คุณหนูใหญ่ผู้นี้ไม่ต้องการก้าวหน้า - ตอนที่ 1167 ทำลายไม่ได้
ตอนที่ 1167 ทำลายไม่ได้
………………..
ม่านอาคมไร้ขอบเขต ใช้ขุมนรกอเวจีเป็นค่ายอาคมป้องกัน หากสามารถฝ่าขุมนรกอเวจีเข้าไปได้ ก็จะทะลุผ่านม่านอาคมนี้ ทว่านรกนั้นหาใช่เรื่องลวงตาไม่ หากแต่เหมือนกับนรกอเวจีที่ฉินหลิวซีเคยเห็นในโลกใต้พิภพทุกประการ ทั้งภูเขาแห่งดาบและทะเลเพลิง วิญญาณต้องทนทุกข์ทรมานกับโทษทัณฑ์อันแสนโหดร้าย เสียงโหยหวนของภูติผีปีศาจดังก้อง ก่อเกิดพลังอำมหิตและกลิ่นอายอัปมงคลที่แผ่ซ่านดั่งหมอกดำทึบ ดึงให้มนุษย์เผยบาปกรรมอันลึกเร้นออกมา ความเจ็บปวด การโทษตัวเองกัดกร่อนจิตใจ จนก่อเกิดความสิ้นหวัง
ยามเมื่อความสิ้นหวังบังเกิดขึ้น วิญญาณย่อมตกลงสู่นรกอเวจีอันไร้ขอบเขตนี้โดยไม่อาจหลุดพ้น
ในชั่วขณะนั้นเองที่ดวงจิตของฉินหลิวซีสัมผัสกับม่านอาคม พลังกระดูกพุทธะได้ถูกปลุกเร้าขึ้น พลังปราณทั้งมวลของดวงจิตหลอมรวมเข้ากับม่านอาคมเป็นหนึ่งเดียว เมื่อเผชิญหน้ากับขุมนรกอเวจีซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยพลังอาคมบวกกับอักขระคาถา จึงไม่อาจทำสิ่งใดโดยพลการ
เฮยซาเปลี่ยนร่างตนเองให้กลายเป็นกายวิญญาณอันเลือนราง ทว่าถึงจะเป็นเช่นนี้ เขาก็ยังถูกค่ายอาคมนรกนี้ดึงเอาความโหดร้ายอำมหิตจากส่วนลึกในจิตใจออกมา ส่งผลให้เหล่าวิญญาณอันชั่วร้ายในนรกกรูกันเข้ามา ตะโกนร้องคลุ้มคลั่ง หมายจะฉุดลากมันลงไปพร้อมทั้งกลืนกินอย่างไร้ความปรานี
ในห้วงเวลาสำคัญ ลูกแก้ววิญญาณพลันเคลื่อนไหว หมุนวนพาเขาหลบหนีออกไป
นอกเหนือจากนรกอเวจีแห่งโลกใต้พิภพแล้ว ความจริงล้วนเป็นสิ่งจำแลง เป็นของปลอม
คำพูดของราชาผิงเติ่งนั้นดังก้องอยู่ในจิตของฉินหลิวซี นางพาเฮยซามองข้ามทะเลเพลิงตรงหน้าแล้วก้าวเข้าไปอย่างไม่ลังเล
อีกด้าน ซื่อหลัวรู้สึกบางอย่าง หว่างคิ้วของเขากระตุกขึ้น
มีสิ่งมีชีวิตแปลกปลอมบุกเข้ามาในม่านอาคมแล้ว เป็นอุบัติเหตุ หรือจงใจกันแน่
ยามที่เขาคิดจะเคลื่อนไหว ทรวงอกพลันบีบแน่น ความเจ็บปวดเสียดแทงดวงจิตของเขาจนสั่นสะเทือน จิตวิญญาณพลันรู้สึกเจ็บแปลบ
“เจ้าช่างไม่ยอมแพ้เสียจริง” เขากดจุดแท่นวิญญาณ หวังจะระงับแรงสะท้อนนั้น ทว่าแรงต่อต้านกลับยิ่งเหนี่ยวรั้งเขาไว้
ดวงตาของซื่อหลัวเย็นชาลง
ใต้หล้านี้ ไหนเลยจะดีอย่างที่พวกเขาคิด เหตุใดต้องทุ่มเทปกป้องจนถึงขั้นยอมทำลายตนเองด้วยเล่า
…
ฉินหลิวซีเพิกเฉยต่อทะเลเพลิง ปิดเปลือกตาแล้วก้าวข้ามผ่านไป เมื่อเปิดดวงตาขึ้นอีกครั้ง ร่างของนางก็ปรากฏอยู่ริมป่ากลางทะเลาะทรายที่เคยเก็บผลเต้ากั่วสีม่วง
“นี่มันอะไรกัน ทะเลสาบหายไปไหน ที่ดินแถบนั้นเล่า แล้วนี่มันอะไรกัน” เฮยซามองภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา ขยี้ตาหลายครั้งก่อนจะหันกลับไปมองเบื้องหลัง
ด้านหลัง ทะเลทรายแผ่ขยายสุดลูกหูลูกตา เนินทรายพลิ้วไหวดุจคลื่นทะเล ปกปิดอันตรายอันลึกลับนับไม่ถ้วนไว้เบื้องล่าง หากถอยกลับไป ย่อมตกลงสู่นรกอเวจี
เฮยซาหันมามองด้านหน้าอีกครั้ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตะลึงงัน
พื้นทรายที่เคยเรียบโล่ง บัดนี้กลับกลายเป็นหลุมลึกขนาดมหึมา ภายในหลุมนั้นมีภูเขาสลับซับซ้อนทอดตัวเป็นแนวยาว หากมองลงมาจากที่สูง จะเห็นว่ามีรูปร่างคล้ายมังกรยักษ์ที่เตรียมทะยานขึ้นฟ้า หรืออาจเป็นภูเขารูปไท่จี๋แปดทิศ ภายในภูเขามีธารน้ำแข็งและแม่น้ำไหลเวียนอยู่ทั่ว สายน้ำที่ไหลรินส่งไอหมอกบางๆ ลอยเอื่อยดุจหมอกสวรรค์ที่ล้อมรอบยอดเขา ดูคล้ายจริงคล้ายภาพลวงตา
ดวงจิตของฉินหลิวซีลอยอยู่กลางอากาศ เบื้องหน้าคือภูเขาใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในหลุมลึก นางตั้งสมาธิแน่วแน่ ใช้สองมือคำนวณตำแหน่งไปมา พร้อมจดจำรูปร่างของภูเขานี้ไว้ในจิตอย่างละเอียด
มังกรยักษ์ดูเหมือนจะทะยานขึ้นได้ แต่กลับไร้เส้นปราณพลังจึงไม่อาจขยับ ส่วนใต้ร่างของมังกรนั้น มีเสาหยกขาวที่แกะสลักลวดลายมังกรพุ่งทะยานตั้งตระหง่าน
เสาหยกขาวไม่ใช่มีเพียงเสาเดียว แต่มีถึงห้าเสา วางเรียงตามทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันตกเฉียงเหนือ และกึ่งกลาง แต่ละเสาคือหนึ่งค่ายอาคม แต่ในค่ายอาคมนั้นยังแฝงด้วยค่ายอาคมย่อยอีก รวมทั้งหมดเป็นเก้าชั้นซ้อนกัน เกิดเป็นค่ายอาคมย่อยถึงแปดสิบเอ็ดค่าย
ดวงตาของฉินหลิวซีจ้องมองภูเขานั้นไม่วางตา ในจิตของนางร่างแผนที่ค่ายอาคมขึ้นอย่างต่อเนื่อง พลางวาดภาพลักษณะภูมิศาสตร์และการจัดวางในจินตนาการ แต่พลังวิญญาณของนางกลับพร่าเลือนลงอย่างรวดเร็ว จนดวงจิตของนางเริ่มอ่อนแรง
ทางด้านนอก เฟิงซิวที่เฝ้าร่างของนางอยู่เห็นใบหน้าของนางซีดขาวดุจศพ ขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้
คนผู้นี้ทำอะไรอยู่ในนั้น
จะทำลายดวงจิตของตนเองไม่ได้เด็ดขาดนะ หากดวงจิตไม่มั่นคง แม้ร่างกายจะยังอยู่ นางก็จะไม่มีวันกลับไปได้อีก
ฉินหลิวซีไม่ได้รับรู้ถึงความกังวลของเฟิงซิว ขณะที่บันทึกแผนผังค่ายอาคมไว้ในใจ ทันใดนั้นในสมองของนางก็ผุดบางอย่างขึ้นมา พานให้นางตกลงไปเรื่อยๆ ยิ่งเข้าใกล้ยอดภูเขายักษ์มากเท่าใด ยิ่งรู้สึกถึงพลังวิญญาณที่อุดมสมบูรณ์ นางครุ่นคิดพลางดึงพลังวิญญาณมาเลี้ยงดวงจิตของตนเอง
อย่างไรก็พลังวิญญาณใช่หรือไม่ ไม่เสียเปล่าไม่เสียเปล่า
เมื่อตกลงถึงข้างเสาหยกที่มีเสือขาวพันรอบ นางเพ่งพินิจไปยังเสาหยกนั้น พลังอำนาจแห่งโชคชะตาสีทองแดงเข้มราวกับเสือขาวคำรามดุร้าย กำลังจ้องมองนางด้วยดวงตาดุดัน
นางมองไปยังค่ายอาคมเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในบริเวณนี้ มีสัตว์เทพแปดตน กำลังปฏิบัติตามพิธีบูชาเสาหยกด้วยความเคารพ แต่ค่ายนี้อย่างไร ดวงตาของค่ายเล่า
ฉินหลิวซีวิ่งไปที่เสาหยกหงส์ไฟอีกต้น นี่เป็นโชคชะตาของตระกูลเฟิ่ง และเช่นกัน ค่ายอาคมเล็กฝั่งนี้ก็ไม่มีดวงตาค่าย
เป็นข้อผิดพลาดหรือ
ชัดเจนว่านี่เป็นการตั้งพิธีบูชาสวรรค์ แต่ทำไมไม่มีดวงตาค่ายอาคมในค่ายอาคมเล็ก
ให้ตายสิ ซื่อหลัวเจ้าบ้านี่ สมองเป็นอย่างไรกันแน่
ฉินหลิวซีรู้สึกหงุดหงิด ใจคิดอยากให้ซื่อหลัวเข้าครอบงำร่างกายตนเอง เพื่อที่นางจะได้สอดแนมความคิดของมัน
นางดวงตาแดงฉาน หากสอดแนมไม่ได้ ก็ทำลายเสีย ดูสิว่าเขาจะใช้วิธีอย่างไรต่อไป
ฉินหลิวซีปีนขึ้นเสาหยก วางมือบนสัตว์เทพที่สลักไว้ จิตนึกขยับเคลื่อนไหวพลังวิญญาณ สติสัมปชัญญะของนางสัมผัสได้ถึงเสียงพระสวดจากฟากฟ้า ดุจน้ำพุเย็นยะเยือกดับความโกรธของนาง
ทันใดนั้นนางเก็บพลังวิญญาณกลับ แต่ดวงจิตกลับเจ็บปวดระบม
นอกม่านอาคม เฟิงซิวใบหน้าทะมึนประคองร่างไร้ความอบอุ่นของฉินหลิวซีที่ล้มหงายหลัง มองดูท้องฟ้าที่เปลี่ยนสี ท้องฟ้ามืดครึ้มราวกับจะถล่มลงมา และคนที่อยู่ในอ้อมแขนเย็นราวกับหิมะแกะสลัก ไม่มีความอบอุ่นใดๆ
ฟ่านคงเคาะปลาไม้อยู่เรื่อยๆ ปากเอ่ยพึมพำ “ทำลายไม่ได้”
เฟิงซิวส่งกระแสจิตเข้าไป “เสี่ยวซี อย่าได้บุ่มบ่าม รีบออกมา”
ฉินหลิวซีได้ยินน้ำเสียงร้อนใจนั่น หัวคิ้วนางขมวดแน่น
“ท่านรีบออกไปเถิด ข้ารู้สึกว่าเจ้านั้นกำลังจะมาถึงแล้ว” เฮยซาเดินมาหยุดตรงหน้านาง
“แล้วเจ้าล่ะ”
“ข้าคือวิญญาณของภูเขาแห่งนี้ เกิดจากที่นี่” เฮยซาเอ่ยพร้อมชี้ไปยังภูเขาลึก “ข้าเคยเกิดที่นี่ ก่อนที่มันจะจมลงไปใต้พิภพ ข้าจึงไร้ที่พึ่ง กลายเป็นปีศาจในทะเลทรายดำนี้ ไม่ต้องมากความแล้ว ท่านรีบไป”
“เฮยซา เจ้าจะยินดีปกป้องชีวิตและช่วยเหลือราษฎรใช่หรือไม่”
“แน่นอน เป็นเกียรติของข้า”
ฉินหลิวซีชี้ไปยังพิธีบูชาสวรรค์ เอ่ย “เจ้ามีพลังวิญญาณส่วนหนึ่งของข้าอยู่ ข้าไม่สนหรอกว่าเจ้าจะใช้วิธีใด เสาหยกหนึ่งในนี้ ต่อให้ทำลายไม่ได้ เจ้าก็อย่าให้มันเป็นไปตามความต้องการของซื่อหลัว”
หากเสาหยกใดมีการเปลี่ยนแปลง พิธีนี้ก็จะถูกทำลายลง
“ตกลง”
เหล่าเฟิงซิวเร่งเร้าให้นางกลับไปไม่หยุดหย่อน
ฉินหลิวซีมองไปยังเฮยซาอย่างลึกซึ้ง เอ่ย “เช่นนั้นเจ้าดูแลตัวเองให้ดี”
เฮยซายิ้มและพยักหน้า
ฉินหลิวซีมองไปยังภูเขาลึกที่อยู่เบื้องล่างอีกครั้ง แล้วบันทึกมันลงในใจอย่างแน่วแน่ ก่อนจะหันหลังและเดินจากไป
“ขอบใจนะ ที่ทำให้ข้าได้เห็นโลกที่งดงามยิ่งกว่าเดิม” เฮยซาตะโกนจากด้านหลังด้วยเสียงดัง
ฉินหลิวซีหยุดฝีเท้าชั่วครู่แต่ไม่หันกลับไป เมื่อออกจากม่านอาคมแล้ว ยังไม่ทันที่ดวงจิตจะกลับคืนสู่ที่เดิม เฟิงซิวก็ทำการพับมิติในทันที พานางจากตรงนี้ไปอย่างรวดเร็ว
ในเวลาเดียวกัน เมื่อพวกเขาหายไปแล้วซื่อหลัวก็ปรากฏตัวภายในม่านอาคม ยืนอยู่บนผืนดินเหนือก้นหลุมและจ้องมองไปยังส่วนหนึ่งของภูเขา พร้อมกับรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้า “วิญญาณของภูเขากลับมาแล้ว”
………………..