอีกครั้ง ท่านจะเป็นผู้จ่ายหรือคนอื่นจ่ายกันเล่า ท่านส่งของมาแล้ว สุดท้ายตนเองซื้อกลับไป อย่างไรบริจาคเงินช่วยเหลือภัยพิบัติยังจะคุ้มกว่าอีก”
ใบหน้าของเปี่ยนซื่อจื่อชะงักไปชั่วขณะ เอ่ย “เพิ่มอีกหนึ่งพัน”
คนอื่นมองหน้าสบตากัน ภายใต้สายตาจับจ้องของเปี่ยนซื่อจื่อ ก็ได้แต่ช่วยกันเพิ่มราคาอีกหนึ่งพันตำลึงอย่างไม่เต็มใจ
ในการประมูลครั้งนี้ หลังจากที่เพิ่มราคาครั้งสุดท้ายไปแล้ว ไม่มีผู้ใดกล้าเสนอราคาเพิ่มอีก ทำให้เปี่ยนซื่อจื่อรู้สึกกังวลอยู่ในใจ หรือว่าแผนการของเขาจะล้มเหลว
โชคดีที่ก่อนจะเคาะปิดประมูล มีเสียงคนหนึ่งเอ่ยเสนอราคาเพิ่มขึ้นเพียงหนึ่งตำลึงอย่างเฉื่อยชา
ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดใจ
แต่คราวนี้เปี่ยนซื่อจื่อไม่กล้าสั่งให้ใครเพิ่มราคาอีก เขากลัวว่าคนที่ประมูลจะไม่เอาของแล้ว เพราะถึงจะขายไม่ได้ เขาก็ไม่ขาดทุน แต่มันจะเสียหน้าไปมาก หากแผนการสำคัญของเขาต้องล้มเหลว
ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ถ้าเขาทำให้เรื่องใหญ่ของท่านพ่อเสียหาย นั่นจะยิ่งไม่ดีเข้าไปใหญ่
ดังนั้นหลังจากม้วนคัมภีร์ถูกประมูลไป เขาส่งสัญญาณด้วยสายตาให้คนรับใช้รีบออกไปตรวจสอบเรื่องนี้โดยทันที
หลังจากที่ฉินหลิวซีได้รับม้วนคัมภีร์มาแล้ว พ่อบ้านหลิ่วก็มาบอกว่าเปี่ยนซื่อจื่อผู้นั้นได้ส่งคนไปสืบเสาะหาที่ไปของคัมภีร์นี้
อย่างที่คิดไว้ พวกเขากำลังใช้วิธีโยนหินถามทาง
แต่เมื่อสิ่งของนี้มาอยู่ในมือของฉินหลิวซีแล้วก็ไม่มีทางคืนกลับไปได้อีก
ฉินหลิวซีมองม้วนคัมภีร์นั้นและยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นางมองไปที่เสนาบดีลิ่น เอ่ย “ข้าแน่ใจว่าในตระกูลซิ่นหยางต้องมีนักพรตเต๋าฝีมือดีอยู่เบื้องหลัง”
“อย่างไรหรือ”
“ม้วนคัมภีร์นี้ถูกลงยันต์ยันต์หนึ่ง” ฉินหลิวซีแตะคัมภีร์เบาๆ เอ่ย “ผู้ที่สามารถลงยันต์นี้ได้จะต้องเป็นนักพรตเต๋า และด้วยสัญลักษณ์นี้ พวกเขาจะสามารถติดตามตำแหน่งของคัมภีร์ได้ตลอดเวลา”
เสนาบดีลิ่นขมวดคิ้ว สีหน้าของเขาเริ่มเคร่งขรึม “ซิ่นหยางอ๋องต้องการทำสิ่งใด คัมภีร์แบบนี้สามารถใช้ในการรบได้หรือ”
“ใช้ได้ แต่ผู้ที่ใช้งานได้จะต้องมีความรู้ลึกซึ้งในศาสตร์นี้ และการศึกในสนามรบนั้นเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วมาก การจัดวางค่ายนี้ให้เสร็จสมบูรณ์ต้องใช้เวลาพอสมควร หากวางไม่ทันข้าศึกก็จะเข้ามาถึงตัว”
“ฟังจากที่ท่านเอ่ยแล้ว หากใช้ในการรบก็ไม่น่าจะมีผลมากนัก ไยซิ่นหยางอ๋องถึงต้องพยายามหาคัมภีร์ชิ้นอื่นๆ อีก” เสนาบดีลิ่นสงสัย
เฟิงซิวเอ่ยขึ้น “บางทีอาจจะไม่ใช่จวนซิ่นหยางที่ต้องการ แต่นักพรตที่อยู่ข้างหลังต่างหากที่ต้องการมัน”
สำหรับนักพรตเต๋าแล้ว ค่ายอาคมนี้ หากใช้ในการต่อสู้ เป็นดั่งของล้ำค่า
“ท่านกำลังบอกว่า ผู้ที่ต้องการหาคัมภีร์ทั้งหมดจริงๆ แล้วเป็นนักพรตคนนั้นหรือ”
ฉินหลิวซีพยักหน้า “มีโอกาสแปดถึงเก้าในสิบส่วนได้”
สีหน้าของเสนาบดีลิ่นเคร่งเครียดมากขึ้น เอ่ย “ของสิ่งนี้มียันต์ลงเอาไว้ ก็เหมือนกับการปักตะปูไว้ใกล้ตัว อีกไม่นานเกรงว่าจวนซิ่นหยางคงจะมาหาเรื่องท่าน คัมภีร์นี้เปรียบเหมือนมันเผาที่ร้อนจัด”
ฉินหลิวซีหัวเราะออกมา เอ่ย “แค่ยันต์ธรรมดา ลบออกก็สิ้นเรื่อง”
เสนาบดีลิ่นถึงกับอึ้งไป จริงสิ เขาลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปเลย ทำให้เขารู้สึกโล่งใจขึ้นมาก เอ่ย “เช่นนั้นท่านก็รีบลบมันออกเถิด”
“ข้าไม่ทำ”
ฉินหลิวซีส่ายศีรษะ เดิมทีนางตั้งใจจะลบยันต์นี้ทิ้งไป แต่หลังจากที่ได้พูดคุยกันแล้ว นางเกิดเปลี่ยนใจ
ในเมื่อจวนซิ่นหยางต้องการใช้ม้วนคัมภีร์ชิ้นนี้เป็นเหยื่อล่อ แล้วไยนางจะไม่สามารถใช้เหยื่อชิ้นนี้กลับไปล่อพวกเขาได้บ้างเล่า
นางจะใช้คัมภีร์ชิ้นนี้เพื่อดักจับนักพรตที่อยู่ข้างจวนซิ่นหยาง และดูว่าจวนซิ่นหยางจะทำถึงขั้นใด
ดังนั้นใครกันแน่ที่เป็นเจียงไท่กง[1]ตัวจริงก็ยังไม่อาจรู้ได้
[1] เจียงไท่กง หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า เจียงจื่อหยา เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์และตำนานของจีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งราชวงศ์โจวเขาเป็นที่รู้จักในฐานะนักยุทธศาสตร์และที่ปรึกษาคนสำคัญของพระเจ้าโจวอู่หวาง ผู้ก่อตั้งราชวงศ์โจว เจียงไท่กงยังเป็นที่รู้จักในเรื่องการตกปลา ซึ่งเป็นตำนานที่เล่ากันว่าเขามักไปตกปลาโดยใช้เบ็ดตรง ไม่มีกลอุบาย เพราะเขาเชื่อว่า “ผู้ที่อยากถูกจับจะมาติดเอง” (หมายถึงการรอคอยคนที่คู่ควรมาเชิญเขาไปทำงาน) จากตำนานนี้ ประโยคที่ว่า เจียงไท่กงตกปลา ผู้ที่เต็มใจจะติดเบ็ดเอง จึงกลายเป็นสำนวนจีนที่สื่อถึงการรอคอยคนที่เหมาะสมกับสถานการณ์