คุณหนูใหญ่ผู้นี้ไม่ต้องการก้าวหน้า - ตอนที่ 1069 ต้นไม้ต้องการความสงบแต่ลมไม่หยุดพัด
ตอนที่ 1069 ต้นไม้ต้องการความสงบแต่ลมไม่หยุดพัด
ฉินหลิวซีติดตามเฮยชาไปยังทะเลทรายดำอีกครั้ง หลังจากลาจากกันเป็นเวลาสามปี ทางเข้ายังเป็นที่เดิม ทว่าไม่มีหญ้าขึ้นแม้แต่ต้นเดียว แม้จะมองเห็นทะเลทรายภายใน แต่ไม่ว่าจะเดินอย่างไรก็ไม่สามารถเข้าไปได้ กลับเดินวนเวียนอยู่เพียงขอบ เหมือนกับวิ่งตามภูเขาที่ไม่มีวันถึงปลายทาง
เฟิงซิวโยนขนจิ้งจอกเส้นหนึ่งไปข้างหน้า ไม่นานขนเส้นนั้นก็ถูกลมพัดกลับมา
“คงจะเป็นม่านอาคม กั้นทุกสิ่งทุกอย่างไว้”
เฮยชาร้อนรนใจ เอ่ย “ม่านอาคมบ้าอะไร ข้าเป็นเจ้าของสถานที่นี้ แต่กลับเข้าไปไม่ได้ ผู้ใดกันแน่ที่มายึดครองถิ่นข้า”
เฟิงซิวสวนกลับ “ดูเหมือนเจ้าจะใช้สำนวนได้ดี แต่แน่ใจหรือว่าเจ้าเป็นเจ้าของ”
“ข้าจะไม่ใช่ได้อย่างไร ตั้งแต่ข้ามีจิตวิญญาณ ข้าก็อยู่ที่นี่ ข้าคือจิตวิญญาณภูเขา” เฮยชากล่าวด้วยความโกรธ
เฟิงซิวหัวเราะเยาะ “เจ้าเป็นเพียงหมีดำตัวหนึ่ง”
เฮยชา “!”
อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังด่าข้า เจ้านี่มันตัวประหลาด จะสู้กันหรืออย่างไร
ฉินหลิวซีเอ่ยอย่างไม่พอใจ “ถ้าพวกเจ้าจะทะเลาะกัน ก็ไปตายไกลๆ เลย”
เด็กไม่รู้จักโตทั้งคู่
ทั้งสองคนเงียบปากทันที
ฉินหลิวซีจึงนั่งขัดสมาธิ หายใจเข้าลึก จากนั้นสองมือของนางก็เริ่มร่ายคาถาอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวนั้นซับซ้อนราวกับกำลังเล่นมายากล ทำให้ผู้คนมองไม่เห็นการกระทำของนางอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันปากของนางก็ร่ายบทสวดออกมาอย่างต่อเนื่อง
กระแสลมสายหนึ่งพัดมา ล้อมรอบนางกลายเป็นพายุหมุนเล็กๆ หมุนวนรอบตัว
ฉินหลิวซีกัดนิ้วจนเลือดไหล ใช้ปลายนิ้ววาดยันต์ กลิ่นอายพลังวิญญาณไหลจากปลายนิ้วผสมกับเลือด หายไปในอากาศ เมื่อยันต์วาดเสร็จก็ปรากฏเป็นยันต์สีทองลอยเด่นอยู่กลางอากาศ ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ม่านอาคมนั้น
ขณะเดียวกัน นางก็กระโดดขึ้นกลางอากาศ ดวงตาของนางมีแสงสีทองแดงวาบผ่านไป เมื่อยันต์สีทองพุ่งไป นางก็เห็นรูปร่างของม่านอาคมนั้น
พรึบ
ยันต์ศักดิ์สิทธิ์ถูกดึงกลับ ส่งผลให้นางได้รับการสะท้อนกลับทันที หน้าอกของนางเจ็บปวดอย่างรุนแรงจนพ่นเลือดออกมา ร่างกายร่วงจากกลางอากาศราวกับว่าวสายขาด
เฟิงซิวพลันสีหน้าเปลี่ยน ร่างกายแปรเปลี่ยนกลายเป็นจิ้งจอกเก้าหางตัวใหญ่ หางหนึ่งของเขาพันร่างนางไว้ นำร่างนางลงสู่พื้นโดยไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย
เฮยชาซึ่งช้าไปหนึ่งก้าว น่ารำคาญ เจ้านั่นทำให้ข้าดูด้อยอีกแล้ว
เฟิงซิวสีหน้ากังวล ประคองฉินหลิวซีไว้ เอ่ย “ไยถึงกระอักเลือดเล่า ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่”
ฉินหลิวซีใบหน้าซีดขาว สีหน้าอ่อนล้าจากผลสะท้อน นางหยิบเม็ดยาจากถุงเฉียนคุนออกมากลืนกิน เอ่ย “กลับไปก่อนเถิด”
เฟิงซิวไม่เอ่ยอะไรอีก หิ้วนางขึ้นหลังแล้วใช้คาถาเปิดช่องทาง ทั้งสองหายไปจากสถานที่เดิมในพริบตา
เฮยชากินทรายเข้าไปเต็มปาก “?”
ไอ้ลูกเต่า กลับมาเดี๋ยวนี้ เจ้าทิ้งข้านะ
…
อารามชิงผิง
เฟิงซิววางฉินหลิวซีลงบนเบาะภายในห้อง สีหน้ากังวล “เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ท่านเห็นสิ่งใด”
ฉินหลิวซีเอ่ย “เขตแดนนั่นเต็มไปด้วยบทสวดศักดิ์สิทธิ์สีเลือด ถ้าข้าเดาไม่ผิด น่าจะเป็นคนผู้นั้นที่สร้างขึ้น”
บทสวดเหล่านั้นอัดแน่นราวกับม่านผืนใหญ่ กั้นขวางโลกภายนอก คล้ายกับรังไหมที่ห่อหุ้มทะเลทรายดำไว้ ไม่ให้สิ่งมีชีวิตใดเข้าออกได้
เพียงแค่มองบทสวดเหล่านั้น นางก็รู้สึกหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด ราวกับว่าผู้ที่ก้าวเข้าไปจะถูกดึงสู่ขุมนรกอเวจี ไม่มีทางหลุดพ้น
นางยังรู้สึกว่ามันน่ากลัวถึงเพียงนี้ แล้วหากมีใครกล้าบุกรุกจะเกิดสิ่งใดขึ้น
“เพียงม่านอาคม ท่านยังทำลายไม่ได้หรือ” เฟิงซิวถามด้วยความประหลาดใจ
ฉินหลิวซีเอ่ยส่ายศีรษะ “บทสวดเหล่านั้นดูชั่วร้าย หากใช้วิธีทำลายอย่างรุนแรง ข้าไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นอกจากนี้ภายในเขตแดนยังมีค่ายอาคม ถ้าเราทำลายมัน กลัวว่าจะเป็นการเตือนศัตรูให้รู้ตัวเสียก่อน ตอนนี้อย่าเพิ่งเคลื่อนไหว รอให้ข้าตรวจสอบอีกที”
เฟิงซิวเอ่ยขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ “ค่ายอาคมเส้นทางเทพเจ้า”
ทั้งสองสบตากัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
“ไยต้องเลือกทะเลทรายดำด้วย ที่นั่นมีความลับใดหรือ” เฟิงซิวถามอย่างสงสัย
ฉินหลิวซีเคาะเข่า เอ่ย “ทะเลทรายดำมีสนามพลังที่ต่างจากโลกภายนอก แต่เดิมแล้วมันคือโลกเล็กๆ ที่เข้าไปได้แต่ออกมาไม่ได้ คล้ายกับโลกเล็กๆ แห่งหนึ่ง”
เช่นเดียวกับตอนที่เจ้าหมามู่ถูกจับเข้าไปในโลกอันไร้ที่สิ้นสุดนั่น มันคือโลกเล็กๆ ที่เป็นเอกเทศ เข้าไปได้แต่ออกมาไม่ได้ ดังนั้นวิญญาณผู้ตายที่อยู่ภายใน เว้นแต่ว่าจะถูกวิญญาณอื่นกลืนกินไม่ให้ได้ไปเกิดใหม่ ก็จะต้องคงอยู่เช่นนั้นตลอดไป ไม่มีวันตายและไม่มีทางเข้าสู่การเวียนว่ายตายเกิด
แต่สิ่งที่แตกต่างคือ โลกอันไร้ที่สิ้นสุดนั้นเต็มไปด้วยพลังแห่งความตายและหมองมัว ขณะที่ทะเลทรายดำ…
เต็มไปด้วยพลังวิญญาณ
นางหวนคิดถึงช่วงเวลาที่ตามหาตัวแมงป่องทองคำในครั้งก่อน ที่ฝั่งตรงข้ามของทะเลสาบเขียวในทะเลทรายดำ พื้นดินตรงนั่นกลับมีพลังวิญญาณหนาแน่นกว่าภายนอก
สถานที่แห่งนี้อาจมีความลับอะไรซ่อนอยู่ คงต้องค้นหาบันทึกที่เกี่ยวข้อง สำคัญกว่านั้นต้องให้เฮยซาย้อนรำลึกถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อพันปีก่อน ว่าที่แห่งนั้นแท้จริงเป็นอย่างไรกันแน่
ต้นไม้ปรารถนาความสงบ แต่ลมกลับไม่ยอมหยุดพัก
ฉินหลิวซีสูดลมหายใจลึก เอ่ย “ไม่ว่าเขาจะเลือกที่นั่นด้วยเหตุผลใด แต่ว่าตั้งใจทำถึงขนาดลงแรงกับทะเลทรายดำ แสดงว่าช่วงหลายปีนี้เขาไม่ได้ว่างเลย เอาเถิด ข้าต้องไปปิดด่านเพื่อฟื้นฟูพลังจากการโดนสะท้อนกลับ เจ้าช่วยบอกเฮยซาอย่าเพิ่งเสี่ยงกลับไปทะเลทรายดำ ให้เขาคิดทบทวนถึงเหตุการณ์ในทะเลทรายดำอีกที จากนั้นเจ้ากลับไปเมืองหลวง คอยเฝ้าดูพวกเจาเจาชั่วคราว แล้วจับตาดูจวนซืออี๋จวิ้นจู่ด้วย”
“ทำไมหรือ”
“นักพรตจวนซิ่นหยางอ๋อง มีนามว่าเสวียนหมิง เหมือนกับตระกูลลี่ เขากำลังเดินทางไปเมืองหลวง คงจะมาเพราะแผนภาพค่ายอาคมและการให้กำเนิดทายาทของซืออี๋จวิ้นจู่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฟิงซิวเองไม่ได้ยืดยาด “เช่นนั้นท่านก็ระวังตัวด้วย”
ฉินหลิวซีพยักหน้าแล้วหลับตาไม่นานก็เข้าสู่สมาธิ
เฮยซาโกรธจัด “ผู้ใดเป็นคนทำเรื่องบัดซบนั่น”
“มารเอ้อฝู”
เฮยซา “…”
เจ้าไม่คิดจะให้ข้ามีเส้นทางเดินหรืออย่างไร
เฟิงซิวไม่อยากต่อปากต่อคำกับเขาจึงพาเฮยซากลับเมืองหลวงทันที เพราะกลัวว่าเขาจะเสียสติบุกไปที่ทะเลทรายดำ เช่นนั้นจะทำอย่างไร
สู้กลับเมืองหลวงไปเฝ้าดูแลเด็กๆ กับเขาดีกว่า เพราะที่นั่นเองก็เต็มไปด้วยปีศาจไม่น้อย
ในขณะเดียวกัน นักพรตเสวียนหมิงที่ฉินหลิวซีเอ่ยถึงก็กำลังจ้องมองภาพที่เพิ่งทำนายออกมาด้วยใบหน้าดำคล้าราวกับก้นหม้อ
ผู้ใดถือแผนภาพค่ายอาคมอยู่ เดี๋ยวมาเมืองหลวง เดี๋ยวไปทางใต้ ตอนนี้ไปทางตะวันตก จากนั้นเพียงชั่วพริบตาก็มาอยู่ทางตอนใต้ ผู้นี้ขึ้นสวรรค์ลงนรกได้หรืออย่างไร วิ่งวุ่นไปทั่วเช่นนี้
หรือว่าไม่ใช่คน
เสวียนหมิงเริ่มไม่แน่ใจว่าเขาควรจะไปตามหาแผนภาพค่ายอาคม หรือต้องไปจัดการเรื่องของจวิ้นจู่ที่เมืองหลวงก่อน
หลังจากคิดทบทวนสักพัก เขาหยิบกระดองเต่าแล้วทำนายใหม่ ไม่นานผลทำนายก็ออกมา ทำให้สีหน้าของเขาซีดเผือดไปทันที
การไปตามหาค่ายอาคมนั้น กลับเป็นลางร้าย
คนที่ถือค่ายอาคมอยู่ เป็นปีศาจร้ายอะไรกันแน่