คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 542 ปิดคดี
เมื่อราชวงศ์ล่มสลายโชคชะตาแผ่นดินก็สูญสิ้น แต่มี ‘ขุนนางทหารกล้าผู้ซื่อสัตย์’ มากมายที่ไม่เต็มใจที่จะยอมรับว่าความฝันนี้ได้พังทลายลง และพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อรักษาไว ว้
หมิงเวยไม่เคยคิดว่ากลุ่มดาวเหล่านี้เป็นหนึ่งในนั้น ด้วยวิธีนี้ความเสียหายต่างๆ ซึ่งเกิดจากพวกเขามีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้ใต้หล้าอยู่ในสงครามอีกครั้ง สาเหตุที่แท้จริงคือ ตรงนี้หรือ
การล่มสลายของราชวงศ์เฉียนเอี้ยนเป็นสิ่งที่สมควรแล้ว ราชวงศ์ที่ปกครองเป็นเวลานานสามร้อยปี ปัญหามากมายสะสมมาจนถึงจุดที่แก้ไม่ได้ ดังนั้นจึงมีเพียงทางเดียวคือเปลี่ยนราชวงศ์ ทำลายกฎระเบียบเก่าๆ แล้วสร้างอันใหม่ขึ้นมา
ในช่วงที่ท่านอาจารย์อยู่ระหว่างแคว้นฉีกับแคว้นฉู่ ท่านเลือกแคว้นฉี เหตุผลหลักคือแคว้นฉู่ได้รับมรดกสืบทอดมาจากเฉียนเอี้ยนรวมทั้งปัญหาเก่าๆ ในตระกูล ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ เกิดขึ้นเฉพาะกับเฉียนเอี้ยน แต่มีอยู่ในทุกราชวงศ์ตั้งแต่อดีตแล้ว
ช่วงเวลาที่ก่อตั้งแคว้นเป่ยฉีนั้นสั้นผ่านไปสักสองร้อยปีเกรงว่าจะกลายเป็นความคิดเสื่อมโทรมอย่างหนึ่งที่จำเป็นต้องทำลาย
“แล้วท่านต้องการหรือไม่เจ้าคะ” หมิงเวยมองเสวียนเฟย
เสวียนเฟยยิ้ม “หากข้าต้องการจะมานั่งอยู่ตรงนี้ทำไมเล่า”
เขาพูดอย่างใจเย็น “ข้าไม่เคยมีความฝันเช่นนั้นมาก่อน สิ่งที่ทรงพลังที่สุดของเสวียนตูกวันไม่ใช่เคล็ดวิชา แต่เป็นโหราศาสตร์ ชะตากรรมของแผ่นดินสิ้นสุดลง ข้ารู้ดีกว่าผู้ใดว่า ามันยากที่จะรับได้ ตอนนั้นข้าอยู่ในภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ข้าไม่รู้ว่าควรกลับไปที่ใด ท่านอาจารย์ตายเพราะข้า ข้าไม่มีสิทธิ์นั่งในตำแหน่งเจ้าสำนัก อีกทั้งอวี้หยางต ตายด้วยน้ำมือของข้าหากข้ามีแต่สร้างปัญหา เสวียนตูกวันคงไม่สามารถทนต่อข้าได้ แล้วข้าก็ไม่ได้ทนทุกข์ที่รู้ชาติกำเนิดของตนเอง ข้าไม่ได้รู้สึกอะไร…”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งเขาก็หัวเราะ “สรุปได้ว่าข้าฝึกฝนไม่ดีพอเรื่องนี้ต้องขอบคุณท่านที่เตือนข้า” เขาประสานมือโค้งคำนับให้หมิงเวย
นี่เป็นครั้งแรกที่เสวียนเฟยแสดงความขอบคุณต่อนางอย่างตรงไปตรงมา โดยยอมรับข้อบกพร่องของเขาเอง
หลังจากผ่านเรื่องนี้ไปถึงได้พบว่ายังมีฟ้าสูงทะเลกว้างอีก
“ยินดีด้วยเจ้าค่ะ” หมิงเวยกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ผ่านพ้นเรื่องนี้ไปขอบเขตของท่านสูงขึ้นอีกระดับแล้ว”
เสวียนเฟยพยักหน้าเบาๆ “โชคดีที่แม่นางเตือนให้ข้าระลึกถึงเรื่องที่ท่านอาจารย์ไหว้วานทำให้มีความกล้าที่จะเผชิญเรื่องนี้ อันที่จริงเรื่องนี้ก็ไม่ได้ยากเพียงนั้น เสวียนตูก วันไม่ใช่เสวียนเหมินธรรมดาเพราะมีตำแหน่งราชครูอยู่ อันที่จริงก็เป็นองค์กรหนึ่งในราชสำนัก ตราบใดที่ฝ่าบาทไม่กล่าวตำหนิใดๆ แม้ว่าข้าจะเป็นฆาตกรจริงๆ ก็ยังสามารถนั่งในตำแ แหน่งราชครูได้อย่างมั่นคง”
“ใบไม้หนึ่งใบบังตา[1]” หนิงซิวพูดเสียงเรียบ “ตอนนั้นท่านจมอยู่กับชาติกำเนิดของตนเองจนมองไม่เห็นสิ่งใด หากตามพวกเขาไปจริงๆ มาคิดได้ตอนหลังก็สายไปเสียแล้ว”
“ใช่” เสวียนเฟยพูดเสียงเบา “ยามมองเห็นไม่ชัดนึกว่ายืนอยู่หน้าขุมนรก แต่พอมองเห็นชัดแล้วก็เป็นเพียงแค่คูน้ำเล็กๆ ที่พอเดินข้ามไปได้”
“กล่าวเช่นนี้หมายความว่าฝ่าบาทไม่กล่าวตำหนิท่านหรือ” หยางชูถามเขา
“แน่นอนว่าตำหนิ” เสวียนเฟยพูด “ในฐานะราชครู ข้าติดกับดักเคล็ดวิชาของผู้อื่น แสดงให้เห็นว่าข้าไม่เชี่ยวชาญในด้านทักษะ นอกจากนี้เสวียนตูกวันยังถูกโจมตีโดยใครบางคน และข ข้าต้องรับผิดชอบอย่างสูงด้วย ฝ่าบาทรับสั่งให้ข้าบำเพ็ญตบะเป็นเวลาหนึ่งปี ห้ามออกจากเขา รับฐานะราชครูไว้ชั่วคราวรอดูผลในภายภาคหน้า”
หยางชูยิ้ม “ฝ่าบาทคิดว่าท่านมีประโยชน์การลงโทษเช่นนี้มีไว้เพื่ออุดปากผู้อื่น” เสวียนเฟยพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
“ดี” เขาลุกขึ้นยืน “ถึงเวลาที่ข้าจะต้องกลับไปบอกเหล่าผู้อาวุโส ระยะเวลาหนึ่งปีนี้เป็นไปได้อย่ามาพบข้า”
หมิงเวยถามเขาว่าจะจัดการอย่างไร
เสวียนเฟยตอบ “ข้าจะดูแลเรื่องนี้ให้ดี หากมีเรื่องสำคัญจะวานพี่หนิงไปบอก”
หนิงซิวถือว่าเป็นคนของเสวียนตูกวันครึ่งหนึ่ง เมื่อพูดถึงเรื่องนี้เสวียนเฟยก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง และถามเขาว่า
“พวกเรา…ไม่ต้องหันหน้ามากลายเป็นศัตรูกันแล้วใช่หรือไม่”
หนิงซิวมองเขาเงียบๆ แล้วพูดว่า “เรื่องป้ายคุ้มกันท่านกับข้าล้วนไม่ใช่ตัวต้นเรื่อง ท่านไม่รู้เรื่องนี้ก็ไม่มีเหตุผลที่จะกล่าวโทษท่าน”
เสวียนเฟยพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ดีจริงๆ”
พูดจบเขาก็ออกจากที่นี่ และกลับไปที่เสวียนตูกวัน มองดูร่างของเขาหายลับตาไป หมิงเวยพูดขึ้นว่า “จู่ๆ ข้าก็รู้สึกถึงความสำเร็จ”
“ทำไมหรือ”
“ช่วยชีวิตดาวมารได้แล้วเจ้าค่ะ!” หมิงเวยยิ้ม “ข้าเชื่อว่าเสวียนเฟยจะไม่กลายเป็นดาวมารสิ่งที่พวกเราทำมีความหมายมากเจ้าค่ะ”
“แน่นอน” หยางชูพูดกับนาง “ท่านเปลี่ยนแปลงข้าจะไม่มีความหมายได้อย่างไร”
หมิงเวยพยักหน้าทั้งรอยยิ้ม “เจ้าค่ะ”
……………
ในวันที่สอง หมิงเวยไปที่ศาลาว่าการเพื่อดูเจี่ยงเหวินเฟิงปิดคดี และได้รับรู้ข่าวเรื่องหนึ่ง
“คนในเสวียนตูกวันหายไปหนึ่งคนงั้นหรือเจ้าคะ”
เจี่ยงเหวินเฟิงตอบ “ใช่ คนผู้นั้นมีนามว่าซินเจ๋อ หลังจากที่เราตรวจสอบ การเคลื่อนไหวของเขาน่าสงสัยมาก พอบุรุษชุดครามปรากฏตัวก็ไม่เห็นเขาอีกเลย”
“ซินเจ๋อ…ดูเหมือนว่าจะเป็นศิษย์น้องที่อยู่ข้างกายอวี้หยางใช่หรือไม่เจ้าคะ”
“ใช่” หมิงเวยจำไม่ได้ว่าซินเจ๋อหน้าตาเป็นอย่างไร แต่นางจำได้ชัดเจนว่าเขาแตกต่างไปจากบุรุษชุดครามอย่างสิ้นเชิง
ใช่ ในเมื่อเขามีมรดกสืบทอดของปรมาจารย์แห่งชีวิต แน่นอนว่าเขาต้องรู้วิธีแยกแยะชี่ เหตุใดเขาจะไม่ปลอมตัวล่ะ
“นี่เป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดจริงๆ…”
เจี่ยงเหวินเฟิงพูด “ด้วยตัวตนของเขาในเสวียนตูกวัน และความแข็งแกร่งของเขาเองจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เขามา และจากไปอย่างไร้ร่องรอย”
หมิงเวยพยักหน้าเงียบๆ ตอนนี้เขาหายไปอีกแล้ว มันไม่ง่ายเลยที่จะตามหาเขาอีก
เจี่ยงเหวินเฟิงม้วนกระดาษหนังแกะออกมา “ผู้ที่เราจับได้ฆ่าตัวตาย สิ่งของของผู้ตายไม่มีอะไรน่าสงสัยมีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่รู้สึกแปลกๆ”
หมิงเวยเปิดดู และพบว่าเป็นม้วนภาพวาดลวดลายวาดด้วยเฉดสีต่างๆ
เจี่ยงเหวินเฟิงพูด “ข้ามองไม่ออกจริงๆ แม่นางหมิงมีความเห็นอย่างไร”
“นี่เป็นแผนที่ภูมิอากาศของภูเขาลำธารเจ้าค่ะ” หมิงเวยมองไปพูดไป “ลายเส้นพวกนี้หมายถึงทิศทางของอากาศ”
นางวางม้วนแผนที่หนังแกะไว้บนโต๊ะด้วยความรู้สึกทึ่ง “ผู้ที่วาดภาพนี้ช่างน่าทึ่งจริงๆ ต้องลงพื้นที่สัมผัสประสบการณ์จริงๆ เดินทางท่องภูเขาถึงสามารถวาดแผนที่ภูมิศาสตร์ขึ้น นมาได้ มีแผนที่นี้อยู่ในมืออย่างน้อยใช้เวลาสามสิบปีมองดูเพียงครั้งเดียวก็เข้าใจเลือกทำเลที่เหมาะสมในการสร้างเมืองได้แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องสำรวจสถานที่จริง น่าเสียดายที่ แผนที่นี้เป็นฉบับแบบง่ายที่มีทิศทางทั่วไป หากเป็นฉบับละเอียดซินแสในใต้หล้านี้คงตกงาน”
เจี่ยงเหวินเฟิงเอ่ยต่อ “ในเมื่อเป็นเช่นนั้นภาพนี้ไม่มีประโยชน์สำหรับข้า แม่นางหมิงเก็บไว้เถอะ”
หมิงเวยแปลกใจนางเงยหน้ามองเขา “ใต้เท้าเจี่ยง ของสิ่งนี้เป็นหลักฐานไม่ใช่หรือเจ้าคะ”
เจี่ยงเหวินเฟิงยิ้ม “คดีนี้จบลงแล้วยังมีเรื่องสมาชิกที่เหลือรอดจากราชวงศ์ก่อนที่ต้องรายงาน”
หมิงเวยเข้าใจแล้วเขาจงใจสงวนเรื่องนี้เอาไว้ ไม่คิดว่าเจี่ยงชิงเทียนผู้สง่างามจะทำเช่นนั้นจริงๆ
หมิงเวยเหมือนจะยิ้ม แต่ไม่ยิ้ม ทั้งสองสบตากันด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกันโดยไม่ต้องพูดออกมา แม้ว่าใต้เท้าเจี่ยงจะไม่สนใจที่จะกบฏ แต่เขาก็ยังคงอยู่เคียงข้างพวกเราในท้ายที สุด
“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ” หมิงเวยเก็บม้วนกระดาษ “หากมีเรื่องอะไรอีกใต้เท้าส่งคนมาบอกข้าได้”
“ได้”
หมิงเวยกลับตระกูลจี้ ในคืนนั้นนางชื่นชมแผนที่ภูมิอากาศของภูเขาลำธารภายใต้แสงไฟ พอมองไปมองมากลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างอธิบายไม่ถูก
นางนั่งครุ่นคิดอยู่นานจู่ๆ ก็นึกอะไรบางอย่างได้แล้วตะโกนว่า “ตัวฝู กระดาษแผ่นนั้นวางอยู่ที่ใด กระดาษแผ่นนั้นที่เอามาจากจวนตระกูลหมิง!”
……………..
[1] ใบไม้หนึ่งใบบังตา : ไม่ใช่ผู้อื่นมองไม่เห็นตน แต่ตนเองจะมองไม่เห็นผู้อื่น