ฉันนี่แหละจ้าวนรก [我要做阎罗] - บทที่ 539: ควอน คยองโฮ
บทที่ 539: ควอน คยองโฮ
ในขณะที่ฉินเย่เดินออกจากสถานีตำรวจ เขาก็มองไปที่โทรศัพท์ ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว
เด็กหนุ่มตกตะลึงอย่างมากกับความแตกต่างอย่างมหาศาลระหว่างพื้นที่ที่มีการเกิดเหตุการณ์เหนือธรรมชาติสูงและพื้นที่ที่มีการเกิดเหตุการณ์เหนือธรรมชาติต่ำ ในแดฮัน แสงนีออนส่องสว่างไปทั่ว และท้องถนนก็เต็มไปด้วยเสียงร้องเพลง เสียงเต้นรำ และความสนุกสนานในรูปแบบต่าง ๆ มันทำให้เขาหวนนึกไปถึงสิ่งที่จีนเคยเป็นในอดีต ก่อนที่ทุกอย่างจะจบลงด้วยการแพร่ระบาดของเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ ตอนนี้ แม้แต่การหาร้านค้าที่เปิดอยู่หลังเวลาหนึ่งทุ่มตรงก็ยังเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขา
เด็กหนุ่มถอนหายใจออกมาเบา ๆ ขณะที่พวกเขาเช็คอินเข้าโรงแรม ฉินเย่ หวังหนึ่งหาง และโนบูทาดะต่างมีห้องแยกเป็นของตัวเอง ทันทีที่เข้าไปในห้อง เขาก็สร้างอาณาเขตเพื่อแยกเขาออกจากส่วนที่เหลือของแดนมนุษย์ จากนั้นจึงหยิบปากกาจิตวิญญาณออกมา
“นางอยู่ที่ใด?”
ปากกาจิตวิญญาณไม่ตอบ ฉินเย่ขมวดคิ้วและกำมือแน่นขึ้น ทันใดนั้น แขนของเขาก็เคลื่อนไหวราวกับมีชีวิตเป็นของมันเอง และปากกาก็เริ่มเขียนลงบนกระดาษ
“เจ้าไม่รู้?” ดวงตาของฉินเย่เป็นประกายเย็นยะเยือก ราวกับสัมผัสได้ว่าบางสิ่งบางอย่างที่น่ากลัวกำลังจะเกิดขึ้น ปากกาในมือรีบเขียนต่อ “นายท่าน แดฮันนั้นกว้างนัก และมันก็ต้องใช้ขั้นตุลาการนรกในการระบุตำแหน่งของคนคนหนึ่งในสถานที่ที่กว้างใหญ่เช่นนี้ น่าเสียดาย..ที่ข้าสามารถระบุตำแหน่งนางได้เฉพาะในตอนที่เราอยู่เมืองเดียวกันเท่านั้น”
“ยิ่งเราอยู่ใกล้กันมาเท่าใด ความรู้สึกก็จะยิ่งชัดเจนขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ ข้าเกือบจะกลายเป็นเพียงกลุ่มก้อนพลังหยินไปหลังจากที่ต่อสู้กับคาราสุเท็งงุและยักษ์ทมิฬก่อนหน้านี้ ได้โปรดช่วยเข้าใจสถานการณ์ของข้าด้วย”
ฉินเย่พยักหน้า “เจ้าคงจะทุกข์ทรมานกับความเคียดแค้นมากมายถึงได้กลายเป็นจิตวิญญาณที่ติดอยู่ในปากกาแท่งนี้ แสดงร่างวิญญาณของเจ้าออกมา ข้าอยากจะเห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของเจ้า”
“รับทราบ”
สิ้นสุดเสียงพูด ปากกาลูกลื่นก็ตกลงบนแผ่นกระดาษเบา ๆ สายลมเย็นยะเยือกพัดวนรอบห้อง ก่อนจะก่อตัวเป็นร่างของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าของฉินเย่
ร่างของเขาดูซีดเซียว ราวกับว่าแช่ตัวอยู่ในน้ำมานานเกินไป ขอบตามืด ขณะที่น้ำตาที่เป็นเลือดไหลออกมาจากหางตาทั้งสองข้าง เช่นเดียวกันกับริมฝีปากที่มีเลือดสีดำสนิทไหลออกมา มันเป็นภาพที่น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก
ร่างของเด็กหนุ่มสูงประมาณ 1.7 เมตร ใบหน้าอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง เขาแต่งกายด้วยเครื่องแบบนักเรียนมัธยมปลายของแดฮันซึ่งประกอบไปด้วยสูทและเนคไท แต่แขนขาของเขากลับบิดเบี้ยวอย่างผิดรูป มันแทบจะเหมือนกับว่าข้อต่อทั้งหมดของเขาถูกบิดไปด้านหลังจนไม่อยู่ในสภาพเดิม
ช่างเป็นกลิ่นอายความแค้นที่รุนแรงอะไรเช่นนี้…
ฉินเย่จ้องมองวิญญาณตรงหน้าด้วยความตกตะลึง ทันทีที่เด็กหนุ่มตรงหน้าปรากฏตัวขึ้น แสงไฟภายในห้องก็เริ่มกระพริบก่อนจะดับไปในที่สุด และภายในห้องก็มีเสียงบางอย่างดังขึ้น
บุ๋ง…บุ๋ง…
ฉินเย่ขมวดคิ้ว มันเป็นเสียงของคนที่กำลังหายใจอยู่ใต้น้ำ
เสียงดังกล่าวดังถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับว่าเขากำลังจมอยู่ในทะเลเลือดอันไร้ที่สิ้นสุด ฉินเย่รู้สึกได้ทันทีว่าร่างของเขาเหนียวเหนอะหนะและเย็นชืด ทันใดนั้นเอง เสียงแหบพร่าของเด็กหนุ่มก็ดังก้องไปทั่ว
“ช่วยด้วย…”
“ผมยังไม่อยากตาย…พ่อ…แม่…ช่วยด้วย…”
“มีปีศาจอยู่ที่นี่…ผมยังไม่อยากตาย… ผมเพิ่งอายุ 15 เท่านั้น…”
ไม่คิดเลยว่าความแค้นของเจ้าจะรุนแรงจนมันสามารถส่งผลกระทบกับโลกแห่งความเป็นจริงได้…ฉินเย่มองไปรอบ ๆ ด้วยความตกตะลึง หลังจากผ่านไปหลายนาทีตั้งแต่ที่ไฟดับลง ดวงตาของเด็กหนุ่มก็ค่อย ๆ คุ้นชินกับความมืด ดังนั้นเขาจึงสามารถบอกได้ว่าภาพของปากกาจิตวิญญาณได้ถูกฉายขึ้นบนบานหน้าต่างทั้งหมดที่อยู่โดยรอบ กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเขากระตุก ในขณะที่เลือดไหลออกมาจากทั่วทุกรูขุมขนขณะที่อีกฝ่ายจ้องมองมาที่โลกอย่างโกรธแค้น
เขาเกลียดทุกคนที่ยังมีชีวิต
“หลังจากที่ข้าตาย ข้าก็เห็นว่ามีวิญญาณจำนวนมากที่เกาะติดร่างของข้าเอาไว้ และในตอนนั้น…ข้าก็กลายเป็นตัวข้าในตอนนี้”
นี่อีกฝ่ายกลายเป็นขั้นยมทูตขาวดำทันทีที่ตายเลยอย่างนั้นหรือ?
ช่างเป็นความแค้นที่รุนแรงจริง ๆ… ฉินเย่เลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัยขณะที่เขานึกถึงการประเมินของตัวเองก่อนหน้านี้เกี่ยวกับปากกาจิตวิญญาณ จากนั้นเขาก็ดีดนิ้ว ไฟภายในห้องกลับมาสว่างอีกครั้ง
เด็กหนุ่มหันไปมองที่บานกระจกตรงหน้าด้วยความสนใจเป็นอย่างมาก เขายังคงเห็นภาพของตัวเองสะท้อนอยู่บนบานกระจกนั้น แต่มันกลับดูพร่าเลือน ราวกับว่าเขากำลังลอยอยู่ใต้น้ำ
ในขณะเดียวกัน ปากกาจิตวิญญาณก็ยังคงล่องลอยไปในก้นบึงของบ่อน้ำที่อยู่ในเงาสะท้อนนั้น พร้อมกับเลือดสีดำที่ไหลออกมาจากทวารทั้งเจ็ดขณะที่จ้องเขม็งมาที่ฉินเย่
“หากพูดกันตามหลักแล้ว เจ้าไม่ควรจะมีความแค้นมากขนาดนี้แม้ว่าจะตายเพราะจมน้ำก็ตาม” ฉินเย่ไม่ได้หวาดกลัวอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย กลับกัน เขาเพียงมองไปที่กระจกตรงหน้าด้วยความสนใจเป็นอย่างมาก “ตอนแรกข้าคิดว่ามีเพียงพวกวิญญาณที่อ่อนแอและจิตใจดีเท่านั้นที่ยึดติดอยู่กับเซี่ยจิ่นเส้อ ผู้ใดจะไปคิดว่ามันจะเป็นวิญญาณร้ายที่ทรงพลังเช่นเจ้า? แต่มันก็สมเหตุสมผลเช่นกัน จ้าวผู้ปกครองโลกใต้พิภพแห่งฮันยางนั้นอยู่แค่ขั้นตุลาการนรกเท่านั้น ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเจ้าจะสามารถรอดจากเงื้อมมือของโลกใต้พิภพมาได้นานขนาดนี้ด้วยขั้นยมทูตขาวดำ เจ้าคงจะตายอย่างน่าสยดสยองเป็นแน่ถึงได้ก้าวข้ามขั้นเร็วขนาดนี้ เจ้าชื่ออะไร?”
ราวกับภายในหัวพลันเต็มไปด้วยความทรงจำอันเลวร้าย ปากกาจิตวิญญาณกัดฟันแน่นและเอ่ยด้วยเสียงที่สั่นเทา “ควอน คยองโฮ…”
“เจ้าตายได้อย่างไร?” ฉินเย่เปิดขวดน้ำและถามต่อด้วยน้ำเสียงนิ่งเฉย
หากไม่ใช่เพราะว่าอีกฝ่ายเป็นความหวังเดียวของเขาในการหาตัวเซี่ยจิ่นเส้อ ฉินเย่ก็คงจะกำจัดวิญญาณตรงหน้าไปแล้ว
น่าเสียดายที่อีกฝ่ายยังคงนิ่งเงียบ
เขาเพียงก้มหน้าอยู่อย่างนั้น โดยไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ ทว่าในขณะที่ฉินเย่เริ่มแน่ใจแล้วว่าควอน คยองโฮคงไม่ตอบคำถามของเขา เสียงแหบพร่าก็ดังขึ้น “เมื่อห้าปีก่อน...เฮ้อ…ช่างเถิด มันผ่านมานานแล้ว…ข้าไม่อยากจะพูดถึงมันอีก...”
เช่นเดียวกับมนุษย์ทั่วไป วิญญาณเองก็มีความแค้นและความเสียใจเช่นกัน ฉินเย่เองก็ไม่ได้คิดที่จะดึงดันถามต่อ ดังนั้นเขาจึงเดินกลับไปนั่งบนเตียงพร้อมกับพยักหน้าเบา ๆ “เจ้าอยู่กับลีจองซุกมานานแค่ไหนแล้ว?”
ควอน คยองโฮเป็นชิ้นส่วนของปริศนาที่สำคัญที่สุดของฉินเย่ในเวลานี้ และบังเอิญ เขาก็ยังเป็นชิ้นส่วนของปริศนาเพียงชิ้นเดียวที่ฉินเย่ได้พบเจอในเวลานี้อีกด้วย
เห็นได้ชัดเลยว่าอีกฝ่ายติดตามลีจองซุกมาสักระยะหนึ่งแล้ว
ลีจองซุก หรือที่รู้จักในชื่อเซี่ยจิ่นเส้อนั้นเป็นผู้หญิงที่ทรงพลังอย่างน่าเหลือเชื่อ เธอสามารถสร้างฐานอำนาจของตัวเองและรักษาตำแหน่งของนางในฐานะของราชินีแห่งแซมซัง หนึ่งในเสาหลักทางเศรษฐกิจของแดฮันใต้ได้!
ฉินเย่ไม่ได้สนใจเลยว่าหญิงสาวและวิญญาณตรงหน้าพบกันได้อย่างไร กลับกัน สิ่งที่เขาสนใจมากกว่าก็คือข้อเท็จจริงที่ว่าหากเซี่ยจิ่นเส้อได้พบกับวิญญาณร้ายที่แท้จริง เช่นนั้นมันก็มีความเป็นไปได้สูงที่นางจะได้ติดต่อกับกองกำลังที่คอยรับมือกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติในแดฮันเช่นกัน!
และด้วยตัวตนและตำแหน่งของนาง นางจะต้องติดต่อกับระดับสูงของกลุ่มนักล่าวิญญาณที่อยู่ในแดฮันอย่างแน่นอน!
และนั่นก็คือทางออกที่ดีที่สุดของฉินเย่ หากเขาต้องการจะเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับนรกบนดินที่เกิดขึ้นในจังหวัดคยองกี!
“ลีจองซุกติดต่อใครบ้าง? ในตอนที่นางจัดการกับยักษ์ทมิฬ นางใช้ลูกกระสุนที่มีเถ้ากระดูกของนักบวช นางไปได้สิ่งเหล่านั้นมาจากที่ใด?”
“ข้าอยู่กับนางมาสามปี นางได้รับรู้ถึงสิ่งเหล่านี้ครั้งแรกที่โบสถ์เล็ก ๆ ในฮันยาง โบสถ์ไซออน...” ควอน คยองโฮเอ่ย “บาทหลวงที่นั่นชื่อว่าอัน จุนโฮ นักบวชผู้ศรัทธา มันแทบจะไม่สามารถบอกได้เลยว่าชายคนนี้เป็นคนเคร่งในศาสนาหรือไม่ในคราวแรกที่เจอ ทั้งหมดที่ท่านต้องทำมีเพียงแค่มองด้านหลังของชายคนนั้นและดูว่ามีวิญญาณตามเขาหรือไม่ หากเป็นเขาจริง ๆ ภายในรัศมีสิบเมตรรอบตัว มันจะไม่มีวิญญาณอยู่เลยสักตนเดียว”
“โบสถ์หลังนั้นไม่ได้ใหญ่มาก อันจุนโฮไม่ได้เป็นผู้ที่ติดต่อกับลีจองซุก อย่างมากที่สุด เขาก็เป็นแค่ตัวแทนเท่านั้น เมื่อพิจารณาจากลำดับชั้นขององค์กรของโบสถ์คาทอลิกของแดฮัน อันจุนโฮน่าจะแค่ได้รับคำสั่งและถ่ายทอดข้อมูลให้ลีจองซุกหรือส่งของให้นางเท่านั้น ในสายตาของข้า มันดูเหมือนว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังของอันจุนโฮได้ตกลงกับลีจองซุกว่าจะติดต่อกันโดยมีอันจุนโฮในฐานะตัวกลางเท่านั้น”
ฉินเย่หลุบตาต่ำและครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เขาอยู่ที่โบสถ์ไซออนมาโดยตลอดเลยหรือ?”
“ใช่ ข้าคิดว่าเขาน่าจะอยู่ที่นั่นมาตลอดห้าปีที่ผ่านมา”
“การป้องกันของที่โบสถ์เป็นอย่างไร?”
“อ่อนแอมาก...” ควอน คยองโฮหัวเราะ “เมื่อสองปีก่อนข้าได้กินนักบวชชั่วคนหนึ่งเข้าไป จนถึงวันนี้พวกเขายังไม่พบสาเหตุของมันเลย”
ดีมาก...
ฉินเย่เคาะนิ้วกับโต๊ะเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยว่า “อินชอนอยู่ห่างจากฮันยางแค่ประมาณ 50 กิโลเมตรเท่านั้น พรุ่งนี้เช้าเราจะเดินทางไปที่นั่นกัน”
“ตกลง”
ในวันต่อมา ฉินเย่ตื่นขึ้นมาในตอนแปดโมงตรง และเรียกแท็กซี่ตรงไปยังฮันยาง ภายในเวลาไม่นาน เมืองที่มีผู้คนพลุกพล่านก็ปรากฏให้เห็นที่ปลายขอบฟ้า
นี่คือเมืองหลวงของแดฮัน…ฮันยาง!
แต่มันก็ไม่ได้เจริญรุ่งเรืองเท่าตงไห่ เพราะอย่างไรแล้ว ตงไห่ก็เป็นที่รู้จักในเรื่องของความคลั่งไคล้ในการก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับฮันยาง โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกในเมืองน่าจะเทียบได้กับเมืองระดับสองบางแห่งของจีนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ท้องถนนยังคงคึกคักไปด้วยกิจกรรมมากมาย
ตอนนี้อยู่ในช่วงเดือนกันยายน ช่วงพีคของฤดูร้อน ทุกคนในฮันยางแต่งกายด้วยชุดที่ทันสมัยที่สุดในเวลานี้
ใบหน้าและสีของดวงตาพวกเขานั้นคล้ายกับชาวจีน ในตอนแรก ฉินเย่ค่อนข้างตื่นเต้นกับภาพที่ตนจะได้เห็น แต่ไม่นานเขาก็คุ้นชินกับมัน
หลาย ๆ อย่างแทบจะไม่แตกต่างกับจีนเลยสักนิด ความแตกต่างเดียวคงอยู่ที่ภาษาที่พวกเขาใช้
“แถวนี้ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากจีนนัก…” เห็นได้ชัดว่าหวังเฉิงห่าวนั้นไม่ค่อยพอใจกับสภาพแวดล้อมที่ไม่สดใหม่จากเดิมนัก เขายังคงบ่นพึมพำออกมาเบา ๆ “ข้าหมายถึง มันมีแค่นี้ ใจกลางเมืองตั้งอยู่ใกล้กับนัมซาน และเมียงดงก็อยู่ใกล้ ๆ กัน ท่านจะเห็นโรงเรียนหลายแห่งตั้งอยู่แถวนี้ รวมไปถึงพระราชวังเคียงบก พระราชวังชางด็อก และพระราชวังชางกยอง…จะว่าไป ไม่ใช่ว่าแท็กซี่คันนี้กำลังตรงไปที่เมียงดงหรอกหรือ? ข้าจำได้ว่าการใช้ทางหลวงสายนี้จะทำให้เราวิ่งผ่านภูเขา…”
ฉินเย่หันกลับมาและตอบ “แดลิมอพาร์ตเมนต์ 1”
“มันตั้งอยู่ถัดจากโรงเรียนประถมฮันยางและโรงเรียนมัธยมควังฮี สวนสาธารณะยิงชุงฮวาและภูเขาตั้งอยู่ด้านหลัง รวมถึง…โบสถ์ไซออนด้วย”
“มีเพียงปากกาจิตวิญญาณเท่านั้นที่รู้ว่าลีจองซุกมีตึกอยู่ที่นั่น และข้าจะต้องไปเอากุญแจมาให้ได้ มันจะเป็นที่อยู่ของเราในขณะที่อยู่ในแดฮัน”
“ตึกหรือ?!” บุตรชายของตระกูลมหาเศรษฐีโพล่งออกมาด้วยความตกตะลึง “ท่านพี่ฉิน โปรดระวังคำพูดที่ท่านใช้ด้วย…”
“ข้าหมายความตามที่พูด ตึกหลังหนึ่ง” ฉินเย่กลอกตา “ปากกาจิตวิญญาณบอกว่ามันมีตึกอยู่ทั้งสิ้น 11 หลังที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้โครงการพัฒนาแดลิมอพาร์ตเมนต์ 1 แต่ความจริงของเรื่องนี้ก็คือ แท้จริงแล้วมันมีตึกที่ 12 อยู่ ซึ่งมีชื่อว่า ตึก B6”
ฉินเย่หยิบโทรศัพท์ของเขาออกมาและเปิดแผนที่ของฮันยาง หาที่ตั้งของแดลิมอพาร์ตเมนต์ 1 จากนั้นก็ชี้ไปที่แผนที่ “ตึก B6 คือตึกนี้ ทั้งตึกมีเจ้าของเพียงคนเดียวคือคิมแทจี ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะพี่สาวของลีจองซุก และยังเป็นหนึ่งในคณะกรรมการของแซมซังอีกด้วย แต่ถึงกระนั้น เจ้าของที่แท้จริงของตึกหลักนี้ก็คือลีจองซุก เลย์เอาต์ของตึกหลังนี้นั้นจึงแตกต่างจากตึกอื่น ๆ ที่อยู่โดยรอบอย่างสมบูรณ์”
“ยกตัวอย่างเช่น มันมีโรงรถใต้ดินขนาดใหญ่ และอพาร์ตเมนต์ทุกห้องที่ถูกสร้างขึ้นในตึกก็มีขนาดอย่างน้อย 150 ตารางเมตร ที่สำคัญกว่านั้น มันยังเป็นตึกเพียงหลังเดียวที่สามารถมองเห็นวิวของแม่น้ำฮันได้โดยไม่ถูกโบสถ์ไซออนและโรงเรียนทั้งสองแห่งที่อยู่ด้านหลังบดบัง”
หวังหนึ่งหางลอบกลืนน้ำลายอย่างกังวล ความภาคภูมิใจของเขาในฐานะลูกชายของมหาเศรษฐีได้พังทลายลงในชั่วพริบตา
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมมนุษย์ถึงไม่ควรเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น…
ไม่คิดเลยว่าเขายังกล้าทำตัวสูงส่งในตอนที่อยู่ภายในเมืองชิงซี เมื่อเทียบกันแล้ว เขาคงเป็นเพียงแค่ตัวตลกในสายตาของพี่ลีผู้นี้แน่ ๆ…
เขาหมายถึง…มันจะมีสักกี่คนกันที่มีทรัพย์สินเป็นตึก...
หวังเฉิงห่าวกวาดตาดูรายละเอียดทั้งหมดในโทรศัพท์ พยายามอย่างสุดความสามารถในการเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “จะว่าไป ท่านไม่คิดหรือว่าที่นี่มีโบสถ์มากเกินไป? มันแทบจะมีในทุก ๆ ละแวกที่อยู่อาศัยเลย… ดูเหมือนว่านิกายโรมันคาทอลิกจะได้รับความนิยมมากในส่วนนี้…”
“ใช่…” ฉินเย่หันกลับมาและมองออกไปนอกหน้าต่าง “ผู้ใดจะไปรู้? บางทีนรกบนดินที่เกิดขึ้นในจังหวัดคยองกี…อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนของคริสตจักรออร์ทอดอกซ์ก็ได้…”
ทันใดนั้นเอง รถที่พวกเขานั่งอยู่ก็หยุดลงในที่สุด โครงการพัฒนาแดลิมอพาร์ตเมนต์ 1 ปรากฏอยู่ตรงหน้าของพวกเขา
พวกเขาลงจากรถและเงยหน้ามองไปยังอพาร์ตเมนต์ตรงหน้า ในแดฮันมีคนอยู่ไม่มากเท่ากับเมืองใหญ่ ๆ ในจีน ดังนั้นมันจึงทำให้มีช่องว่างระหว่างตึกและภูมิทัศน์ที่สวยงามมากขึ้น นอกจากนี้ นี่ยังไม่ถือว่าเป็นโครงการที่พัฒนามากที่สุดอีกด้วย อย่างมากที่สุด มันก็อยู่แค่ระดับกลางถึงสูงเท่านั้น เห็นได้ชัดเลยว่าลีจองซุกรู้ซึ้งถึงความหมายของการซ่อนตัวเป็นอย่างดี
สิ่งต่าง ๆ ที่นี่ไม่ได้แตกต่างจากโครงการพัฒนาทั่วไปภายในจีนมากนัก พนักงานรักษาความปลอดภัยถูกจ้างมายืนอย่างพอเป็นพิธีเท่านั้น สิ่งเดียวที่พวกเขาต้องทำมีเพียงยืนอยู่ข้างนอก เปิดปิดประตูให้กับเหล่าคุณป้าที่กลับมาจากตลาด จากนั้นก็เดินกลับไปที่หน้าตึก B6
ตึก 25 ชั้น… อดีตบุตรชายของตระกูลมหาเศรษฐีอ้าปากค้างและลอบกลืนน้ำลาย ทันใดนั้น เขาก็เริ่มคำนวณว่าทรัพย์สินของเขาสามารถซื้อมันได้หรือไม่…แต่เอ๊ะ! ดูเหมือนว่าเขาจะบริจาคทรัพย์สินทั้งหมดไปแล้วนี่!!!
ตึก B6 นั้นแตกต่างไปจากตึกอื่น ๆ ที่อยู่โดยรอบ ทางเข้าของมันถูกป้องกันโดยระบบล็อกอิเล็กทรอนิกส์ที่ติดอยู่ที่ประตูไฟเบอร์กลาส
“ตึกทั้งหลังนี้เป็นของลีจองซุก” ปากกาจิตวิญญาณลอยออกมาและซ่อนในแขนเสื้อของฉินเย่ “ปกติแล้วจะไม่มีการใช้งาน อพาร์ตเมนต์ทั้งแปดห้องในแต่ละชั้นจะมีการตกแต่งของมันเอง ในขณะที่ชั้นบนสุดทั้งชั้นเป็นของนาง มันถูกตกแต่งในสไตล์จีน และทั้งชั้นก็เชื่อมต่อกัน หากไม่ได้รับอนุญาตจากนางหรือคิมแทจี ห้ามใครเข้าไปเด็ดขาด”
“รหัสผ่านคือ Irewi54#@ ตอนนี้ไม่น่าจะมีใครอยู่ที่นี่ คิมแทจีจะมาที่นี่ในทุก ๆ หกเดือน หากไม่มีใครเข้ามา ท่านก็สามารถป้อนรหัสผ่านและเข้าไปในอาคารได้เลย”
ฉินเย่พยักหน้าและกดรหัสผ่าน ทันใดนั้น หน้าจอ LCD ก็ปรากฏขึ้นข้าง ๆ ตัวล็อก จากนั้น ขณะที่เด็กหนุ่มกำลังเข้าไปในตึก ภาพของหญิงชราในวัย 70 ปีที่แต่งหน้าอย่างสวยงามก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
ไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมา ฉินเย่ไม่คิดว่าจะมีคนอยู่ และหญิงชราเองก็ไม่คิดว่าจะมีแขกเช่นกัน หลังจากความเงียบที่แสนอึดอัดได้ก่อตัวขึ้น ในที่สุดเธอก็เอ่ยด้วยความหวาดระแวงเป็นอย่างมาก “ใครส่งคุณมา?”