ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 416 ไอ๊หยา ดูโชคชะตาสิ
พวกมือปราบประกาศเสร็จก็ให้แยกย้าย
ห้ามรวมกลุ่มพูดคุย
ที่บนสะพาน
ซ่งฝูหลิงตามมาหาท่านลุงซ่ง “ท่านทวด ไปนับอาหารที่บ้านหน่อยว่าพวกเรายังเหลืออาหารอีกเท่าไหร่ กินได้กี่วัน นับให้ละเอียดหน่อย”
“หา? อ่อ”
สักพักท่านลุงซ่งถึงได้สติกลับมา แสดงให้เห็นว่าเมื่อครู่ยืนงงอยู่ หันกลับมาถาม “พั่งยา พ่อเจ้าให้มาตามรึ เพิ่งบอกรึ”
“อ๋า ใช่ ท่านพ่อให้ข้ามา”
ซ่งฝูหลิงรีบวิ่งเข้าไปพยุงท่านย่าหม่าที่เดินสะดุดเท้า นางสบตากับแม่ตัวเอง
พ่อของนางจะมาว่างสั่งที่ไหนกัน
นางแค่รู้สึกว่าทุกคนดูลนลานไปหมด เลยต้องหางานให้ทำ
ไม่ต้องสนว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น นับอาหารก่อนว่าพอกินหรือเปล่า ถือเป็นงานสำคัญอันดับแรก
ส่วนพ่อของนางคงกำลังตีสนิทกับพวกมือปราบ เพื่อที่จะถามได้มากความหน่อย
ซ่งฝูหลิงเดาไม่ผิด
ท่าทางโหดเอาเรื่องของมือปราบ ทำให้ชาวบ้านหวาดผวาจนไล่พวกนางไปได้ แต่มีสามคนที่กล้าเข้าไป
คนแรกคือหัวหน้าตระกูลเริ่น
เริ่นโหยวจินเป็นทั้งหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิ้งของหมู่บ้านเหรินจยา กล้าเข้าไปเชื้อเชิญให้มือปราบไปกินน้ำกินท่าที่บ้านของเขา
หากชวนไปกินน้ำที่บ้านได้เขาก็มีโอกาสสืบเรื่องนี้ให้มากหน่อย
แต่น่าเสียดายที่พวกมือปราบวางมาดทำตามหน้าที่ บอกว่าไปไม่ได้ ยังมีอีกหลายหมู่บ้านที่ต้องไป
คนต่อมาคือซ่งฝูเซิง เขาเองก็กล้าเข้าไปหา
เพราะเขากับมือปราบฉีหมิงแห่งเมืองถงเหยาสนิทกัน
อยากใช้ประโยชน์จากการที่รู้จักฉีหมิง สืบให้ได้ความอะไรสักหน่อย
แต่น่าเสียดาย มือปราบพวกนั้นที่เป็นลูกน้องฉีหมิง รู้ทั้งรู้ว่าซ่งฝูเซิงสนิทกับหัวหน้าพวกเขา ถึงขนาดที่บางคนเคยได้ยินว่าซ่งฝูเซิงแห่งหมู่บ้านเหรินจยา รู้จักกับแม่ทัพลู่ แม่ทัพลู่เป็นใคร ผู้มีเกียรติเกรียงไกร แต่ก็บอกไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
ยังคงพูดเหมือนที่แจ้งไป เพียงแต่บอกละเอียดกว่าเมื่อครู่หน่อย
“จนกว่าจะถึงวันที่สิบหกเดือนอ้าย ไม่ว่าใครก็ห้ามเข้า-ออกในเมืองตามใจ…
…หากมีความจำเป็นกรณีพิเศษจะต้องแสดงหนังสือที่ออกโดยหลี่เจิ้งของหมู่บ้านพร้อมให้คนในหมู่บ้านสิบครัวเรือนขึ้นไปร่วมลงชื่อ ขาดไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว…
…เมื่อมีหนังสือนี้ก็แสดงว่าสามารถเข้าไปในเมืองได้ พอไปถึงประตูเมืองทหารที่เฝ้าประตู ก็จะไม่มีทางจับท่าน…
…ส่วนจะให้เข้าไปในเมืองหรือไม่ ก็แล้วแต่เจ้าหน้าที่เฝ้าประตูเมืองจะพิจารณา”
คนที่สามที่กล้าเข้าไปถามก็คือเริ่นจื่อเซิงที่กลับบ้านมาฉลองปีใหม่
และก็เพราะเริ่นจื่อเซิงเข้าไปถาม ซ่งฝูเซิงถึงไม่เสียเวลาคุยอีก เขาคิดว่าไปแอบฟังอยู่ข้างๆ ดีกว่า
แต่น่าเสียดายที่มือปราบยกมือคารวะเริ่นจื่อเซิงพลางพูด “ใต้เท้า ท่านพกตราประทับขุนนางติดตัวมาหรือไม่”
เริ่นจื่อเซิงเองก็มีสีหน้างุนงง “กลับมาฉลองปีใหม่กับที่บ้านจะพกตราประทับกลับมาทำไม เอาไปเก็บไว้นานแล้ว”
“เรียนใต้เท้า ถ้าเช่นนั้นก็ช่วยไม่ได้ ใต้เท้าก็ต้องให้หลี่เจิ้งกับชาวบ้านสิบครัวเรือนร่วมทำหนังสือรับรองให้ถึงจะกลับเข้าเมืองได้ขอรับ”
เริ่นจื่อเซิงขมวดคิ้วทำเสียงฮึดฮัด “ข้ากลับบ้านตัวเองในเมืองเฟิ่งเทียน ยังต้องใช้หนังสือรับรองด้วยรึ”
“ขอรับใต้เท้า อย่าทำพวกข้าลำบากเลย พวกข้าเองก็ทำตามคำสั่ง”
หนึ่งในมือปราบครุ่นคิด จากนั้นก็ก้าวเข้าไปพูดกับเริ่นจื่อเซิง
“ใต้เท้า ได้ยินว่าวันนี้เช้าใต้เท้านายอำเภอของพวกเรากลับเข้าเมือง ก็ไม่มีตราประทับติดตัวเช่นกัน จึงต้องส่งบ่าวรับใช้กลับไปขอหนังสือรับรองที่บ้านเกิด ถึงจะเข้าไปในเมืองถงเหยาได้ขอรับ”
เริ่นจื่อเซิงได้ฟัง สีหน้าจากที่หงุดหงิดก็แปรเปลี่ยนเป็นเข้มงวด “เจ้าหน้าที่ประตูเมืองถงเหยาไม่รู้จักนายอำเภอหูอย่างนั้นรึ”
“เจ้าหน้าที่ประตูเมืองถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดขอรับ”
เริ่นจื่อเซิงรู้สึกหวั่นใจขึ้นมาทันที
หลังจากที่มือปราบสี่คนออกไปแล้ว ซ่งฝูเซิงกับเริ่นจื่อเซิงก็ตามหลังหัวหน้าตระกูลเริ่นไปอย่างไม่ได้นัดหมาย
ที่หน้าบ้านหัวหน้าตระกูลเริ่น
ซ่งฝูเซิงปฏิเสธที่หัวหน้าตระกูลเริ่นจะดึงเขาเข้าบ้าน
ลี้ภัยมา ยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ วันนี้เป็นวันที่หนึ่งวันขึ้นปีใหม่ วันแรกของปี ดูจากสถานการณ์นี้ไม่ค่อยดีเท่าไร
เกิดเขาเข้าไปในบ้าน วันหน้าถ้าบ้านหัวหน้าตระกูลเริ่นเกิดเรื่องไม่ดีเข้าเดี๋ยวได้มาโทษเขา แบบนี้ยิ่งไม่ควรเข้าไป
“งั้นก็ได้ เจ้ารออยู่ตรงนี้ ข้าจะไปเขียนให้”
หัวหน้าตระกูลเริ่นพูดกับซ่งฝูเซิงเสร็จก็เข้าบ้านไป
ส่วนเริ่นจื่อเซิงที่อยู่ข้างๆ หัวหน้าตระกูลเริ่นก็ไม่แม้แต่จะชายตามอง
ในระหว่างที่หัวหน้าตระกูลเริ่นเข้าบ้านไปเขียนหนังสือรับรอง ลูกชายคนสามของเขาก็ยกน้ำหวานที่มีควันกรุ่นออกมาให้ชามหนึ่ง “น้องฝูเซิง ดื่มก่อนสิ”
“ไม่ดื่มดีกว่า”
“คนกันเองไม่ต้องเกรงใจ รับไปสิ”
ขณะที่ซ่งฝูเซิงรับชามไปยังงุนงงกับสถานการณ์ตรงหน้า เขาก็ถูกลูกชายคนสามของหัวหน้าตระกูลเริ่นดึงไปอยู่ด้านข้าง จากนั้นก็เห็นพี่ชายคนนี้เอาไม้กวาดปัดกวาดหิมะ
เริ่นจื่อเซิงไปยืนตรงไหนเขาก็กวาดตรงนั้น
ปากก็พูดว่า “เพิ่งจะวันแรกของปีใหม่ บ้านก็สกปรกเหลือเกินแล้ว”
“เจ้านี่” เริ่นจื่อเซิงกัดฟันพูด
ทันใดนั้นหัวหน้าตระกูลเริ่นที่รีบร้อนเขียน ‘หนังสือรับรอง’ ก็ออกมาห้าม “เจ้าสาม”
ลูกชายคนที่สามของเขาถึงได้เลิกไล่เริ่นจื่อเซิงไปจากหน้าบ้าน
“เจ้า ไปหาชาวบ้านสิบครัวเรือนรับรองมาให้ก่อน แล้วค่อยมาหาข้า”
เริ่นจื่อเซิงหรี่ตา แบบนี้หมายความว่า อีกเดี๋ยวข้ายังต้องมาให้เจ้าดูถูกถึงบ้านอีกอย่างนั้นรึ
ในใจโมโหสุดขีด สองมือกำหมัดแน่น
โดยเฉพาะตอนที่เห็นเริ่นโหยวจินพาซ่งฝูเซิงออกไปด้วยความกระตือรือร้น สองคนนั้นเดินไปคุยไป “ไป ข้าจะพาเจ้าไปหาสิบครอบครัวช่วยรับรองให้ น่าจะมีหลายคนที่ยินดีเขียนให้เจ้า”
หัวหน้าตระกูลเริ่นพูดถูก
อย่าว่าแต่สิบครอบครัวเลย ตอนนี้ถ้าซ่งฝูเซิงอยากได้สักห้าสิบครอบครัวรับรอง คนในหมู่บ้านก็พร้อมจะประทับนิ้วให้เขา
เพราะทุกคนที่นี่ให้ความสำคัญกับเรื่องที่เกิดขึ้นในภายหลัง
ไม่ต้องสนว่าพวกซ่งฝูเซิงทำการค้าใหญ่โตแค่ไหน มีเงินมากขนาดไหน คนอื่นในหมู่บ้านอาจยังมีที่ไม่ชอบใจอยู่บ้าง แต่นั่นก็เกิดจากอคติเรื่องอพยพลี้ภัย เรื่องคนนอกที่เข้ามาอยู่ในหมู่บ้าน
แต่เมื่อวันที่ยี่สิบเก้าเดือนสิบสอง
พวกซ่งฝูเซิงเผากระดาษเหลือง[1]ให้คนที่บ้านเกิดจำนวนมาก เพื่อให้บรรดาเพื่อนร่วมภูมิลำเนาเดียวกันที่อาจกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนไปแล้วได้เป็นสุข การกระทำแบบนี้ทำให้คนในหมู่บ้านเหรินจยาหลายคนรู้สึกนับถือจากใจ
เรื่องจริงเป็นแบบนี้จริงๆ
เมื่อเริ่นโหยวจินกับซ่งฝูเซิงมาถึง หลายบ้านต่างก็พูดว่า “กะไว้แล้วว่าต้องมา รอเดี๋ยวนะ จะประทับนิ้วให้” ต่างรู้ว่าพวกคนที่อยู่ฝั่งนู้นต้องเข้าไปค้าขายในเมือง ไม่ให้เข้าไปขายของจะได้อย่างไร
ยังมีบ้านที่กระตือรือร้นเสนอตัว เกาะขอบกำแพงบ้านเศรษฐีที่ดิน “ครบสิบบ้านหรือยัง ตาแก่บ้านข้าอยู่บ้านนะ แปะโป้งให้ได้”
บ้างก็กุลีกุจอจะให้ซ่งฝูเซิงเข้าบ้าน
ซ่งฝูเซิงปฏิเสธ เขายังไว้ทุกข์อยู่ แค่นี้ก็เกรงใจมากแล้ว
นึกไม่ถึงว่าเพื่อนบ้านสกุลไจ๋ ซึ่งก็คือท่านยายที่ตอนนั้นครอบครัวออกมาช่วย จนถูกหมาป่ากัดตายไปจะออกมาพูดว่า “เข้ามาบ้านข้าสิ บ้านข้าก็ไว้ทุกข์ไม่กลัวหรอก หิมะตกหนัก อย่าทนหนาวอยู่ข้างนอกเลย”
ในเวลาเดียวกันที่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ
ซ่งฝูหลิง เฉียนเพ่ยอิง ท่านย่าหม่า ทั้งสามนางจงใจทิ้งพวกหมี่โซ่วไว้แล้วไปรวมอยู่ที่ห้องหนิวจั่งกุ้ยกับซื่อจ้วง ปิดประตูสนิทกำลังพูดคุยกัน
“ท่านย่า ท่านแม่ คือ ฮ่องเต้ ฮ่องเต้ตายแล้วใช่ไหม”
ท่านย่าหม่ารับไม่ได้ “ไม่หรอก อย่าพูดส่งเดช ฮ่องเต้ตาย พวกเราก็ต้องไว้ทุกข์”
เฉียนเพ่ยอิงนั่งอยู่ที่ขอบเตียงเตา มองท่านย่าหม่า “ตอนนี้ต่างอะไรกับไว้ทุกข์ ไม่ได้ยินที่มือปราบพูดเหรอ ห้ามใส่เสื้อผ้าสีฉูดฉาด ห้ามแขวนโคมแดง ห้ามนั่นห้ามนี่ ถ้ามีการส่งหมายเรียกเกณฑ์ทหารให้สามสิบครอบครัวขึ้นไป ต้องการอย่างน้อยบ้านละสามคน สามคนเชียวนะ”
ท่านย่าหม่ายังคงดื้อดึง “ถ้าฮ่องเต้ตาย ระฆังไว้ทุกข์ก็ต้องดังสิ นี่ระฆังไม่ดัง”
“ท่านย่า” กลับเป็นซ่งฝูหลิงที่รู้สึกว่าตัวเองอยู่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด
“สถานการณ์ในตอนนี้เป็นยังไง กำลังขึ้นปีใหม่ ถ้าฮ่องเต้ตายจริงจะกล้าตีระฆังไว้ทุกข์ได้ยังไง ก็ต้องปิดข่าวไว้ก่อนหรือเปล่า อย่างน้อยก็ต้องให้แม่ทัพใหญ่ที่ประจำการคุ้มกัน รีบพาทหารกลับไปหรือเปล่า”
ท่านย่าหม่าทำหน้าขื่นขม “งั้นจะทำยังไง ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ปิดเมืองถึงวันที่สิบหก ร้านของพวกเราจะทำยังไง รับเงินมัดจำมาแล้วแต่เอาของส่งเข้าไปไม่ได้”
พูดจบก็วิ่งไปเอาเงินมัดจำมา โชคดีที่ตอนนั้นเชื่อหลานสาว ไม่เอาเงินมัดจำไปแจกจ่าย
ตอนนั้นหลานสาวของนางบอกว่า ถ้ายังไม่จบสิ้นกระบวนการจะยังไม่ถือว่าเป็นเงินของเรา ต่อให้สั่งจองไว้แล้วก็ไม่นับ นางถึงยังไม่ได้เอามานับเป็นกำไร
ท่านย่าหม่ามีท่าทีลนลานต่อหน้าเฉียนเพ่ยอิงกับซ่งฝูหลิง ร้านขนมทั้งสี่ล้วนเป็นเลือดเนื้อของนาง
แต่เมื่อนางไปถึงห้องทำขนม เผชิญกับพวกคนทำขนมที่ต่างไม่รู้ว่าควรทำขนมสำหรับขายวันพรุ่งนี้หรือไม่ เผชิญกับพวกยายส่งขนมทั้งเจ็ดที่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
นางก็กลืนน้ำลาย ทำสีหน้านิ่งเข้าไว้พลางพูด
“ฮึบให้หมดเลยนะ อย่าให้ข้าเห็นใครกล้าร้องไห้…
…วันแรกของปี อย่าเอาสิ่งไม่ดีมาให้ข้า…
…เอาขนมไปส่งไม่ได้ อย่างมากก็แค่ชดใช้เงิน…
…คิดหาทางคืนเงินมัดจำให้คนซื้อ ไม่ว่าเมื่อไรเราก็ต้องให้ความน่าเชื่อถือ”
—————————–
[1] กระดาษสำหรับเผาให้คนตาย