ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 131 เจ้าชู้แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองบริสุทธิ์
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 131 เจ้าชู้แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองบริสุทธิ์
บทที่ 131 เจ้าชู้แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองบริสุทธิ์
ครูเชอร์รี่ลอบมองมู่กุยฝานอยู่ครู่หนึ่ง หัวใจของเธอเต้นรัวแรงจนแทบควบคุมไม่อยู่
คุณพ่อของซู่เป่าช่างมีเสน่ห์ล้นเหลือจริง ๆ ทำเอาเธอหลงใหล จนถอนตัวไม่ขึ้น…
พวงแก้มของเธอร้อนผ่าว ความรู้สึกเหมือนกำลังตกอยู่ในห้วงรัก ทำให้เธอเคลิบเคลิ้มมัวเมา!
ครูเชอร์รี่มัวแต่จมอยู่ในภวังค์จนไม่ได้สังเกตเห็นว่า ไม่ไกลออกไปมีครูผู้ชายคนหนึ่งกำลังเดินตรงมาด้วยความรีบร้อน เขาคือครูพละประจำโรงเรียน
โดยทั่วไปแล้วโรงเรียนอนุบาลมักมีครูผู้ชายน้อยมาก แต่สำหรับโรงเรียนเอกชนชื่อดังอย่าง โรงเรียนอนุบาลนานาชาติอู่เซียง ถือเป็นข้อยกเว้น
โรงเรียนแห่งนี้ แทบทุกห้องเรียนจะมีครูผู้ชายประจำอยู่หนึ่งคน และครูคนนี้ก็คือ ครูโจว… หนึ่งในคนที่กำลังคบหากับครูเชอร์รี่นั่นเอง
ครูโจวเป็นครูพละ มีนิสัยร่าเริงเปิดเผย และเป็นคนจิตใจดีมากคนหนึ่ง เขาเอื้อมมือไปตบไหล่ครูเชอร์รี่เบาๆ ทำเอาเจ้าตัวสะดุ้งสุดตัว เธอทาบอกตัวเองพลางบ่นงอน ๆ “พี่นี่เอง! ทำฉันตกใจหมดเลย”
“มานี่ ตามพี่มา” ครูโจวบอกเสียงเข้ม
“จะไปไหนเหรอคะ?” ครูเชอร์รี่รีบถาม แต่ก็ยอมเดินตามไปโดยดี
ครูโจวพาเธอเดินไปยังมุมอับสายตาของคนในโรงเรียน ก่อนกวาดสายตามองสำรวจร่างเธอด้วยความเป็นกังวล “ไม่เป็นไรใช่ไหม? พี่ได้ยินมาว่ามีเด็กสองคนในห้องคุณตีกัน จนผู้ปกครองมาอาละวาดในโรงเรียน… แถมเด็กสองคนนั้นยังอยู่ในความดูแลของเธอด้วย”
“เป็นความผิดของฉันเองค่ะ ฉันมัวแต่ใจลอยไปหน่อย… แค่เผลอแป๊บเดียวแท้ๆ…” ครูเชอร์รี่เม้มปากแน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
“ไม่เป็นไรหรอก เธอไม่ได้ตั้งใจนี่นา ใช่ไหม? แต่ต่อไปเวลาทำงานก็อย่าเหม่อลอยอีกนะ” ครูโจวตบไหล่เธอเบาๆ เพื่อปลอบโยน
น้ำเสียงของเขาดูอ่อนโยน เพราะรู้ดีถึงนิสัยชอบเหม่อลอยของเธอ
อีกทั้งในสายตาเขา มองว่ามันดูน่ารักน่าเอ็นดูแบบเด็กๆ
ครูเชอร์รี่สูดจมูกเบาๆ แล้วพูดน้อยใจว่า “ก็ตอนนั้นฉันกำลังคิดเรื่องของเราอยู่นี่นา…”
“แล้วเธอคิดตกหรือยัง? ว่าจะเลือกพี่… หรือเขา?” ครูโจวถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“พี่โจว… อย่าบีบคั้นฉันอีกเลยค่ะ ฉันทรมานมากจริงๆ!” ครูเชอร์รี่ทำหน้าเจ็บปวดขึ้นมาทันที
“ฉันรักพี่มากนะคะ แต่อี้ปินเขาเป็นคนดีจริงๆ แถมยังชอบฉันมากขนาดนั้น ถ้าไม่มีฉันเขาคงต้องพังทลายแน่ๆ ถึงฉันจะไม่ได้รักเขาแล้ว แต่ฉันก็กลัวเหลือเกินว่าจะทำร้ายจิตใจเขา…”
“ฉันทำไม่ได้… ทำไม่ได้จริงๆ ค่ะ…”
โจวเซียวถอนหายใจยาว “ก็ได้ พี่จะไม่บังคับเธอแล้ว”
“ให้เวลาฉันหน่อยนะคะ ฉันจะค่อย ๆ ทำให้เขายอมรับความจริงเอง” ครูเชอร์รี่รีบอ้อนต่อ โจวเซียวพยักหน้ายอมรับ
“จริงสิ พี่รู้ไหมว่าผู้ปกครองของซู่เป่าเป็นใคร? โดยเฉพาะคุณพ่อของแกน่ะค่ะ ฮือๆ เมื่อกี้ฉันเห็นแวบๆ ดูน่ากลัวมากเลย ฉันล่ะรู้สึกกังวลนิดหน่อย” ครูเชอร์รี่เอ่ยขึ้นอีกว่า
โจวเซียวตอบว่า “ซู่เป่าเป็นน้องสาวของหานหาน ครอบครัวฝ่ายแม่ของเธอคือ ตระกูลซู… ส่วนพ่อของเธอ เรื่องนี้ พี่เองก็ไม่ค่อยรู้ชัดเจนนัก”
ครูเชอร์รี่แอบตกใจอยู่ในใจ
ตระกูลซู… ตระกูลมหาเศรษฐีที่ชอบเก็บตัวเงียบตระกูลนั้นน่ะเหรอ?
เธอนึกถึงชายในชุดสูทที่แทบไม่ได้พูดอะไรเลย แท้จริงเขาก็คือท่านประธานในนิยายนี่เอง!
เพียงแค่คิด หัวใจของครูเชอร์รี่ก็กลับมาเต้นโครมครามอีกครั้ง
*
หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายจบลง ซู่เป่าไม่ได้กลับบ้านไปกับพ่อ แต่ยืนกรานเพื่อเรียนให้จบคาบก่อน และรอจนถึงเวลาเลิกเรียนจึงค่อยกลับบ้านตามปกติ
เมื่อหานหานเห็นบาดแผลบนใบหน้าของซู่เป่า และรู้เรื่องที่เธอทะเลาะกับคนอื่น เธอก็โกรธจนทำหน้าดุออกมาทันที
“มันกล้าดียังไงมารังแกเธอ!” หานหานพูดอย่างหัวเสีย “ทำไมไม่เรียกฉันไปด้วยล่ะ ฉันจะช่วยซัดมันให้ร่วงเอง!”
“เอ่อ… พี่สาว ถ้ามัวแต่ไปตามพี่ตอนนั้น มันคงไม่ทันการณ์หรอกค่ะ”
“ก็จริง… คราวหน้าอย่าให้ฉันเห็นหน้าเด็กนั่นนะ เจอทีไรจะตีให้ยับเลย!” หานหานทำหน้ากลัดกลุ้ม
เธอโมโหตัวเองมาก ทั้งที่เพิ่งรับปากกับครอบครัวว่าจะดูแลซู่เป่าให้ดี แต่แค่วันแรก ก็ปล่อยให้น้องสาวมีรอยแผลบนหน้าเสียแล้ว…
หานหานและซู่เป่าขึ้นรถโรงเรียนกลับบ้านไปแล้ว รถโรงเรียนแต่ละคันทยอยเคลื่อนตัวออกไป ส่วนผู้ปกครองที่มารับเองก็พาเด็กๆ กลับบ้านจนหมด ทำให้โรงเรียนอนุบาลที่เคยคึกคักกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
ไม่นานนัก หน้าประตูโรงเรียนก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนรออยู่ ในมือถือกล่องอาหารมาด้วย
ครูเชอร์รี่วิ่งซอยเท้าออกมาหา พลางสะบัดหน้าอย่างแง่งอน “อี้ปิน ทำไมมาที่นี่ล่ะคะ? ก็บอกแล้วไงว่าไม่ต้องมาหาฉันที่โรงเรียนน่ะ!”
“ผมกลัวคุณจะลืมกินข้าวอีก เดี๋ยวก็ปวดท้องหรอก” อี้ปินยื่นกล่องอาหารให้เธอแล้วเม้มปากพูด
“ขอบคุณนะอี้ปิน คุณดีกับฉันจริงๆ…” ครูเชอร์รี่รับมาแล้วเอ่ยขอบคุณเสียงหวาน
“แค่คำขอบคุณเองเหรอ?” อี้ปินถามหยั่งเชิง
“เอ๋? แล้วคุณอยากได้อะไรอีกละคะ” ครูเชอร์รี่ทำตาใส
อี้ปินชี้นิ้วไปข้างแก้มของตัวเอง ครูเชอร์รี่หน้าแดงซ่านทันที เธอหันมองไปรอบๆ ก่อนประทับจูบลงบนแก้มของอี้ปินเบา ๆ
แล้วเธอกระทืบเท้าเขินอายพลางพูดว่า “บ้าที่สุดเลย!” พูดจบเธอก็หอบกล่องข้าววิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
“เชอร์รี่น้อย น่ารักจริง ๆ ” อี้ปินหลุดยิ้มออกมา พึมพำกับตัวเองแล้วลูบแก้มนึกถึงสัมผัสอุ่น ๆ เมื่อกี้
สิ่งที่ไม่มีใครรู้ก็คือ “ผีเจ้าชู้” ที่สิงสถิตอยู่บนศีรษะของครูเชอร์รี่ กำลังแสดงสีหน้าเคลิบเคลิ้มมัวเมา และเกาะติดแน่นขึ้นยิ่งกว่าเดิม…
*
คุณนายซูผู้เฒ่ายืนชะเง้อรออยู่หน้าประตูบ้าน รอแล้วรอเล่า ในที่สุดเธอก็เห็นซู่เป่ากลับมา เธอรีบเข้าไปดึงตัวหลานสาวเข้ามาหา ใบหน้าเต็มไปด้วยความห่วงใย
“ซู่เป่ามาหายายสิลูก ให้ยายดูหน่อย แผลบนใบหน้ายังเจ็บอยู่ไหม?”
“ไม่เจ็บแล้วค่ะ!” ซู่เป่าส่ายหน้า
ทว่ารอยสีแดงของยาไอโอดีนบนแผลนั้น กลับดูน่าตกใจจนบีบหัวใจคนมอง
คุณนายซูผู้เฒ่ารู้สึกจุกอก ครั้งก่อน ตอนมู่กุยฝานพาซู่เป่าไปจนหน้าผากช้ำ ก็เพิ่งจะทายาจนหายดี นี่เพิ่งจะหายได้ไม่ทันไร ใบหน้ากลับมีแผลใหม่มาอีกแล้ว!
ซู่เป่าไม่ได้ติดใจเรื่องแผลเลยสักนิด เธอรีบยื่นมือน้อย ๆ ออกมาอย่างร่าเริงเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่ “คุณยายดูสิคะ! หนูได้รางวัลมาเยอะแยะเลยนะ!”
บนหน้าผากกลมมนมีสติกเกอร์คำว่า “เธอเก่งมาก” แปะเด่นอยู่ หลังมือซ้ายมีสติกเกอร์รูปนิ้วโป้งสองอัน ส่วนมือขวาประดับด้วยรูปเจ้าหญิงหิมะอีกสองตัว
เด็กน้อยเดินอวดรางวัลราวกับเพิ่งชนะเลิศอะไรสักอย่างมา เธอเดินโชว์ให้ทุกคนในครอบครัวดูทีละคนด้วยความภูมิใจ แม้แต่ เสี่ยวอู่ ก็ไม่เว้น
“เสี่ยวอู่ดูนี่สิ! หนูมีสติกเกอร์เยอะมากเลยนะ มีเฉพาะเด็กที่ทำตัวดีมาก ๆ เท่านั้นแหละถึงจะได้มา! หนูเก่งใช่ไหมล่ะ?”
เสี่ยวอู่กระพือปีกพลางร้องชมเชยเสียงดัง “เก่งมาก! เก่งที่สุด! เธอคือสายฟ้า! เธอคือแสงสว่าง! เธอคือรัศมีเจิดจ้ากากา! ตำนานเพียงหนึ่งเดียว—โอ้ววว ซูเปอร์สตาร์—”
ซู่เป่าดีใจจนเนื้อเต้น แม้แต่ตอนอาบน้ำเธอก็ยังเสียดายจนไม่อยากลอกสติกเกอร์ออก สุดท้ายมู่กุยฝานต้องไปหาสมุดเล่มหนึ่งมาให้เธอ เพื่อใช้สำหรับเก็บสะสมสติกเกอร์พวกนี้โดยเฉพาะ
มู่กุยฝานคอยเป็นผู้ช่วยจดบันทึกใต้สติกเกอร์แต่ละแผ่น ตามคำอธิบายของลูกสาว
“อันนี้คือตอนที่คุณครูเรียกชื่อแล้วหนูขานรับเสียงดังที่สุดค่ะ คุณครูเลยให้รางวัลมา!”
“ขานชื่อเสียงดังที่สุดตอนเช็กชื่อ รางวัลคนเก่ง… อืม เรียบร้อย” มู่กุยฝานจรดปากกาเขียนบันทึกใต้ภาพนั้น
“ส่วนอันนี้คือตอนกินข้าวกลางวันค่ะ หนูทานเสร็จคนแรกแถมยังทานสะอาดที่สุด คุณครูเลยให้รางวัลมาอีก” ซู่เป่าเล่าต่อเจื้อยแจ้ว
อืม… แชมป์นักกิน ได้รางวัล”
“แล้วก็อันนี้ หนูช่วยคุณครูจัดเก้าอี้ตัวเล็ก ๆ เข้าที่ค่ะ…”
“ผู้ช่วยตัวจิ๋วของคุณครู…”
ภาพพ่อลูกสองคนก้มหน้าก้มตาเขียนบันทึกความทรงจำลงบนโต๊ะไม้ดูอบอุ่น
ครั้นถึงเวลากลางคืน ขณะที่มู่กุยฝานกำลังกล่อมซู่เป่าให้เข้าสู่นิทรา
เขาก็เปรยขึ้นด้วยเสียงทุ้มนุ่ม “ซู่เป่า… หนูคิดว่าสิ่งที่พ่อทำในวันนี้ถูกต้องไหมลูก?”
“การตีคนอื่นดูเหมือนจะไม่ค่อยถูกต้องนะคะ…” ซู่เป่านิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบ
แต่เธอก็เผลอตีหยางหยางไปแล้วเหมือนกันนี่นา…
คิดได้ดังนั้นเด็กน้อยก็บอกตัวเองว่า อย่าไปตั้งมาตรฐานกับคุณพ่อสูงเกินไปนักเลย…
“อืม… ซู่เป่าพูดถูกแล้ว การทำร้ายคนอื่นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง” มู่กุยฝานลูบศีรษะเล็ก ๆ ของซู่เป่าอย่างแผ่วเบา
“แต่การรับมือกับคนที่แตกต่างกัน เราก็ต้องใช้วิธีที่ต่างกันไป บางคนเวลาที่หนูพูดเหตุผลกับเขา เขากลับเลือกจะใช้กำปั้นใส่หนู แต่พอหนูใช้กำปั้นสวนกลับไปบ้าง เขากลับเพิ่งอยากจะมานั่งพูดเหตุผลกับหนูแทน…”
“เพราะฉะนั้น บางครั้งอย่าไปยึดติดกับกฎเกณฑ์จนเกินไปนัก เพราะมันจะทำให้หนูเสียเปรียบได้ง่าย เข้าใจไหมลูก?”
ซู่เป่าพยักหน้าหงึก ๆ แบบครึ่งเข้าใจครึ่งงุนงง
มู่กุยฝานเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าเด็กตัวแค่นี้จะเข้าใจสัจธรรมชีวิตอะไรมากมาย เขาคือคนที่ก้าวออกมาจากด้านมืดที่สุด เข้าใจดีกว่าใครว่าอีกด้านของโลกที่ดูสว่างไสวนั้น มีความดำมืดซ่อนอยู่เพียงใด และเขาก็ได้สัมผัสกับความซับซ้อนของมนุษย์มาจนเจนจบ
เขาหวังเพียงว่าซู่เป่าของเขา จะไม่กลายเป็นคนใจบุญสุนทานจนยอมคนไปทั่ว และขณะเดียวกันก็ต้องไม่ไปรังแกใครก่อน ไม่ยอมเสียเปรียบ และไม่ถูกพันธนาการด้วยจารีตหรือแนวคิดทั่วไปของสังคม…
ขอเพียงแค่เธอเป็นตัวของตัวเอง และใช้ชีวิตอย่างองอาจซื่อตรงก็เพียงพอแล้ว
มู่กุยฝานเฝ้ามองจนซู่เป่าหลับสนิท เขาจึงลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายหลังจากนั่งมานาน แล้วค่อย ๆ เดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ
จี้ฉาง ที่นั่งขัดสมาธิหลับตาพักผ่อนจิตอยู่ใกล้ ๆ ลืมตาขึ้นแล้วเอ่ยถาม “ที่บอกว่าเป็นห่วงคุณพ่อของซู่เป่านักหนาน่ะ ตอนนี้เห็นความจริงแล้วใช่ไหม?”
“อืม…” ซูจิ่นอวี้ ลอยนิ่งอยู่ราวกับดวงไฟ มีแววตามืดหม่นวูบหนึ่งก่อนตอบ
“สบายใจแล้วล่ะสิ? คราวนี้จะไปเกิดใหม่ได้หรือยัง?”
“ท่านจี้ฉาง… เรามาคุยกันอีกหน่อยเถอะนะ! ให้ฉันพกความทรงจำไปเกิดใหม่ด้วยไม่ได้เหรอคะ? ถ้าไม่ได้จริง ๆ… ให้ฉันไปเริ่มสิงสถิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์เลยก็ได้นะ!” ซูจิ่นอวี้รีบทำหน้าเศร้าออดอ้อน