คุณหนูใหญ่ผู้นี้ไม่ต้องการก้าวหน้า - ตอนที่ 1089 ได้เปรียบแล้วยังทำหน้าไร้เดียงสา
ตอนที่ 1089 ได้เปรียบแล้วยังทำหน้าไร้เดียงสา
………………..
เฉิงเอินโหวค่อนข้างมึนงง จู่ๆ ก็มาได้ยินข่าวว่านักต้มตุ๋นจะก่อกบฏจากปากบุตรชายไม่เอาถ่านของตน ช่างน่าทึ่งเสียจริง เป็นไปได้หรือไม่ว่าท่านเจ้าอาวาสผู้ไม่แสวงหาจะเป็นเหมือนราชครูในวังหลวง อยากเป็นใหญ่เป็นโตงั้นหรือ
ไม่สิ หากนางอยากจะเป็น ก็แค่ดึงราชครูลงจากหลังม้าก็สิ้นเรื่อง อาศัยความสามารถของนาง ปรุงยาอายุวัฒนะถวายฮ่องเต้สักเม็ด ก็จะได้รับพระราชทานทุกสิ่งที่อยากได้ อยากได้อะไรก็ได้หมดทุกสิ่งอย่างมิใช่หรือ
ทว่านางกลับเลือกที่จะไปแทรกแซงราชสำนัก ล้มองค์รัชทายาทให้ได้!
แถมยังดึงตระกูลของตนไปลงคลองด้วย สรุปแล้วนางต้องการสิ่งใดกันแน่
เฉิงเอินโหวไปเจอฉินหลิวซีด้วยสีหน้ากระวนกระวายใจ ยังไม่ทันได้ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ ก็ได้ยินคำว่าก่อกบฏจากปากนางเสียก่อน
หนังตาของเฉิงเอินโหวกระตุกไม่หยุด ราวกับว่าได้เห็นฉากโศกนาฏกรรมหลายร้อยชีวิตของตระกูลตนกำลังวิ่งเข้าหาแท่นประหารชีวิตก็ไม่ปาน เขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะในลำคอเบาๆ พลางเอ่ย “ท่านเจ้าอาวาสพูดเล่นเก่งจริง!”
“ท่านโหว ข้าไม่ได้กำลังพูดเล่น ข้าจะดึงองค์รัชทายาทลงจากหลังม้าอย่างแน่นอน แล้วให้คนอื่นขึ้นไปนั่งแทน” ฉินหลิวซีเอ่ยต่อ “ข้าเข้าใจการพินิจไตร่ตรองของตระกูลมู่ดี ขอเพียงแค่ฮองเฮามู่ยังคงอยู่ ผู้ใดจะขึ้นเป็นองค์รัชทายาท นางก็ยังคงได้เป็นไทเฮาอยู่ดี แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ใช่มารดาในสายเลือด การที่องค์รัชทายาทยังมีมารดาบังเกิดเกล้าอยู่ ราษฎรก็จะนับถือมารดาผู้ให้กำเนิดเป็นไทเฮาที่แท้จริง เรื่องนี้พูดยาก! หากคำนึงถึงข้อนี้ พวกท่านก็คงรู้แก่ใจดี มิเช่นนั้นคงจะไม่พยายามหลีกเลี่ยงอำนาจของอีกฝ่ายอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าการที่พวกท่านหลีกเลี่ยงนั้น ผู้อื่นไม่ได้รู้สึกพึงพอใจแต่อย่างใด ดูเอาเถิด ฮองเฮาเหนียงเหนียงก็ยังป่วยอาการสาหัสถึงเพียงนี้!”
เฉิงเอินโหวหุบยิ้ม สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมพลางลูบแหวนปานจื่อที่นิ้วมือไปมาเบาๆ
“ท่านโหวคงจะเข้าใจดี ตอนนี้ตระกูลมู่ไม่มีทางเลือกอื่นใด เลือกที่จะถูกข่มเหงทับถม หรือเลือกที่จะให้การสนับสนุนองค์รัชทายาทคนใหม่ที่สามารถพึ่งพิงได้ขึ้นรับตำแหน่งแทน ในบรรดาผู้ที่สามารถแย่งชิงตำแหน่งองค์รัชทายาท มีองค์ชายคนไหนบ้างที่ไม่มีมารดาบังเกิดเกล้าแล้ว?”
อันที่จริงฮองเฮามู่เป็นคนที่มีคุณธรรม นางมีธิดาเพียงองค์เดียว แต่มเหสีคนอื่นๆ ได้ให้กำเนิดโอรสคนแล้วคนเล่า ทว่านางก็ยอมปล่อยให้พวกนางได้คลอดทุกคน และเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่นที่มีจิตใจชั่วร้าย การฆ่ามารดาแล้วเก็บบุตรไว้ จะเป็นเรื่องยากแค่ไหนกันเชียว
แต่นางเลือกที่จะไม่ทำ ดังนั้นฝ่าบาทจึงยังมีผู้สืบทอดสายเลือด เรียกได้ว่าลูกหลานล้นหลามก็ว่าได้
“เพราะคนของฝั่งมารดาองค์รัชทายาทไปล่วงเกินท่าน ท่านเลยจะกำจัดเขาอย่างนั้นหรือ” เฉิงเอินโหวถามขึ้น
เฉิงเอินโหวขมวดคิ้วพลางถามขึ้นด้วยความสงสัย “องค์รัชทายาทคือว่าที่กษัตริย์ ไม่ถือว่าเป็นเรื่องเสียหายอะไร แม้ว่าจะตัดสินใจไม่ค่อยเด็ดขาดก็ตาม หากไม่กระทำการบุ่มบ่ามคงจะดีไม่น้อย…”
“ท่านพูดออกมาตรงๆ เลยว่าเขาไม่มีความเด็ดขาดในการเป็นกษัตริย์!” ฉินหลิวซีฉีกยิ้มพลางเอ่ย “ข้าไม่กลัวเลยที่จะบอกท่านว่าในภายภาคหน้าใต้หล้าจะโกลาหลวุ่นวาย กษัตริย์ที่ตัดสินใจไม่เด็ดขาดจะสามารถประคองใต้หล้านี้ให้สงบได้หรือ”
เฉิงเอินโหวใจเต้นขึ้นมา สีหน้าเปลี่ยนไปทันควัน พลางถามขึ้นว่า “ท่านหมายความว่าชะตากรรมของแผ่นดินจะเปลี่ยนอย่างนั้นหรือ”
เหตุใดใต้หล้าถึงตกอยู่ในความโกลาหลวุ่นวาย ย่อมเป็นเพราะชะตากรรมของแผ่นดินตกต่ำ ใครบางคนต้องการเปลี่ยนราชวงศ์ ซึ่งนำไปสู่การก่อเกิดสงคราม
“จะพูดเช่นนี้ก็ย่อมได้ ใต้หล้าโกลาหลวุ่นวาย หากจะสยบก็จะต้องมีกษัตริย์ที่ชาญฉลาด ต้องมีคณะขุนนางที่สามารถรับใช้ราษฎรอย่างแท้จริง ราชสำนักในตอนนี้สถานการณ์เป็นเช่นไร ท่านโหวย่อมรู้ดีกว่าข้า หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป คนที่จะลำบากก็คือราษฎร” ฉินหลิวซีพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย “เวลานี้มาพูดอะไรเช่นนี้ ท่านอาจคิดว่าข้าเจตนาพูดจาเขย่าขวัญให้ผู้อื่นเกรงกลัว ไม่ฟังก็ช่างเถิด เรามาพูดถึงเรื่องผลประโยชน์ของตระกูลมู่กันดีกว่า คนที่ให้การสนับสนุนผู้ที่สามารถขึ้นมาเป็นกษัตริย์ที่ชาญฉลาด จะได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ ดีกว่าต้องมานั่งมองสีหน้าผู้อื่นเป็นไหนๆ เหนียงเหนียงไร้ซึ่งโอรส เมื่อสิ้นพระชนม์ลง ตำแหน่งบรรดาศักดิ์ของท่านโหว คงจะไม่ใช้เฉิงเอินโหวต่อไปแล้วกระมัง?”
เฉิงเอินโหวเงียบงัน
ฉินหลิวซียกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบ รอคอยอย่างใจเย็น
เฉิงเอินโหวเห็นท่าทีแล้วก็รีบยิ้มเจื่อนทันที อันที่จริงเขาเข้าใจในสิ่งที่ฉินหลิวซีพูดมา ตอนนี้ที่ตระกูลมู่ยังคงร่ำรวยมั่งคั่ง เป็นเพราะฮองเฮาไร้โอรส ตระกูลมู่จึงต้องสืบทอดรุ่นสู่รุ่น แต่สายเลือดที่สืบทอดรุ่นสู่รุ่นนั้นมีดวงชะตาและสุขภาพร่างกายที่ไม่ดี ฝ่าบาทจึงยิ่งวางใจพวกเขาเข้าไปใหญ่ เพราะดูแล้วตระกูลมู่ไม่มีสายเลือดสืบทอดต่อ ดังนั้นฝ่าบาทจึงไว้วางพระทัยเป็นอย่างมาก
ทว่าผู้ใดขึ้นครองความเป็นใหญ่ ย่อมใช้แต่คนของตนเองอยู่แล้ว หากองค์รัชทายาทขึ้นครองบัลลังก์ ความร่ำรวยมั่งคั่งนี้ก็คงจะต้องเปลี่ยนเจ้าของแล้ว
อย่าว่าแต่องค์รัชทายาทขึ้นครองบัลลังก์เลย หลังจากที่องค์ชายได้รับการสถาปนา ตระกูลมู่ก็เจียมเนื้อเจียมตัวทันที มารดาขององค์รัชทายาทก็ยังเป็นคนในตระกูลฝ่ายมารดาของไทเฮาองค์ปัจจุบันอีกด้วย ยิ่งรุ่งโรจน์เข้าไปใหญ่ ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปแตะต้องคมมีดแม้แต่คนเดียว คนตระกูลโจวถึงขั้นหัวเราะเยาะเย้ยความหยินมากหยางพร่องที่เสื่อมถอยของตระกูลมู่เสียด้วยซ้ำ
เฉิงเอินโหวหรี่ตาลงต่ำ บดบังความฮึกเหิมในแววตาของเขา เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งก็ถามขึ้นว่า “ข้าขอถามเจ้าอาวาสหน่อย ท่านเล็งองค์ชายองค์ไหนขึ้นเป็นกษัตริย์ผู้ชาญฉลาดหรือ หรือว่าเป็นผู้วิเศษท่านไหนกัน?”
ฉินหลิวซีเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ท่านวางใจเถิด คนที่จะถูกผลักดันให้ขึ้นมารับตำแหน่งก็ยังคงเป็นองค์ชายเฉกเช่นเดิม ผู้ปกครองอำนาจนี้ยังคงแซ่ฉี ไม่เปลี่ยนสกุลอย่างแน่นอน เพียงแต่เขาเป็นองค์ชายที่แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะขึ้นครองบัลลังก์ หากท่านเฉิงเอินโหวจะเข้าร่วมหมากล้อมกระดานนี้ ให้ดูเสนาบดีลิ่นเป็นเยี่ยงอย่าง”
รูม่านตาของเฉิงเอินโหวหดตัวลง สุดยอดจริงๆ ถึงขั้นดึงเสนาบดีในราชสำนักปัจจุบันมาเกี่ยวข้องในเรื่องด้วย หากบอกว่านางไม่ได้ก่อกบฏคงไม่มีใครเชื่อกระมัง?
ส่วนเสนาบดีลิ่นที่พึ่งจะกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมไม่นาน แต่กลับต้องมารับกระดานหมากล้อมที่ใหญ่ขนาดนี้ เขาจะกล้าเล่นได้อย่างไรกัน
หากฝ่าบาทรู้เรื่องนี้เข้า เกรงว่ากินยาเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผลแล้ว อาจพิโรธจนขาดใจตายก็เป็นได้!
“ท่านเจ้าอาวาสบ้าบิ่นมิใช่น้อย ท่านไม่กลัวว่าข้าจะนำเรื่องนี้ไปทูลเบื้องบนหรอกหรือ” เฉิงเอินโหวจ้องนางตาเขม็ง
หากเสนาบดีลิ่นเป็นคนเล่นหมากล้อม เช่นนั้นนางก็คงเป็นคนกำหนดควบคุมกระดานหมากล้อม ความบ้าบิ่นนี้มิอาจคาดเดาได้เลย นางพึ่งจะอายุยี่สิบเองกระมัง
ฉินหลิวซีหัวเราะออกมาเบาๆ “ท่านโหวกล้าหรือ”
เฉิงเอินโหวสำลัก “!”
นี่เขาถูกข่มขู่แล้วหรือ
เขาไม่กล้าจริงๆ ฝีมือของอีกฝ่ายยากที่จะคาดเดาได้ ตำแหน่งของเขาสูงส่งแล้วอย่างไรเล่า เทียบกับคนอื่นไม่ได้แม้แต่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องที่ตระกูลเขามีต้นกล้าเพียงแค่ต้นเดียว นางไม่จำเป็นต้องทำอันใดเลย เพียงแค่ถอนต้นกล้าของตระกูลเขาทิ้ง ทุกอย่างก็เป็นอันจบสิ้น
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ตระกูลของเขาจะต้องไปร้องขอให้นางช่วยรักษาหลักประกันที่ใหญ่ที่สุดของตระกูลมู่
เฉิงเอินโหวสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ เรือโจรกบฏลำนี้ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ขึ้นก็ไม่ได้
เขาจ้องมองฉินหลิวซีพลางถาม “เจ้าอาวาสรับรองได้หรือไม่ว่าจะสามารถรักษาฮองเฮาเหนียงเหนียงให้หายได้”
“ไม่รับรอง”
เฉิงเอินโหว “…”
ล้อข้าเล่นใช่หรือไม่
“ยังไม่ได้เห็นเจ้าตัว และก็ยังไม่รู้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ข้าจะกล้าเขียนตั๋วได้อย่างไรกัน เกิดกู่ไม่กลับขึ้นมา ไม่เป็นการตบหน้าตนเองหรอกหรือ” ฉินหลิวซียิ้มบางๆ “ทว่าเกิดกู่ไม่กลับขึ้นมาจริงๆ ท่านโหวก็ไม่จำเป็นต้องกลัวว่าการซื้อขายครั้งนี้จะขาดทุน เท่าที่ข้าดู การซื้อขายครั้งนี้ ตระกูลมู่มีแต่กำไรไม่มีขาดทุน เป็นผู้ชนะที่ขาดรอยที่สุด”
เขาจ้องมองฉินหลิวซี อีกฝ่ายหรี่ตามองเขาด้วยรอยยิ้ม เฉิงเอินโหวรู้สึกหัวระเบิดโครมขึ้นมาทันควัน ดวงตาเบิกกว้าง นัยน์ตาสั่นไหว “องค์ชายที่ท่านพูดถึง หรือว่าจะเป็น…”
มือทั้งสองของเขาสั่นเทา คงไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิดหรอกกระมัง
“เป็นอย่างที่ท่านโหวคิดไม่มีผิดคือลูกเขยของท่านเอง ตื่นตาตื่นใจหรือไม่ เขาเป็นเพียงบุตรนอกสมรสแต่กลับร่ำรวยมั่งคั่งเช่นนี้ ตระกูลมู่ของพวกท่านได้รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ!” คำว่า ‘ยังแสร้งทำเป็นไร้เดียงสา’ ก็ไม่พูดแล้ว
มุมปากของเฉิงเอินโหวกระตุกเบาๆ แม้ว่าเรื่องจะเป็นเช่นนี้ แต่ก็ไม่ต้องพูดออกมาอย่างโจ่งแจ้งก็ได้หรือไม่
บุตรสาวของเขาพึงพอใจฉีเชียน ถึงขั้นขอให้ฮองเฮาเหนียงเหนียงพระราชทานงานแต่งให้ เดิมทีเขานึกว่าเป็นงานแต่งที่ดี แต่ใครจะไปนึกว่าต่อมาจะมีเรื่องความลับของพระชายาหนิงอ๋องและฝ่าบาทเกิดขึ้น แม้ว่าผิวเผินจะไม่มีคนเอ่ยถึงเรื่องนี้ในที่แจ้ง แต่เรื่องที่ฉีเชียนเป็นสายเลือดของฝ่าบาทนั้นเป็นที่รู้ดีในหมู่ราชวงศ์
ตอนนี้ฉินหลิวซีวางหมากล้อมแผงนี้ เด็กน้อยโชคไม่ดีคนนั้นกลับเป็นอ๋องตัวการในมือของนาง
นี่มันบ้าระห่ำเกินไปแล้ว!
เขาต้องการสงบจิตใจลงก่อน
เฉิงเอินโหวยกน้ำชาที่เย็นชืดขึ้นมาดื่มจนหมดพลางลูบหน้าอกที่หัวใจกำลังเต้นโครมครามอยู่ข้างใน จากนั้นจึงเอ่ย “ท่านเจ้าอาวาสไม่ได้ล้อข้าเล่นใช่หรือไม่ เป็นเขาจริงๆ หรือ”
“หากข้าต้องการหลอกท่าน ก็ควรจะหาคนที่น่าเชื่อถือได้มากกว่านี้กระมัง”
เฉิงเอินโหวสีหน้าเหยเก หากเป็นฉีเชียนก็ไม่มีอะไรให้ต้องพูดแล้ว สำเร็จขึ้นมาจริงๆ ตระกูลฉีก็จะร่ำรวยมั่งคั่ง มั่นคงจนไม่รู้จะมั่นคงอย่างไรแล้ว
เพียงแต่ความสัมพันธ์ค่อนข้างซับซ้อน การนับรุ่นในวงศ์ญาติก็ค่อนข้างวุ่นวาย
เปลี่ยนน้องเขยมาเป็นบุตรบุญธรรม?
เฉิงเอินโหวค่อนข้างรู้สึกเวียนหัว แต่ไม่ใช่เวลาที่จะมากังวลเรื่องนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือฮองเฮาเหนียงเหนียง เขาจึงเอ่ยว่า “เช่นนั้นเชิญท่านเจ้าอาวาสเข้าวังหลวงรักษาอาการป่วยของฮองเฮาเหนียงเหนียงเถิด”
ทั้งสองสบตากัน ต่างเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายโดยปริยาย