ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 14 บทที่ 418 เพราะเปิ่นหวางรักนาง
เสี่ยวฉีทำงานอย่างมีศักยภาพ เพียงไม่นานเสี่ยวฉีนำคนออกไปยังร้านเช่ารถม้าทั้งหมด หลินชิงเวยและซินหรูเป็นแม่นางใหญ่คนหนึ่ง เล็กคนหนึ่ง ด้วยคำนึงถึงว่าพวกนางอาจจะปลอมตัว เสี่ยวฉีจึงหาคนมาวาดภาพเหมือนของคนทั้งสองแล้วนำไปยังร้านเช่ารถม้าให้คนสะดวกแก่การจดจำ
ร้านเช่ารถม้าทุกร้านมีรถม้าหนึ่งคันล้วนมีการจดบันทึกเอาไว้ อีกทั้งคนขับรถม้าบังคับรถม้า เมื่อเดินทางย่อมอยู่ร่วมกับหลินชิงเวยและซินหรูเป็นเวลานาน พวกเขาจึงจดจำหน้าตาของพวกนางได้ เช่นนี้เมื่อคิดจะตามหาต่อไปก็ไม่ใช่เรื่องยากอันใด
เซียวเยี่ยนกลับมาถึงจวนอ๋อง เขาตรงไปในสวนฝึกนกพิราบเพื่อหาหยางชุนที่ปะปนอยู่ในกลุ่มนกพิราบ ท่าทางของหยางชุนดูแล้วสดใสยิ่งนัก นัยน์ตาของมันกลอกไปมาพร้อมกับเอียงหัว
เซียวเยี่ยนผิวปากเรียกมัน มันกางปีกบินขึ้นมาแล้วมาเกาะอยู่บนแขนของเขา มันจะต้องหาไป๋เสวี่ยพบเป็นแน่ ขอเพียงตามหาไป๋เสวี่ยพบก็เท่ากับหาหลินชิงเวยพบ
บนขาของหยางชุนและไป๋เสวี่ยถูกหลินชิงเวยฝังหนอนกู่เอาไว้ หากหลินชิงเวยตัดความเชื่อมโยงนี้ทิ้ง หนอนกู่ตัวหนึ่งตายแล้วอีกตัวหนึ่งก็จะต้องตายไปด้วย ถึงเวลานั้นนกพิราบย่อมไม่อยู่สุขสบายเช่นนี้
ทว่ายามนี้หยางชุนสุขสบายดี เซียวเยี่ยนจึงวางใจลงไปกว่าครึ่ง
เวลาใกล้พลบค่ำ เสี่ยวฉีนำกลับมาพร้อมกับข่าวที่ไปสืบมา เขาพบร่องรอยของหลินชิงเวยจากรถม้าที่หลินชิงเวยว่าจ้าง ตามที่คนขับรถม้าให้รายละเอียด เขาเคยพาหลินชิงเวยและซินหรูเดินทางมุ่งหน้าลงใต้ เมื่อไปถึงเมืองแห่งหนึ่งชื่อเมืองคุน จึงได้ย้อนกลับมา
เซียวเยี่ยนเก็บสัมภาระในคืนนั้น พาเสี่ยวฉีออกเดินทางทันที
ท่ามกลางแสงไฟภายในจวนอ๋อง คฤหาสน์หลังใหญ่โต ทว่ากลับมีคนอยู่ไม่กี่คน
สุ่ยฉ่ายชิงยังคงอาศัยอยู่ในจวนอ๋องแห่งนี้ แม้เซียวเยี่ยนจะไม่ยินยอมพบนาง แต่นางยังตามติดการเคลื่อนไหวของเซียวเยี่ยนตลอดเวลา อย่างเช่นเซียวเยี่ยนกลับจวนเวลาใด จะออกไปอีกครั้งเมื่อใด
นางไม่เคยปล่อยโอกาสไปหาเขาเมื่อเซียวเยี่ยนกลับมา แม้ทุกครั้งจะไม่พบคน และถูกเสี่ยวฉีขวางไว้ด้านนอกก็ตาม
คืนนี้สุ่ยฉ่ายชิงได้ยินว่าเซียวเยี่ยนกลับมาแล้วและจะออกไปอีก นางจึงรีบรุดวิ่งออกมาจากเรือนหลังมาถึงเรือนหน้าทัน ขัดขวางเซียวเยี่ยนก่อนก้าวออกจากประตูใหญ่ของจวนอ๋อง
แสงไฟสลัวจากโคมไฟส่องสว่างใบหน้างดงามปานล่มเมืองของสุ่ยฉ่ายชิง นางมองบุรุษเบื้องหน้าที่ไม่ได้พบหน้ามาเนิ่นนาน สีหน้าท่าทางเย็นชาที่บุรุษผู้นี้มีต่อนางประหนึ่งเป็นคนแปลกหน้า ในใจนางรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าว สุ่ยฉ่ายชิงสูดลมหายใจเข้าลึก ยังไม่ทันได้เอ่ยวาจาอันใดน้ำตาก็ไหลพรากลงมาเสียก่อน แต่นางยังคงฝืนใจแสร้งยิ้ม “เยี่ยน กลับมาอย่างมิง่ายดาย ดึกดื่นเช่นนี้แล้วยังจะไปที่ใดอีกเล่า?”
เซียวเยี่ยนพูดกับนางอย่างไม่ปิดบัง เขาหลุบดวงตาลงมองนางด้วยสายตาเย็นชา “เปิ่นหวางจะไปจากเมืองหลวง หากเจ้าไม่มีเรื่องใดก็อาศัยอยู่ในจวนอ๋องแห่งนี้ให้ดี อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกิน เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม”
สุ่ยฉ่ายชิงถาม “เช่นนั้นท่านไปจากเมืองหลวงแล้วจะไปที่ใดเล่า? ท่านจะกลับมาเมื่อใด?”
เซียวเยี่ยน “กำหนดการกลับมายังไม่แน่นอน อาจจะไปเป็นเวลาหลายเดือน หลายปี หรืออาจจะไม่กลับมา” เขาทิ้งจวนอ๋องไว้ให้สุ่ยฉ่ายชิง ถือได้ว่าให้นางได้มีสถานที่สำหรับหลบลมหลบแดด นางสามารถครอบครองจวนอ๋องหลังนี้ประหนึ่งเป็นบ้านเรือนของนางเอง นางสามารถใช้ชีวิตอยู่ในจวนอ๋องในฐานะประมุขของจวน สั่งการข้ารับใช้ภายในจวนได้ตามอำเภอใจ บัดนี้ย่อมแก้ไขปัญหาเรื่องที่นางต้องมีชีวิตอยู่เพียงลำพังอย่างไร้ที่พึ่ง
สุ่ยฉ่ายชิงได้ยินเช่นนั้นหน้าเปลี่ยนสีทันที นางพูดปากสั่น “ไฉน…ไปนานเช่นนี้? หรือฝ่าบาททรงมีพระบัญชาให้ท่านต้องไปทำเรื่องสำคัญอันใด? หากต้องไปนานเช่นนี้ ท่านพาข้าไปด้วยได้หรือไม่?”
เซียวเยี่ยน “ไม่มีเรื่องสำคัญอันใดต้องไปทำ เพียงแต่ไปตามหาหลินชิงเวย”
หลินชิงเวย…ชื่อนี้ สุ่ยฉ่ายชิงไม่ได้ยินมานานแล้ว นางคิดว่านับแต่นี้ต่อไป ชื่อนี้รวมไปถึงคนผู้นี้จะหายสาบสูญไปจากชีวิตของนาง แม้ตอนนี้เซียวเยี่ยนจะเย็นชาต่อนาง ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้า เขาย่อมต้องนึกถึงความดีของตนขึ้นมาได้
คิดไม่ถึงว่าเซียวเยี่ยนยังคงไม่ยอมถอดใจ
หลังจากสุ่ยฉ่ายชิงได้ยินชื่อนี้ ในสมองของนางคล้ายกับมีระเบิดลูกหนึ่งระเบิดขึ้นอย่างไรอย่างนั้น ทำให้ความคิดของนางกลายเป็นเพียงความว่างเปล่า นางพูดพึมพำ “หลินชิงเวย…มิใช่ตายไปแล้วหรือ?”
เซียวเยี่ยนมองนางแล้วพูดด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก “นางตายแล้ว เจ้ามีความสุขมากหรือไม่? เพียงแต่นางยังไม่ตาย เกรงว่าจะทำให้เจ้าผิดหวังเสียแล้ว”
สุ่ยฉ่ายชิงอ้าปาก ทว่านางในลำคอของนางราวกับมีสิ่งของอุดอยู่ เมื่อได้สติจึงกล่าวว่า “เหตุใดท่านยังต้องไปตามหานาง? ท่านมิใช่เลือกข้าแล้วหรือ ในเมื่อรู้ว่านางยังไม่ตาย รู้ว่านางยังมีชีวิตอยู่อย่างดีในที่ใดสักแห่งก็เพียงพอแล้วมิใช่หรือ เหตุใดยังต้องไปตามหานาง?”
คนทั้งหมดล้วนปรารถนาให้เป็นเช่นนี้ แม้กระทั่งตัวเขาเอง เมื่อก่อนก็เคยปรารถนาให้เป็นเช่นนี้
แต่เมื่อเขาคิดว่านางจากไปแล้วจริงๆ เขาจึงพบว่าเขาทำไม่ได้
อาจเป็นเพราะนี่ก็คือความลุ่มหลง อาศัยเพียงแค่ความลุ่มหลงคลั่งไคล้ เขาไม่รู้ว่าเขาต้องการไปที่ใด เขารู้เพียงว่าขอเพียงนางอยู่ที่ไหน เขาก็จะไปที่นั่น
เพื่อชดเชยสิ่งที่เขาเคยติดค้าง และเคยทอดทิ้งนางในอดีตทั้งหมด
เห็นเซียวเยี่ยนไม่พูดจา สุ่ยฉ่ายชิงพูดอีกว่า “ทั้งๆ ที่ท่านเลือกข้าแล้ว ต่อให้ท่านไปตามหานาง นางย่อมเคียดแค้นชิงชังท่าน นางไม่มีวันยอมอภัยให้ท่าน เหตุใดท่านยังต้องการไปอีก?”
ใช่แล้ว ขอเพียงเป็นคนที่มีสติแจ่มชัดย่อมรู้ว่า ทั้งหมดนี้ไม่มีทางย้อนกลับได้ และนางอาจจะไม่ยินยอมอภัยให้เขา เหตุใดยังต้องลุ่มหลงยึดติดเช่นนี้?
ขอเพียงเขายินยอมปล่อยวางความยึดติดนี้ ต่อไปเขาย่อมมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุข
ก็แค่เอาหัวใจของตนไปไว้กับคนที่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ใดเท่านั้นเอง
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เซียวเยี่ยนพูดกับสุ่ยฉ่ายชิง “เจ้าถามเปิ่นหวางว่าเหตุใด เพราะเปิ่นหวางรักนาง ชีวิตครึ่งหนึ่งก่อนหน้านี้ เปิ่นหวางไม่ผิดต่ออดีตฮ่องเต้และอาจารย์ผู้มีพระคุณ” สายตาของเขาตกลงบนร่างของสุ่ยฉ่ายชิง “ก็นับได้ว่าได้ตอบแทนบุญคุณความเมตตากรุณาทั้งหมดแล้ว อีกครึ่งหนึ่งของชีวิตต่อไปนี้ เปิ่นหวางขอเพียงไม่ผิดต่อหัวใจของตนเอง ในเมื่อเปิ่นหวางรักนาง เหตุใดจึงไม่ตามหานางเล่า?”
เสี่ยวฉีที่ยืนฟังเงียบๆ อยู่ด้านข้าง ถึงกับตกตะลึงพรึงเพริด นี่นับเป็นครั้งแรกที่เซ่อเจิ้งอ๋องยอมรับอย่างเปิดเผยว่าเขารักคนผู้หนึ่ง
ไม่รู้ว่าหลินชิงเวยที่อยู่ไกลโพ้นจะได้ยินหรือไม่?
แววตาของสุ่ยฉ่ายชิงไหววูบ นางก้าวถอยหลังไปสองก้าวแล้วพูดทั้งดวงตาแดงก่ำ “ท่านรับปากบิดาของข้าแล้วว่าจะดูแลข้าไปตลอดชีวิต ข้าคิดว่าชีวิตนี้ของข้าจะได้อยู่ร่วมกับท่าน เป็นคู่สามีภรรยากันในที่สุด ให้ความเคารพนับถือต่อกันและกัน แต่เหตุใด…”
“ใช่ หากไม่มีนาง” เซียวเยี่ยนพูด “มีความเป็นไปได้ว่าเปิ่นหวางจะแต่งเจ้าเป็นภรรยาในที่สุด ใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุขไปตลอดกาล เจ้ามีชีวิตอยู่ในชีวิตของเปิ่นหวาง แต่ไม่เคยมีชีวิตอยู่ในหัวใจของเปิ่นหวาง เช่นนี้แล้วไม่กระไร หากเจ้าจะเกลียดชังนางเพิ่มอีกสักหน่อย เพราะหากมีโอกาสเลือกได้อีกครั้ง ให้เปิ่นหวางเลือกต่อหน้าการตายจากกัน คนที่เปิ่นหวางเลือกจะไม่ใช่เจ้าเด็ดขาด”
สุ่ยฉ่ายชิงหัวเราะและน้ำตานองหน้า “จำเป็นต้องพูดให้สิ้นเยื่อขาดใยเช่นนี้หรือ? แต่ทั้งๆ ที่ท่านรับปากข้าแล้วว่าท่านจะแต่งข้า…”