จอมศาสตราพลิกดารา - บทที่ 563 เดินทัพทางไกล
วิชาฝึกผีเป็นวิชาที่หลี่มู่ค้นหามาโดยตลอด
ตอนนั้นเขากลับโลกคิดจะหาซินแสเฒ่าให้เจอแล้วขอวิชาฝึกผีสัก
วิชาหนึ่ง น่าเสียดายที่ไร้ซึ่งร่องรอยของซินแสเฒ่า ไม่รู้ว่าอยู่ที่ใด
ที่ข้างกายหลี่มู่ คนที่ต้องการวิชานี้มีมากมายเหลือเกิน
ที่แผ่นดินใหญ่เสินโจวมีบ่าวรับใช้ข้างกายมารดาหลี่มู่ และยัง
มีอวี๋ฮว่าหลง ตอนนี้ยังรวมโอวหยางฮ่วนอวี่และอู๋หมิงแห่งภูเขาสู่เข้าไป
อีกสองคน หากมีวิชาฝึกผี พวกเขาที่อยู่ในสภาวะวิญญาณ ทําได้แค่
ซ่อนตัวอยู่ในโลงหยกหล่อเลี้ยงวิญญาณ ก็จะสามารถบุกเบิก ‘เส้นทาง
ใหม่’ ได้อีกครั้ง
สําหรับมุมมองของหลี่มู่ การดับสิ้นของร่างกายไม่ได้หมายถึง
ความตายอย่างแท้จริง
ที่โลกเคยมีนักวิทยาศาสตร์เสนอทฤษฏีแปลงความทรงจําและ
ความนึกคิดของมนุษย์เป็นข้อมูลดิจิตอล เก็บไว้ในอุปกรณ์หรือสมอง
กล สร้างร่างหุ่นยนตร์มาแทนที่กายเนื้อที่เน่าเปื่ อย มนุษย์ก็จะสามารถ
เป็นอมตะได้จริงๆความคิดนี้อันที่จริงแล้วมีจุดคล้ายกับระบบฝึกผีของโลกวิถียุทธ์
โดยเฉพาะผู้แข็งแกร่งวิถียุทธ์บางคนที่สามจิตเจ็ดวิญญาณ
แข็งแกร่งมาก ต่อให้ตายไปนานแต่ก็ยังคงมีตัวตน แต่ภายใต้สภาวะ
เช่นนี้ พลังของวิญญาณจะไม่ได้รับการเสริมเพิ่มพลัง สุดท้ายก็ลอย
คว้างแล้วตายไป เพราะวิชาที่เหล่าจอมยุทธ์ฝึกฝนล้วนเป็นวิชาที่นํามา
ยกระดับคุณสมบัติชีวิต ไม่มีกายเนื้อก็ไม่อาจฝึกฝนได้
ส่วนวิชาฝึกผีวิถียุทธ์นั้นเป็นวิชาที่ช่วยในการฝึกฝนกายเนื้อ แต่
เป็นเหมือนกับการสร้าง ‘ร่างหุ่นยนตร์’ ให้กับวิญญาณเหล่านี้
พูดจากนิยามนี้ การดับสิ้นของร่างกายและวิญญาณในเวลา
เดียวกันถึงจะหมายถึงความตายอย่างแท้จริง
ก็เหมือนกับ สตรีชุดผ้าโปร่างบางสีดํา ‘หอสังการอาภรณ์ดํา’
นับว่าตายอย่างสมบูรณ์แล้ว
ส่วนโอวหยางฮ่วนอวี่ อู๋หมิงและคนอื่นๆ อยู่ในสภาวะระหว่าง
ความเป็นและความตาย หากสามารถฝึก ‘วิชาฝึกผี’ ได้ล่ะก็ สุดท้าย
หลุดจากโลงหยกหล่อเลี้ยงวิญญาณ กุมชะตาชีวิตเอง ท่องไปในห้วง
ดาราสมุทร ทะลวงค่ายกลสังหารศัตรู ก็ล้วนทําได้ทั้งสิ้น เช่นนี้แล้วก็ไม่
ต่างอะไรกับมีชีวิตอยู่จริงๆ เลย“ท่าทางต้องไปดาวร้อยวิญญาณสักรอบหนึ่งแล้ว จะต้องเอาวิชา
ฝึกผีมาให้ได้”
หลี่มู่ตัดสินใจทันที
เพียงแต่ถ้าเป็นเช่นนี้ก็จําเป็นต้องเดินทางไปเขตดาราเทพวีรชน
แล้ว
อันตรายมากมาย
แต่ว่า ในตอนนี้เอง ตาของหลี่มู่ก็เป็นประกาย
เขาพลันนึกวิธีแก้ปัญหากับสถานการณ์คับขันที่ภูเขาสู่โลกดาว
ทุรกันดารต้องเผชิญหน้าขึ้นได้
“เพียงแต่ถ้าทําแบบนี้จะค่อนข้างอันตราย”
หลี่มู่ยิ้มขื่นอีกครั้ง
ไม่อยากเป็นวีรบุรุษยิ่งใหญ่ เพราะหลายครั้งวีรบุรุษมักจะเป็นคน
ที่ตายอนาถที่สุด
แต่เหมือนว่าจะไม่มีวิธีอื่นแล้ว
ในใจของเขาเริ่มมีแนวคิดก่อขึ้น แต่ว่ายังจําเป็นต้องคิดให้ละเอียด
จริงจัง ลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุดหลี่มู่รักชีวิต ไม่เคยเอาชีวิตของตัวเองมาล้อเล่น
……
เพียงชั่วพริบตาก็ผ่านไปสามวัน
บรรยากาศครึกครื้นยินดีในเมืองไป๋ตี้ค่อยๆ สลายไป
เก้าสํานักเป็นอดีตไปแล้ว
ยุคสมัยของสี่เมือง สามสํานัก สองตระกูลจบสิ้นลงแล้วโดย
สมบูรณ์
สําหรับลัทธิเทพภูเขาสู่ โลกดาวทุรกันดารพูดได้ว่าเสียหายสาหัส
หลังจากเฉลิมฉลองเป็นช่วงสั้นๆ ปัญหาแต่ละเรื่องที่ปรากฏขึ้นต่อ
หน้าเหล่าผู้คนลัทธิเขาสู่ทั้งหลายจําต้องไปเผชิญหน้า
ความรู้สึกเช่นนี้เหมือนว่าลัทธิภูเขาสู่เปลี่ยนจากฝ่ายค้านมาเป็น
ฝ่ายรัฐบาล เปลี่ยนจากโจรภูเขามาเป็นขุนนางดูแลประชาชนทันที
จําต้องปกครองประชาชน นโยบายก่อนหน้านี้ก็จําเป็นต้องเปลี่ยนสัก
หน่อย
และในลัทธิเทพภูเขาสู่ตอนนี้คนที่สามารถรับมือได้เพียงลําพังโดย
แท้จริงมีเพียงหลงอู่และอาจารย์สุ่ยเยวี่ยเท่านั้นดีที่นิสัยของสองคนนี้เสริมซึ่งกันและกัน
หลงอู่ฉุนเฉียว กระตือรือล้น ในความหยาบมีความละเอียดอ่อน
ส่วนอาจารย์สุ่ยเยวี่ยทํางานรวดเร็วฉับไว เชี่ยวชาญการวางแผน
ภายใต้การร่วมมือซึ่งกันและกัน เรื่องทุกอย่างก็ดําเนินไปอย่างเป็น
ระเบียบแบบแผน โดยเฉพาะการเตรียมแผนล้อมจับผู้สืบทอดเก้า
สํานักกําลังดําเนินไปอย่างเรียบร้อย ทั้งสองคนก็ดําเนินตามเจตจํานง
ของหลี่มู่อย่างจริงจัง ซึ่งก็คือจะขุดรากถอนโคนเก้าสํานักไปจากดาว
ทุรกันดารให้สิ้นซาก
หลี่มู่ก็ยังคงเป็นพวกลอยตัวเหนือทุกสิ่งเช่นเดิม
นอกจากไม่ชอบเข้าไปยุ่งในเรื่องหยุมหยิมพวกนี้ เหตุผลมากกว่า
นั้นคือหลี่มู่ไม่เหมาะที่จะไปทําเรื่องพวกนี้จริงๆ
แต่ว่า หลี่มู่เองก็ไม่ได้นั่งว่าง
เรื่องที่เขาตัดสินใจจะทําต่อไปอันตรายมาก ดังนั้นจึงต้องเตรียมให้
พร้อมถึงจะทําสําเร็จได้ เช่นนี้แล้วระดับความยุ่งของเขาจึงไม่แพ้หลงอู่
และสุ่ยเยวี่ยสองคนนี้เลย
ในช่วงนี้สระบัวมรกตแห่งนั้นยังคงปกคลุมไปด้วยค่ายกลสีดํา
อักขระเงินเยี่ยอู๋เหินธิดาเทพแห่งสํานักชําระดาบยังคงอยู่ในสภาวะฝึกฝน ก็
ไม่รู้ว่าพัฒนาไปอย่างไร
แต่ว่าหลังจากได้ยินข่าวคราวจากปากหลี่มู่ คนของสํานักชําระ
ดาบทั้งหลายกลับไม่ร้อนใจแล้ว
ในเมื่อได้รับมรดกจากเจ้าลัทธิคนปัจจุบัน สําหรับเยี่ยอู๋เหินแล้ว
เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ เป็นเรื่องดีที่ยากจะพานพบ บางทียิ่งอยู่ในสระ
บัวมรกตนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้ประโยชน์มากเท่านั้น
ข่าวร้ายเพียงเรื่องเดียวคือ ท่านย่าเยี่ยเฮิ่นเจ้าสํานักชําระดาบ
ถึงแม้หลี่เนี่ยนห่าวจะรักษาอย่างสุดกําลัง แต่อาการดีขึ้นไม่มาก
เยี่ยเฮิ่นฟื้ นแล้ว กายเนื้อยังคงมีพลังฝึกตนขั้นทะลวงสวรรค์
แข็งแกร่งอย่างยิ่งยวด ดังนั้นบาดแผลภายนอกจึงหายดีแล้ว แต่สติของ
นางยังคงมึนๆ งงๆ ลืมความทรงจําในอดีตทุกเรื่อง ทําให้หลี่มู่รู้สึกว่า
เหมือนกับคนแก่บนโลกที่อายุมากแล้วป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์แบบนั้น
แต่นอกจากจําคนไม่ได้ จําเรื่องไม่ได้ ลืมเรื่องต่างๆ ในอดีตแล้ว ก็ไม่ต่าง
อะไรกับคนทั่วไปเท่าไหร่
เจ้าสํานักชําระดาบที่เคยเรียกลมเรียกฝนในโลกดาวทุรกันดารได้
กลายเป็นเหมือนหญิงชราธรรมดาๆ ในโลกคนหนึ่ง
สิ่งเดียวที่นางจําได้มีเพียงเยี่ยอู๋เหินเท่านั้น“ข้ามีหลานสาวคนหนึ่ง เป็นเทพธิดาจุติลงมาเกิด”
นี่เป็นประโยคที่เยี่ยเฮิ่นมักจะพูดอยู่ตลอดเวลา
“นางออกเดินทางไปไกล ไม่นานก็จะกลับมาหาข้า”
เยี่ยเฮิ่นมักจะพึมพํา
ยามคิดถึงจนถึงขีดสุด นางก็จะกระวนกระวายฉุนเฉียวอาละวาด
ไม่อาจควบคุมตัวเองได้
เนื่องจากพลังกายเนื้อแข็งแกร่ง ดังนั้นคนทั่วไปไม่อาจดูเยี่ยเฮิ่นได้
และก็ไม่กล้าเข้าใกล้ ง่ายต่อการได้รับบาดเจ็บกระทั่งตาย
มีเพียงฉิงเอ๋อร์สาวใช้ของเยี่ยอู๋เหินหยิบเสื้อผ้า หรือเครื่องประดับ
ที่คุ้นบางชิ้นของนางมา เยี่ยเฮิ่นเห็นแล้วถึงได้ค่อยๆ สงบลง
นางประคองของพวกนี้ไว้ในมือ ประเดี๋ยวยิ้ม ประเดี๋ยวร�าไห้
ตอนนั้นที่เยี่ยเฮิ่นตัดสินใจออกรบด้วยใจพร้อมตายเยี่ยอู๋เหินอยู่ใน
สภาวะหายตัวไป นางไม่รู้ร่องรอยของเยี่ยอู๋เหิน ทั้งยังไม่มีเวลาและกะ
จิตกะใจตามหาเยี่ยอู๋เหิน อาจจะด้วยเพราะเหตุนี้จึงกลายเป็นปมในใจ
ต่อให้อยู่ในสภาวะผลค้างเคียงของ ‘ฝันมายาพราย’ ลึกลงไปในสมองก็
ยังคงจําเรื่องนี้อยู่ จิตใต้สํานึกคิดว่าเยี่ยอู๋เหินออกเดินทางไกลไปแล้วนอกจากนั้นแล้ว ทุกครั้งที่ได้เห็นหลี่มู่ เห็นได้ชัดว่าเยี่ยเฮิ่นดีใจเป็น
อย่างมาก ลากหลี่มู่ พูดอะไรมากมายเหมือนกับเด็กๆ
เห็นได้ชัดว่านางมีความรู้สึกสนิทสนมกับหลี่มู่อย่างน่าประหลาด
และหลายครั้งหลังจากได้พบหลี่มู่ก็จะยิ้มอย่างมีความสุข จับมือห
ลี่มู่ถามซ�าแล้วซ�าอีกว่า ‘เจ้าเป็นลูกเต้าเหล่ากอใครกัน หน้าตาหล่อ
เหลาเอาการเชียว’ ‘พ่อหนุ่มแต่งงานแล้วหรือยัง’ ‘ข้ามีหลานสาวอยู่
คนหนึ่ง ราวเทพธิดาลงมาเกิด สวยหยาดเยิ้มนัก’……
หลี่มู่จะแบ่งเวลามาอยู่เป็นเพื่อนผู้ชราท่านนี้ทุกวัน
นี่คือหญิงชราที่น่าเคารพและน่าสงสาร เกิดมาหน้าตาสวยสะ แต่
ชะตาชีวิตอาภัพนัก สามีตายไปนานแล้ว ส่วนลูกชายและลูกสะใภ้ก็รบ
จนตัวตายเพื่อภูเขาสู่
เพื่อภูเขาสู่ นางมอบทุกอย่างของนางให้ไปทั้งหมดแล้ว
หลังจากศึกต่อสู้สิบวัน
สามจิตเจ็ดวิญญาณของเจ้าสํานักศาลาเหนือฟ้าโอวหยางฮ่วนอวี่ก็
หลอมรวมโดยสมบูรณ์ ฟื้ นคืนความนึกคิด สามารถสื่อสารกับคนอื่นได้
สติแจ่มชัด นอกจากไม่มีกายเนื้อ ไม่มีกําลังรบ ทําได้แต่พึ่งพาโลงหยก
แล้ว ด้านอื่นก็ไม่ต่างอะไรกับก่อนหน้านี้เลย โอวหยางฮ่วนอวี่ในสภาวะเช่นนี้สามารถเข้าร่วมแผนการวางแผนต่างๆ ของลัทธิเทพภูเขาสู่ได้
แล้ว
โอวหยางฮ่วนอวี่และอาจารย์สุ่ยเยวี่ย ล้วนเป็นที่ปรึกษามีชื่อของ
สํานักเขาสู่ มีชื่อเสียงบารมีไม่ธรรมดา ดังนั้น มีเขาเข้าร่วม การวางแผน
รบต่างๆ ของภูเขาสู่ก็จะดําเนินไปได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น
หลังจากการต่อสู้สิบห้าวัน
สามจิตเจ็ดวิญญาณของผู้รับใช้ดาบอันดับหนึ่งอู๋หมิงแห่งสํานัก
ชําระดาบก็หลอมรวม ฟื้ นฟูสตินึกคิดเช่นกัน
เรื่องแรกที่อู๋หมิงถามทันทีหลังจากที่ฟื้ นคืนสติจากโลกไร้ลักษณ์ก็
คือความปลอดภัยของเยี่ยเฮิ่น และผลการต่อสู้ของศึกประลองสิบยก
หากบอกว่าชีวิตของเยี่ยเฮิ่นมีแต่เรื่องของภูเขาสู่และเยี่ยอู๋เหิน
แล้วล่ะก็ เช่นนั้นในชีวิตของอู๋หมิง นับตั้งแต่เมื่อเก้าสิบปีก่อนก็มีเพียง
เยี่ยเฮิ่นคนเดียวเท่านั้น
เขายินดีตายเพื่อเยี่ยเฮิ่น
เรื่องที่ควรค่าแก่การพูดถึงก็คือ อู๋หมิงในสภาวะวิญญาณ รอย
แผลเป็นบนใบหน้าหายไป หน้าตางดงามสง่าเป็นยิ่งนัก ราวกับคุณชายงดงามผู้สูงส่งไร้มลทิน บุคลิกน่าเกรงขาม ‘ดาบวายุเมฆาอันดับหนึ่ง’
แห่งโลกดาวทุรกันดารเมื่อในวันวานเป็นดั่งคําเล่าลือจริงๆ
เขามาปรากฏเบื้องหน้าเยี่ยเฮิ่นในทันที
เยี่ยเฮิ่นมองอู๋หมิงอย่างตะลึงงัน จากนั้นใบหน้าก็ฉายรอยยิ้มช้าๆ
สําหรับอู๋หมิงเยี่ยเฮิ่นสนิทสนมยิ่งนัก ยามเมื่อได้เห็นก็ยิ้มขึ้น แต่
กลับจําชื่อของอู๋หมิงไม่ได้
นับจากนั้น อู๋หมิงก็คอยอยู่เคียงข้างกายเยี่ยเฮิ่นตลอด คอยคุยเป็น
เพื่อนนาง
อู๋หมิงบอกชื่อตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า จากนั้นเยี่ยเฮิ่นก็ลืมครั้งแล้ว
ครั้งเล่าเช่นกัน
ทั้งสองไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเลย
สภาพจิตใจของเยี่ยเฮิ่นดีขึ้นมาก จํานวนครั้งที่อาละวาดก็ลดลง
หลังจากศึกต่อสู้ยี่สิบวัน แผนเตรียมรบของภูเขาสู่ก็เสร็จสิ้นโดย
สมบูรณ์ กําลังทหารก็เตรียมเรียบร้อย
กลองรบดังสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงแตรเขาสัตว์ดังก้องฟ้าเรือเหาะแต่ละลําๆ ออกเดินทัพจากค่ายบนยอดเขาจัวเฟิง ก้าว
ออกจากภูเขาสู่อย่างยิ่งใหญ่ เปิดศึกแห่งโลกดาวทุรกันดาร
หลี่มู่เดินทางพร้อมกับเรือเหาะ
เมืองธารเหมันต์ เมืองเป็นหนึ่ง เมืองตะวันลับฟ้า เมืองกลางนภา…
สมาพันธ์สี่เมืองถูกโจมตีทําลายล้างตามลําดับภายในสี่วัน
ต่อให้ในยี่สิบสามวันที่ผ่านมา พวกเขาที่หวาดกลัวอกสั่นขวัญ
แขวนเตรียมตัวอย่างหนัก วางค่ายกล เรียกรวมพล ขอความช่วยเหลือ
จากกองหนุนที่แข็งแกร่ง แต่สมาพันธ์สี่เมืองที่สูญเสียการค�ายันจากผู้
แข็งแกร่งชั้นยอดระดับทะลวงสวรรค์และผู้แข็งแกร่งขั้นมหาเทวะ
จํานวนมหาศาล ไม่อาจติดต่อกับผู้ฝึกฝนนอกพิภพได้ เมื่อไร้การ
สนับสนุนจากสํานักนอกพิภพก็ไม่อาจต้านทานการเดินทัพไกลของ
ภูเขาสู่ได้เลย
ทั้งยังสาอะไรกับหลี่มู่นําทัพเอง
……………………………………………………