คุณหนูใหญ่ผู้นี้ไม่ต้องการก้าวหน้า - ตอนที่ 1051 เจ้าสำนักผู้นี้ค่อนข้างมีอารมณ์รุนแรง
ตอนที่ 1051 เจ้าสำนักผู้นี้ค่อนข้างมีอารมณ์รุนแรง
งานประมูลการกุศลครั้งนี้ที่จัดโดยกรมพระคลังได้รับผลสำเร็จอย่างล้นหลาม เมื่อชุยซื่อเสวียเห็นยอดเงินบริจาคก้อนโต เขายิ้มตาหยีจนแทบเป็นเส้นตรง ยอดเงินทะลุสองแสนเกือบจะทะลุสามแสนตำลึงเข้าไปแล้ว นี่มันมากเกินไปจริงๆ
ทว่าเขาเองรู้ดีว่าส่วนใหญ่ของเงินบริจาคนั้น สิ่งที่มีมูลค่าที่สุดก็คืออักษรล้ำค่าของฝ่าบาท รวมถึงการขายสิทธิ์เปิดโอกาสให้พ่อค้าสามารถเข้าสอบจอหงวนได้ห้าตำแหน่ง โดยเฉพาะสิทธิ์ที่แพงที่สุดที่มีคนประมูลได้ในราคาเกินห้าแสนตำลึง
ย่อมเห็นได้ชัดว่าในแคว้นต้าเฟิงพ่อค้าเป็นกลุ่มที่มั่งคั่งที่สุด ไม่มีผู้ใดที่ร่ำรวยยิ่งไปกว่าพวกเขา และสิ่งที่พวกเขาขาดแคลนก็คือโอกาสในการเปลี่ยนแปลงฐานะของตน การเปิดโอกาสให้พ่อค้าเข้าสอบจอหงวนจึงเป็นหนึ่งในโอกาสที่สำคัญ
แม้จะเรียกว่างานประมูลการกุศล แต่แท้จริงแล้วมันก็เหมือนการใช้เงินทองแท้ๆ เพื่อซื้อโอกาส บางคนอาจมองว่าเหมือนการขายตำแหน่งในราชสำนัก แต่ถึงกระนั้นสิทธิ์นี้ก็ยังต้องผ่านการสอบ ไม่ใช่เพียงซื้อไปแล้วได้ตำแหน่งทันที
อย่างไรก็ไม่ขัดขวางผู้ใดแย่งชิงตำแหน่งนี้ อย่างไรพ่อค้าใช่ว่าจะไม่ร่ำเรียน พวกเขาก็ร่ำเรียน กระทั่งไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ใดในตระกูลเก่า เพียงแต่พวกเขาขาดโอกาสก็เท่านั้น
ตอนนี้เมื่อมีโอกาสวางอยู่ตรงหน้า เพียงใช้เงินก็สามารถได้มา แถมยังได้ทำบุญอีกด้วย พ่อค้าที่ขึ้นชื่อเรื่องความฉลาดและการแสวงหาผลประโยชน์จะไม่รีบแย่งชิงโอกาสนี้ได้อย่างไร
อย่างไรเมื่อสอบผ่านได้ตำแหน่งขุนนางแล้ว ชื่อเสียงของตระกูลก็จะถูกยกระดับ นี่คือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ต่อบรรพบุรุษ เงินทองเล็กน้อยเหล่านี้จะนับว่าเป็นอะไรไป
แน่นอนว่าทุกสิ่งมีสองด้าน บางคนย่อมมองว่าไม่ยุติธรรม แต่โลกนี้เองก็ไม่มีความยุติธรรมที่แท้จริงอยู่แล้ว ในยามที่แผ่นดินตกอยู่ในภาวะยากลำบาก ผู้ใดจะมอบความยุติธรรมให้แก่ราษฎรที่กำลังเดือดร้อนบ้างเล่า
ผู้ที่รู้สึกแย่ที่สุดคงจะเป็นกลุ่มบัณฑิตไม่กี่คนที่ถูกพามาดูงานประมูลนี้โดยบังเอิญ บางคนมาจากครอบครัวที่ยากจน ชีวิตของพวกเขาเองลำบากอยู่แล้ว และเมื่อเห็นงานประมูลครั้งนี้ที่บางคนทุ่มเงินอย่างบ้าคลั่ง จิตใจก็ยิ่งรู้สึกขมขื่นเหมือนโดนราดด้วยน้ำส้มสายชูเก่าๆ
โดยเฉพาะสิทธิ์การสอบจอหงวนที่มีการประมูลในราคาหลายหมื่นตำลึง ยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม
เหล่าพ่อค้าที่เต็มไปด้วยกลิ่นเงินตรา ไยเพียงเพราะมีเงินจึงสามารถได้รับโอกาสในการสอบจอหงวนร่วมกับพวกเขาได้ เรื่องนี้จะให้พวกเขายอมรับได้อย่างไร
เมื่อไม่ยอมรับ คำพูดก็ตามมา
บัณฑิตสามคนบ่นอย่างหงุดหงิดอยู่ที่ห้องส้วม เอ่ยว่างานประมูลนี้ไร้ค่า การสอบจอหงวนแต่เดิมมีไว้เพื่อคัดสรรบุคคลที่เป็นรากฐานของประเทศ แต่ตอนนี้กลับปนเปื้อนด้วยกลิ่นเงินตรา ความทรนงของนักปราชญ์ถูกทำลายจนสิ้นแล้ว
ฉินหลิวซีได้ยินบทสนทนาเหล่านี้ก็อดที่จะขำไม่ได้ เดินออกมาจากเงามืด
กลุ่มบัณฑิตที่อยู่ตรงหน้าตกใจที่มีคนเดินออกมา แต่เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะ สีหน้าพลันเปลี่ยนไป และเมื่อมองไปข้างหน้า เห็นชายหนุ่มหญิงสาวสองคน ชายหนุ่มมีเสน่ห์ดึงดูดมากกว่าหญิงสาวเสียอีก ส่วนหญิงสาวแม้ไม่ได้แต่งตัวตามสมัยนิยม แต่ก็รวบผมสูง ติดปิ่นไม้ทรงยาวเหมือนไม้บรรทัด สวมเสื้อคล้ายกับชุดนักพรตเต๋า แต่เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้หญิง ดูเรียบสง่า
“ความทรนงของนักปราชญ์ที่พวกเจ้าเอ่ยถึงคือการยืนอยู่ข้างห้องส้วมแล้วคุยเรื่องไร้สาระอย่างนั้นหรือ” ฉินหลิวซีมองไปยังกลุ่มคนเหล่านี้ เมื่อครู่นี้นางก็เห็นพวกเขาจากการมองจากชั้นบนแล้ว ทุกคนต่างหยิ่งยโส คิดว่าตนเองสูงส่ง แท้จริงก็เป็นเพียงพวกหลงในชื่อเสียงปลอมๆ เท่านั้น
พอได้ยินคำประชดนี้ บัณฑิตหนุ่มสามคนหน้าตึงขึ้นทันใด คนหนึ่งเอ่ยด้วยเสียงขุ่นเคือง “เจ้าเป็นผู้ใดกัน ไม่รู้หรือว่าผู้ดีไม่ฟังสิ่งที่ไม่ควรฟัง ไม่ดูสิ่งที่ไม่ควรดู”
“ข้าเป็นผู้ใดไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือ พวกเจ้าบอกว่างานประมูลนี้ไร้ความหมาย แล้วพวกเจ้ามาทำไมกันเล่า ไม่ใช่เพราะอยากเปิดหูเปิดตาดูโลกและหวังจะให้ผู้มีอำนาจเหลือบแล เพื่อจะได้ฉวยโอกาสไต่สูงขึ้นไปบ้างมิใช่หรือ”
เหล่าชายหนุ่มพลันรู้สึกอับอายและโกรธเคือง ใบหน้าร้อนผ่าว ผู้หญิงคนนี้ช่างพูดจาไม่ไว้หน้าจริงๆ แม้ว่านางจะพูดถูก แต่การถูกเสียดสีเช่นนี้ก็ทำให้เสียหน้ายิ่งนัก
พวกเขากำลังจะเอ่ยโต้แย้งบางอย่าง แต่ฉินหลิวซีกลับเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“จิ่วเสียนคือสถานที่อย่างไร เกรงว่าพวกเจ้าจะไม่รู้ งานประมูลการกุศลยิ่งใหญ่เพียงนี้ คิดว่าทุกมุมไร้ผู้คน กำแพงไร้หูจริงๆ หรือ วาจาเมื่อครู่ของพวกเจ้าเกรงว่าคงไปถึงหูผู้คนไม่น้อยแล้ว ยินดีกับพวกเจ้าด้วย พวกเจ้าได้ทำลายอนาคตของตัวเองไปด้วยมือของพวกเจ้าเองแล้ว”
ทันทีที่นางเอ่ยจบ พวกเขาก็หน้าซีดสลด สายตามองไปรอบๆ อย่างตระหนก เดิมทีไม่ทันสังเกต แต่บางมุมก็เหมือนมีคนยืนอยู่จริงๆ
คำบ่นของพวกเขาเมื่อครู่ถูกฟังไปแล้วจริงๆ หรือ
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ใบหน้าพวกเขาจากดำมืดเปลี่ยนเป็นซีดขาวในพริบตา
ฉินหลิวซีส่ายศีรษะเบาๆ คนเช่นนี้ ไม่มีค่าให้ใช้งาน
นางหันหลังกลับ ก่อนจะนึกบางอย่างได้จึงหันกลับมามองพวกเขาอีกครั้ง เอ่ย “เรื่องไม่ยุติธรรมในโลกนี้มีมากมาย แต่ผู้ใดบอกว่าคนที่เกิดในตระกูลพ่อค้าจะต้องไร้ศักดิ์ศรีด้อยกว่าบัณฑิต สมองของพวกเขาหลายคนเก่งกว่าพวกเจ้าที่รู้แต่หนังสือแต่ไม่รู้จักพลิกแพลงเสียอีก ตระกูลพ่อค้าก็เป็นเสาหลักของแผ่นดินได้ เป็นผู้รักษาบ้านเมืองให้สงบได้ สิ่งที่พวกเขาขาดคือโอกาส พวกเจ้าว่ามันไม่ยุติธรรม แล้วโอกาสที่พวกเขาได้รับนั้นได้มาเปล่าๆ อย่างนั้นหรือ แม้จะซื้อมาด้วยเงิน แต่ก็เป็นเงินทองจริงๆ ที่ซื้อมา มีผู้ใดบ้างที่ถูกเงินพัดมาใส่เองด้วยหรือ การทำการค้าต้องใช้ปัญญา วางแผน บริหารกิจการ ปัจจัยที่ต้องพิจารณาไม่น้อยไปกว่าการเป็นขุนนาง เงินที่หามาได้อย่างยากลำบากนั้นใช้ให้คุ้มค่า แล้วจะไม่ยุติธรรมตรงที่ใด”
ฉินหลิวซีเอามือไพล่หลัง เอ่ยต่อไป “เรื่องที่เจ้าเอ่ยถึงว่ามันไม่ยุติธรรม ข้าจะไม่สนใจประเด็นนี้ก็แล้วกัน แต่งานประมูลนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ส่งสิ่งของเข้าประมูลหรือคนที่ประมูล สิ่งที่พวกเขาเสนอนั้นย่อมมีราคาสูงกว่าเนื้องานที่แท้จริง แต่ทุกคนล้วนทำเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย นี่คืองานเพื่อบรรเทาทุกข์ พวกเจ้ากล่าวหาว่ามันไร้ความหมายหรือ เจ้าไม่เห็นความยากลำบากของชาวบ้านที่ประสบภัย หรือเจ้ามองข้ามเจตนาของราชสำนัก”
วาจานี้เหมือนหมวกที่เต็มไปด้วยหนาม แล้วผู้ใดจะกล้าสวมเล่า
พวกเขารีบแย้งเสียงสั่น “เจ้าอย่ากล่าวหาเราเช่นนั้น เรามิได้หมายความเช่นนั้น”
“แต่เมื่อครู่พวกเจ้าไม่ใช่หรือที่บอกว่างานประมูลนี้ไร้ความหมาย”
“ข้า…”
ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “บัณฑิตเล่าเรียนหนังสือ ควรจะฝึกจิตใจเสียก่อน มิฉะนั้นแล้วที่อ่านหนังสือขงจื๊อไปก็ไร้ค่า”
นางโยนประโยคนี้ทิ้งไปก่อนจะหันหลังเดินออกไปโดยไม่เอ่ยสิ่งใดอีก
เฟิงซิว “ก็แค่พวกบัณฑิตที่เรียนจนโง่ จะไปเสียเวลาพูดกับพวกเขาทำไมกันเล่า”
ฉินหลิวซี “เพื่อกันไม่ให้พวกที่ชอบแสร้งทำเป็นสูงส่งมองไม่เห็นว่าตัวเองคืออะไร แล้วยังมาทำท่าถือตัว”
เหล่าบัณฑิต “…”
อีกฝ่ายจุดไฟให้พวกบัณฑิตรู้สึกอยากสู้ แต่พอเห็นเงาคนในความมืด พวกเขาก็ไม่อยากจะอยู่ที่นี่อีกต่อไป รีบเอาแขนเสื้อขึ้นมาปิดหน้าแล้วหนีไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อที่นี่เงียบสงบลงก็มีชายสองคนเดินออกมาจากความมืด ไม่ใช่ชุยซื่อเสวียและเสนาบดีกรมพระคลังแล้วจะเป็นใครได้อีก
เสนาบดีเฉียนลูบหนวดพลางเอ่ย “ท่านเจ้าอาวาสปู้ฉิวผู้นี้ดูท่าอารมณ์รุนแรงไม่เบา”
ชุยซื่อเสวียยืนอยู่ด้านหลังเขาหนึ่งก้าวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “คนมีความสามารถอารมณ์ร้ายไม่นับประสาอะไร แต่ที่น่ากลัวคือพวกที่ไม่มีฝีมือแล้วอารมณ์ร้ายต่างหาก”
เสนาบดีเฉียนเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง เอ่ย “คำของฉังเซียวฟังดูยกย่องคนผู้นี้มากทีเดียว”
ชุยซื่อเสวียตอบกลับอย่างรัดกุม เอ่ย “ผู้บำเพ็ญตนเต๋าฝีมือดี ย่อมมีผู้ยกย่องเป็นธรรมดา”
เสนาบดีเฉียนส่งเสียงฮึดฮัด เอ่ย “ไปสืบดูว่าเหล่าบัณฑิตพวกนั้นเป็นผู้ใด”
กล้ากล่าวหาว่างานประมูลที่กรมพระคลังจัดขึ้นนั้นไร้ความหมายหรือ เงินหลายล้านตำลึงนี้ไม่ใช่ความหมายเช่นนั้นหรือ คนพวกนี้เอาแต่พูดลมปาก คำพูดที่ไม่มีน้ำหนักนั่นหรือที่มีความหมาย
และฉินหลิวซีในตอนนี้ กำลังยืนอยู่ต่อหน้าชายผู้หนึ่งซึ่งสวมชุดผ้าทอลายเมฆ ชายผู้นั้นส่งจดหมายแนะนำตัวให้นางด้วยท่าทางเคารพเอ่ยด้วยความตื่นเต้น “ปรมาจารย์ปู้ฉิว ผู้แซ่ลี่นี้ได้รับการแนะนำจากตู้เหมี่ยน ผู้นำชาวเรือ มีเรื่องอยากขอความช่วยเหลือ”