ทรราชตัวน้อย ไม่อยากพบจุดจบแบบ BAD END - บทที่ 512: อยู่ในการควบคุมของเด็กสาว (2)
- Home
- ทรราชตัวน้อย ไม่อยากพบจุดจบแบบ BAD END
- บทที่ 512: อยู่ในการควบคุมของเด็กสาว (2)
สงครามในค�าคืนอันมืดมิดได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ เสียง
แตรศึกดังก้องไปทั่วคืนอันไร้ขอบเขต เหล่าทหารที่หลับใหลลุกขึ้นอย่าง
เร่งรีบ และเปลวเพลิงจากคาถาเวทพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าทีละดวง ส่อง
สว่างให้เห็นร่างของสัตว์อสูรต่างๆ ในบริเวณใกล้เคียง
ราชาแห่งความหายนะเป็นเจ้าแห่งป่า ดังนั้นสัตว์อสูรที่บุกเข้ามา
ในครั้งนี้จึงไม่มีเผ่าพันธุ์เฉพาะเจาะจง หมาป่า ม้าอสูร อสรพิษสามหัว
นกอสูร และค้างคาวอสูรที่บินว่อนปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า สัตว์อสูรทุก
ชนิด ทั้งหมดถูกราชาแห่งหายนะขับไล่ให้เข้ามาสู่สนามรบ และฝั่ ง
กองทัพมนุษย์ก็เริ่มตอบสนองอย่างรวดเร็ว
นักรบชักคันธนูยาวของพวกเขา และจอมเวทที่ถือไม้เท้ายาวก็เริ่ม
ร่ายคาถาเวทโจมตีขนาดใหญ่ เสียงสังหารตามมาด้วยเสียงคํารามราว
กับเสียงแตรศึก ปะปนไปกับเสียงกรีดร้องที่ทําให้เหล่าทหารต้องหนาว
ไปถึงสันหลัง สงครามและการต่อสู้กระจายไปทั่วที่ราบและรุนแรงขึ้น
เรื่อยๆ
ภายในป่าด้านนอกสนามรบ เด็กสาวผมสีเงินยืนอยู่ใต้แสงจันทร์
พลังเวทในร่างของเธอลุกไหม้อย่างเงียบๆ เธอมองไปตามแสงที่ส่องลง
มาจากบนท้องฟ้า สังเกตสถานการณ์การต่อสู้อันวุ่นวายจากระยะไกล
อลิเซียนั้นแปลกใจที่สิ่งต่างๆ ดูจะไม่ราบรื่นอย่างที่เธอคิดค่ายทหารถูกล้อม การโจมตีของสัตว์อสูรบนท้องฟ้าถาโถมลงมา
อย่างคาดเดาไม่ได้ ทหารราบได้แต่พึ่งพาป้อมปราการเพื่อตอบโต้
อย่างไรก็ตามในระหว่างการสู้รบ สีหน้าของทหารกลับไม่มีความตื่น
ตระหนก โดยเฉพาะดยุคเบิร์กลีย์ หลังจากตกใจไปครู่หนึ่ง เขาก็ฟื้ นคืน
สติได้อย่างรวดเร็ว
หากเป็นกองทัพธรรมดาๆ พวกเขาก็คงตื่นตระหนกและกระจัด
กระจายกันไปแล้วด้วยสายตาของสัตว์อสูรขนาดยักษ์ในตอนกลางคืน
แต่น่าเสียดายที่ตระกูลไซส์นํากองทัพพิเศษมา พวกเขาล้วนเป็นอัศวิน
ชั้นยอดของเขตการปกครองที่ผ่านสงครามมามากมาย ทหารทุกคนใน
นี้ได้รับการคัดเลือกมาอย่างดี เป็นทหารที่ไม่มีทางทําให้ตระกูลไซส์ต้อง
อับอาย
ความสามารถของอลิเซียนั้นน่าตกใจก็จริง แต่นี่ไม่ใช่เวทีสําหรับ
ตํานานปรําปรา มันคือสนามรบที่แท้จริง! ในโลกนี้ไม่มีแค่ตระกูลแอส
คาร์ดเท่านั้นที่คอยพัฒนากําลังทหารของตัวเองอยู่เสมอ ในทวีปเซีย
ทุกคนล้วนตกอยู่ในอันตราย และพยายามอย่างเต็มที่ในการเอาชีวิต
รอด และแต่ละเขตการปกครองล้วนมีเรื่องราวและเกียรติยศเป็นของ
ตัวเองเมื่อผู้แข็งแกร่งปะทะกับผู้แข็งแกร่ง พวกเขาก็มักจะแอบ
ประหลาดใจในความแข็งแกร่งของคู่ต่อสู้ เช่นเดียวกับตระกูลไซส์ที่เป็น
ดั่งตัวเอกของสนามรบในเวลานี้
…เมื่อมองดูศัตรูที่ยังคงต่อต้านการโจมตีเอาไว้ได้ด้วยขวัญกําลังใจ
ที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น อลิเซียก็อดไม่ได้ที่จะคิดเบาๆ และถอนหายใจ ดู
เหมือนเธอจะคิดอะไรตื้นเขินเกินไปจริงๆ
“ถึงเจ้าจะเพิ่งฟื้ นตัวก็เถอะ แต่ดูเหมือนว่าเจ้าจะต้องออกโรงกับ
เขาบ้างแล้วล่ะ ”
“กรร—”
เด็กสาวลูบศีรษะของราชาแห่งความหายนะ ทําให้กวางยักษ์แปด
ขาตะโกนขานตอบรับ มันขยับร่างขนาดใหญ่เหยียบย�าป่าที่มีต้นไม้สูง
ตระหง่านแหวกออกเป็นเส้นทาง ทําให้สัตว์อสูรหยุดการโจมตีลง และ
เริ่มเคลื่อนตัวออกจากด้านหน้าค่ายทหาร จากนั้นร่างหนึ่งก็ค่อยๆ เดิน
ออกมาจากป่า
ดยุคเบิร์กลีย์มองดูสัตว์อสูรขนาดยักษ์ที่มีดวงตาสีแดงเลือดสี่ดวง
จากในระยะไกล มันเดินเข้ามาประชิดค่าย จากนั้นทรงกลมของเหลวสี
น�าเงินก็ปรากฏขึ้นแวบวาบบนร่างกายของมัน สัตว์อสูรในตํานานตัวนี้
ไม่ใช่สิ่งที่ทหารธรรมดาๆ จะสามารถต่อกรได้ มันถึงเวลาแล้วที่ดยุคแห่งตระกูลไซส์จะต้องก้าวออกไปในสนามรบ ในฐานะบทสรุปที่มนุษย์
สร้างขึ้นด้วยเลือดและน�าตาในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ยิ่งไปกว่านั้น
ผู้มีพลังเหนือธรรมชาติระดับสูงที่ออกเดินทัพไปพร้อมกับกองทัพ พวก
เขาเองก็มีหน้าที่ในการพลิกสถานการณ์ด้วยเช่นกัน
สัตว์ป่าในความมืดต่อสู้กับร่างที่ส่องแสงด้วยแสงสีซีด แต่ภายใน
ส่วนลึกของป่า กองทัพของตระกูลแอสคาร์ดก็ได้เริ่มรวมตัวกันเงียบๆ
รอการมาถึงของรุ่งอรุณยามเช้า
————————————
กลางคืนเป็นเวลาสําหรับสัตว์อสูร ภายใต้ความมืดมิดยามค�าคืน
อาวุธและคาถาเวทมากมายจะอ่อนลง ทําให้พลังของพวกมันจะลดลง
อย่างมาก หากศัตรูต้องการที่จะสังหารหมู่ในวงกว้าง พวกเขาก็ต้องใช้
คาถาเวทที่ต้องใช้พลังมากกว่าปกติเท่านั้น ดังนั้นอลิเซียจึงได้นําสัตว์
อสูรออกมาในตอนดึก
ส่วนเวลากลางวัน อลิเซียจะปล่อยให้มันเป็นเวลาสําหรับกองทัพ
มนุษย์ มันคือเวลาที่ทหารชั้นยอดของตระกูลแอสคาร์ดจะต้องออกโรง
ลงสนามเอง หลังจากค�าคืนแห่งการรอคอย ทหารที่เคยชินกับ
บรรยากาศอึมครึมของสนามรบ ก็แทบอดรอไม่ไหว พวกเขาตีอาวุธเข้า
ด้วยกันเพื่อเพิ่มขวัญกําลังใจ จากนั้นก็เดินทัพออกไปโจมตีค่ายของ
ศัตรูเมื่อคืนก่อนการต่อสู้ระหว่างราชาแห่งความหายนะและเบิร์กลีย์
ดําเนินยืดยาวต่อไปถึงรุ่งสาง ราชาแห่งสัตว์อสูรที่อลิเซียรักษาร่างกาย
ให้ได้ส่งเสียงดังออกมา ร่างกายอันใหญ่โตและพลังเวทอันรุนแรงทําให้
มันมีความสามารถเหนือกว่าสัตว์อสูรทั่วๆ ไปทุกด้าน แต่อีกฝั่ งหนึ่งเบิร์
กลีย์เองก็เป็นผู้มีพลังเหนือธรรมชาติระดับสูงเช่นกัน
ด้วยที่เบิร์กลีย์เป็นผู้บัญชาการใหญ่ของฝั่ งกองทัพตระกูลไซส์
หน่วยข่าวกรองของจักรวรรดิเซนต์เมซิทจึงได้รวบรวมข้อมูลของเขา
เอาไว้แล้วเรียบร้อย ซึ่งก็ไม่ยากเท่าไหร่ เพราะเรื่องราวของตระกูลนี้
แทบจะเป็นเรื่องทั่วไปสําหรับผู้ที่คุ้นเคยกับแวดวงการทหาร
ตระกูลไซส์เป็นที่รู้จักในฐานะผู้บัญชาการที่แข็งแกร่งมาโดยตลอด
คุณสมบัติแก่นแท้ต้นกําเนิดของพวกเขาคือ [คลุ้มคลั่ง] เช่นเดียวกับ
ความหมายตามตัวอักษร มันคือ คุณสมบัติแก่นแท้ต้นกําเนิดที่ควบคุม
ได้ยากและส่งผลต่ออารมณ์ แต่ถ้าใช้ได้อย่างเชี่ยวชาญล่ะก็ มันก็เป็น
คุณสมบัติแก่นแท้ต้นกําเนิดที่มีความสามารถในด้านการต่อสู้ระดับหนึ่ง
ในแง่ของคุณสมบัติแก่นแท้ต้นกําเนิด ทุกคนในตระกูลไซส์ต่างก็ใช้
คุณสมบัติแก่นแท้ต้นกําเนิดแบบเดียวกัน แต่พลังทางสายเลือดของ
ตระกูลไซส์นั้นไม่ได้มีเสถียรภาพคงที่ เช่นเดียวกับการที่พรสวรรค์ที่
เทพีเซียมอบให้กับทุกๆ คนจะแตกต่างกันออกไป พวกเขาส่วนใหญ่จึง
ไม่ได้มีพลังสายเลือดพิเศษ แต่บางครั้งบางคราวสมาชิกบางคนในตระกูลก็ได้รับความเมตตาจากเทพีเซีย และมีทรงพลังกว่าคนอื่นๆ
ด้วยการรวมกันของพลังสายเลือดและคุณสมบัติแก่นแท้ต้นกําเนิด
ความสามารถในสายเลือดของตระกูลไซส์ ที่เบิร์กลีย์ ไซส์มีก็คือ
ความสามารถในการจัดการกับของเหลว และด้วย คุณสมบัติแก่นแท้
ต้นกําเนิด [คลุ้มคลั่ง] เลือดในร่างกายของเขาจึงสามารถนําออกมา
ใช้ได้ ความสามารถอันน่าสะพรึงกลัวนี้เมื่ออยู่ในสนามรบ ก็เป็นเหมือน
คําสาปที่มองไม่เห็น ทําให้ศัตรูต้องระมัดระวังและวิตกกังวล
ในบรรดาตระกูลขุนนางด้วยกันแล้ว คนเดียวที่สามารถสกัดกั้นผู้
บัญชาการที่แข็งแกร่งเช่นนี้ได้คือคาร์เตอร์ แต่มาร์ควิสซึ่งเป็นผู้
บัญชาการสูงสุดของกองทัพพันธมิตรไม่สามารถลงสนามรบด้วยตัวเอง
ได้ ด้วยเหตุผลนี้อลิเซียจึงได้เรียกราชาแห่งความหายนะมา ซึ่งก็ถือว่า
เป็นการตัดสินใจที่ฉลาด
สัตว์อสูรตัวใหญ่นั้นได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่ามันจะจมลงไป
ในโคลนที่สร้างขึ้นโดยเบิร์กลีย์ ถูกใบมีดน�าที่สามารถฟันกองทหารม้า
ออกเป็นสองส่วนได้ไปเต็มๆ แต่ก็ไม่สะทกสะท้าน ขนของกวางยักษ์
หนาเสียจนยากจะโจมตีผ่านไปได้ อีกทั้งยังมีพายุที่มันเรียกออกมาโดย
เขากวางที่เหมือนต้นไม้ยักษ์ ทําให้ศัตรูกดดันอย่างมาก
หลังจากการต่อสู้แบบตัวต่อตัวกับสัตว์อสูรเริ่มต้นขึ้น สภาพ
อากาศอันเลวร้ายก็อุบัติขึ้น พายุและกระแสน�าวนปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนรุ่งสางทั้งสองฝ่ายยังไม่มีฝ่ายใดได้รับชัยชนะหรือพ่ายแพ้
จากนั้นเหล่าสัตว์อสูรก็ถอยกลับไปตามคําร้องขอของอลิเซีย
หลังจากการต่อสู้คืนแรก เบิร์กลีย์ที่หยุดสัตว์อสูรในตํานานได้แบบ
ฉิวเฉียดก็เหนื่อยล้าไปมาก เพื่อจัดการกับราชาสัตว์อสูรที่อาจปรากฏ
ขึ้นอีกครั้งในคืนถัดไป เขาจะไม่สามารถต่อสู้ด้วยกําลังทั้งหมดของเขา
ได้อีก ซึ่งนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งในแผนของอลิเซีย
กองทัพของตระกูลแอสคาร์ดจะโจมตีในตอนกลางวัน และช่วง
กลางคืนสัตว์อสูรก็จะเข้ามาโจมตีแทน สลับวันและคืนโดยทําให้ศัตรู
เหนื่อยล้าชะลอการรุกของอีกฝ่ายให้ได้มากที่สุด
ด้วยแนวคิดนี้เป็นแนวทาง กองทัพของตระกูลแอสคาร์ดก็ได้
เริ่มทําการโจมตีค่ายของอีกฝ่ายในยามรุ่งสาง สลับไม้กับเหล่าสัตว์อสูร
ภายในค่ายของตระกูลไซส์ ดยุควัยกลางคนได้หยุดพักในที่สุด เขาไม่มี
ทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องหยุดพัก ดวงตาของเบิร์กลีย์สั่นไหว และ
จ้องมองไปที่ชื่ออลิเซียอย่างแน่วแน่ เคารพในความฉลาดของศัตรู
————————————-
เธอคนนั้นเองสินะ
ความเฉลียวฉลาดของศัตรูที่ตนดูหมิ่นเมื่อวันก่อน ทําให้ดยุคแห่ง
เบิร์กลีย์ที่เพิ่งหยุดพักคิดแบบนี้แม้ว่าจะไม่มีข้อมูลใดพิสูจน์ได้ว่าเด็กสาวคนนี้ที่ชื่อว่า อลิเซีย แอส
คาร์ด เป็นผู้ควบคุมสัตว์อสูรยักษ์ในตํานาน แต่การที่ผู้เยาว์ และ
เด็กผู้หญิงอย่างเธอลงมายังสนามรบแบบนี้ได้จะต้องไม่ใช่เรื่องปกติแน่
คําอธิบายเพียงอย่างเดียวก็คือเด็กสาวคนนี้มีบทบาทที่ไม่สามารถถูก
ใครแทนที่ได้
ในฐานะผู้บัญชาการที่มีประสบการณ์ในสนามรบมากมาย เบิร์
กลีย์จึงมั่นใจว่าสัตว์อสูรเหล่านั้นในช่วงกลางคืนต้องมีความเกี่ยวข้อง
กับเด็กสาวที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นในสนามรบแน่ เธอตัดสินใจที่จะเสี่ยงใช้
กลยุทธ์นี้ หลังจากการต่อสู้ครั้งหนึ่ง ดยุคผู้เป็นชายที่แข็งแกร่งที่สุดใน
กองทัพของตระกูลไซส์ก็ได้เข้าใจแล้วว่า มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่
เขาจะเอาชนะสัตว์อสูรในตํานานอย่างราชาแห่งความหายนะ
ร่างกายที่ใหญ่โตของสัตว์อสูรและลมหายใจที่เต็มเปี่ ยมไปด้วย
พลังชีวิต เขาอาจจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองสามเดือนในการฆ่ามัน
แต่ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาต้องต่อสู้กันทั้งวันทั้งคืน ทําให้กองทัพ
ของตระกูลไซส์ไม่น่าจะทนยื้อไปได้เกินหนึ่งสัปดาห์
เป้าหมายของศัตรูคือสงครามยืดเยื้อ ดังนั้นไม่ว่าจะจัดการกับพวก
เขาอย่างไร หรืออัตราส่วนความเสียหายจะมากน้อยเพียงใด พวกเขา
จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสมอในวันถัดมาการไม่ต่อสู้ไปตามแผนการที่ศัตรูวางไว้คือสิ่งสําคัญที่สุดใน
สงคราม และตอนนี้วิธีเดียวที่จะทําลายสถานการณ์นี้ได้ก็คือการฆ่าคน
ควบคุมสัตว์อสูรลงให้ได้
“ข้ารู้ดีว่าพวกเจ้าเหน็ดเหนื่อยหลังจากการต่อสู้มาทั้งคืน อันที่จริง
ข้าเองก็เหมือนกัน แต่ดูจากกลยุทธ์ของศัตรูในปัจจุบัน พวกเราน่าจะ
หมดสภาพในอีกไม่กี่วันข้างหน้า”
“สงครามยืดเยื้อนี้จะดําเนินต่อไปเรื่อยๆ วิธีเดียวที่พวกเราจะชนะ
ได้ก็คือการเอาชนะพวกมันให้ได้ในตอนที่พวกเราอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด”
เบิร์กลีย์กล่าวอย่างสงบขณะมองไปยังกองทหารม้าของตน ซึ่ง
เหล่าทหารชั้นยอดที่ได้ยินคําสั่งนี้ต่างก็ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทุกคน
ไว้วางใจในตัวดยุค และเชื่อว่าการตัดสินใจของเขาถูกต้อง
อัศวินเช็ดเลือดบนเกราะออก และจอมเวทหยิบไม้เท้าขึ้นมาอีก
ครั้ง แม้ว่าทั้งกองทัพจะเหน็ดเหนื่อย แต่ขวัญกําลังใจก็ยังคงเพิ่มขึ้น
ดยุคเบิร์กลีย์ไปที่ด้านหน้าของกองทัพที่พร้อมออกเดินทาง อีกฟาก
หนึ่งก็กําลังมองดูกองทัพศัตรูที่ตั้งอยู่ในระยะไกล ทําให้เด็กสาวอดไม่ได้
ที่จะถอนหายใจเล็กน้อย
“ในสงครามผู้คนมักจะทําสิ่งที่น่ารังเกียจได้จริงๆ ด้วย”ด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์ หยดน�าที่เปล่งประกายก็ลอยขึ้นไป
ในอากาศ กลายเป็นกระสุนปืนขนาดเล็กที่พร้อมจะเจาะทะลุทุกสิ่ง
และพุ่งตรงไปยังเด็กสาวที่อยู่ไกลออกไป
ในเวลาต่อมา เสียงดังก็ปะทุขึ้นพร้อมควันและฝุ่นละออง จากนั้น
เลือดก็ไหลทะลักลงไปที่พื้นดิน