ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 417 ตกใจหมดเลย / ตอนที่ 418 ใจหายวาบ
โชคดีที่เริ่นกงซิ่นลงจากตำแหน่งไปแล้ว
ไม่อย่างนั้น จากสถานการณ์ในตอนนี้ที่ ทำอะไรก็ต้องขอความช่วยเหลือจากหลี่เจิ้ง แค่หนังสือรับรองใบเดียวก็สามารถมัดมือมัดเท้าพวกเขาได้
และก็โชคดีที่เมื่อช่วงก่อนปีใหม่ ท่านย่าหม่าเริ่มรู้จักมักคุ้นกับหลายครอบครัวในหมู่บ้าน เจอหน้ากันก็พูดคุย ยังพอให้เกียรติกันอยู่บ้าง
ก่อนหน้านี้มีซ่งฝูกุ้ย ต่อมามีท่านย่าหม่า
ถึงแม้พวกเขาจะเคยเข้าหน้ากันไม่ติดกับชาวบ้านในหมู่บ้านเหรินจยาอยู่หลายครั้ง เจอหน้ากันก็ไม่พูดอะไร แต่พอมีสองคนนี้ ความสัมพันธ์กับคนในหมู่บ้านก็ดีขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด
หนังสือรับรองทำเสร็จอย่างรวดเร็ว ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนคิดทำไม่ดีกับพวกเขาลับหลัง
แต่ถึงแม้จะเป็นแบบนี้แต่ซ่งฝูเซิงก็ยังแอบคิดในใจ
เดี๋ยวถึงบ้านต้องกำชับพวกเด็กๆ ว่าห้ามออกไปเล่นบนลานน้ำแข็ง ห้ามหัวเราะเสียงดัง ยกเลิกกิจกรรมบันเทิงทุกชนิด ห้ามทำพฤติกรรมที่เข้าข่ายกระทำความผิดในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานนี้
มือปราบพวกนั้นบอกแล้วว่า สามสิบครัวเรือนขึ้นไปสามารถรวมตัวกันร้องเรียนได้
ร้องเรียนบ้านไหนสำเร็จ ครอบครัวที่ร้องเรียนสามารถได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเกณฑ์ทหารได้หนึ่งคน
ส่วนครอบครัวที่ถูกร้องเรียน เนื่องจากทำตัวไม่ดี จะต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารมากกว่าสามคน
ถ้าในบ้านมีชายฉกรรจ์ไม่ถึงสามคน ก็จะเลือกจากญาติสนิท พี่ชายน้องชายที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง พูดให้ชัดเจนหน่อยก็คือไล่ลงไปเก้าชั่วโคตร หนีไม่พ้นอย่างแน่นอน สามคนเลยนะ
“กลับเลยเหรอ”
“อ้อ ต้องไปฉีกคำโคลงคู่อีก” ซ่งฝูเซิงไม่ได้มีภาพลักษณ์ที่ไม่สนใจใครในหมู่บ้านอีก ตอนนี้ใครทักทายเขา เขาก็พยักหน้าให้
ฉีกคำโคลงคู่ ปลดโคมแดง
เขาพูดคุยกับชาวบ้านมาตลอดทาง เดินกอดหนังสือรับรองที่เพิ่งได้มาสดๆ ร้อนๆ
พวกป้าอ้วน พอเห็นซ่งฝูเซิงมาถึงริมน้ำ กำลังจะอ้าปากพูด
ซ่งฝูเซิงกลับเป็นฝ่ายพูดก่อน “พี่ไป๋ ผ้าแดงที่เอาไว้บังลาลากเครื่องโม่ของบ้านท่านก็ปลดลงดีกว่านะ”
“หา?”
พวกป้าอ้วนตกใจและประหลาดใจมากที่ซ่งฝูเซิงเป็นฝ่ายพูดด้วยก่อนเป็นครั้งแรก
หลังจากหายตกใจก็ตบเข่าฉาด “ได้เลย!”
ขณะที่กำลังยิ้มหน้าบานก็นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อครู่แม่สามีกับสามีของนางตั้งใจมากำชับโดยเฉพาะว่า ‘ห้ามยิ้ม’ จึงรีบกลั้นไว้ทันที
นางเม้มริมฝีปาก พยายามกลั้นยิ้ม
ห้ามยิ้ม อีกทั้งไม่รู้จะพูดอะไรกับซ่งฝูเซิงต่อดี ทำได้เพียงหันตัวเดินเข้าบ้าน
ดึงผ้าแดงที่ปิดลาออกแล้วกัน
ในความคิดของพวกป้าอ้วน สามสิบครัวเรือนรวมตัวกันร้องเรียนมันหนักหนาสาหัสเกินไป
หมู่บ้านใหญ่ขนาดนี้ อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ตลอดปีมีใครบ้างไม่เคยต่อล้อต่อเถียงกับใคร ขนาดนางยังเคยทะเลาะด้วยหลายสิบบ้าน
อันที่จริงแต่ละครอบครัวในหมู่บ้านก็คิดเหมือนพวกนาง
คนที่ขวัญหนีดีฝ่อมากที่สุดคือเริ่นกงซิ่น
เขาป่วยเพิ่งอาการดีขึ้น เกือบตกใจจนเป็นลมไปอีกรอบ
เริ่นจื่อเซิงลูกชายคนโตไปขอหนังสือรับรองยังไม่กลับ เริ่นกงซิ่นได้แต่นอนรออยู่บนเตียง
เริ่นจื่อจิ่วกับเริ่นจื่อฮ่าวรีบถาม “ท่านพ่อ อะไรของท่าน แค่ฟังก็เดาไปว่าเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นในราชสำนัก แถมยังทรุดจนมีสภาพเป็นแบบนี้”
“ชู่ว ชู่ว!” เริ่นกงซิ่นตกใจมาก ห้ามคนในบ้านคาดเดาเรื่องในราชสำนักส่งเดชในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ห้ามพูดถึงแม้แต่นิดเดียว
เมื่อลูกชายสองคนยกมือสาบานไม่กล้าเดาส่งเดชแล้ว เริ่นกงซิ่นถึงได้พูดขึ้น “สามสิบครอบครัวก็ร่วมลงชื่อร้องเรียนได้ ฝั่งนู้นก็ปาเข้าไปสิบห้าครอบครัวแล้ว รวมกับตาแก่เริ่นโหยวจิน ถ้าเขาไปรวมหัวมาอีก…”
เริ่นจื่อจิ่ว เริ่นจื่อฮ่าว“…”
จบเห่ พวกเขาสองคนก็เริ่มลนลานตามไปด้วย
คนพวกนั้นคงไม่ทำหรือเปล่า
ไม่ทำหรอก ใครเขาจะมีเวลาสนใจพวกเจ้า
พอซ่งฝูเซิงกลับถึงบ้าน คนที่มาต้อนรับเขาเป็นเกวียนสองเล่มที่เทียมเกวียนเสร็จเรียบร้อยกับแรงงานชายยี่สิบกว่าคน
ครั้งนี้เติบโตขึ้นมากแล้วจริงๆ
เจอปัญหาไม่เอาแต่ร้องไห้ ตอนนี้อดทนไว้ได้ รู้ว่าร้องไปก็ไม่มีประโยชน์
ลูกผู้ชายเดิมทีก็ไม่ค่อยชอบระบายความอัดอั้นตันใจ ยิ่งไปกว่านั้นรู้ว่าเมื่อเจอปัญหาต้องคิดหาทางแก้ไขก่อน
ซ่งฝูเซิงรู้สึกพอใจ
ลุงซ่งเอาถุงที่ใส่เงินร้อยตำลึงให้ซ่งฝูเซิง “พั่งยาพูดถูก ถ้าเข้าเมืองได้ก็ให้เอาเงินพวกนี้ไปซื้ออาหารให้หมด”
ตอนที่ 418 ใจหายวาบ
ซ่งฝูเซิงเข้าบ้านไปเปลี่ยนชุด
เพิ่งขึ้นปีใหม่ ชุดตัวยาวที่คลุมทั้งตัวแบบนี้ไม่เหมาะที่จะนั่งบังคับเกวียนหรือไปซื้ออาหาร
ข้างนอกหิมะเริ่มตกตั้งแต่เมื่อวาน จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่หยุด อุณหภูมิลดลงไปมาก
ต้องเปลี่ยนไปใส่เสื้อกันหนาวกับกางเกงดอกฝ้าย สวมหมวกฝ้าย
เขาเปลี่ยนชุดพลางถาม “ลูกสาวเราพูดอะไรไปบ้าง”
เฉียนเพ่ยอิงกำลังใส่แผ่นรองรองเท้าที่เอาออกมาจากหัวเตียงให้ซ่งฝูเซิง พอได้ยินก็ตอบ
“พูดหลายเรื่อง…
…บอกกับท่านทวดว่าให้แยกเป็นสองทาง…
…น้ำพริกกับขนมเค้กที่มีคนสั่งจองไว้ให้หยุดทำทั้งหมด…
…ตอนนี้โรงเตี๊ยมที่สั่งจองน้ำพริกเรา จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ ขนมเค้กที่จองไว้ยิ่งไม่ควรทำเข้าไปใหญ่ ไม่มีประโยชน์ คนซื้อน่าจะยิ่งอยากขอเงินคืนมากกว่า…
…เวลาแบบนี้จะมอบของขวัญก็ไม่ได้ จัดงานเลี้ยงก็ยิ่งไม่กล้าจัด แล้วจะเอาขนมไปทำอะไร เราจำเป็นต้องคิดกำไรจากลูกค้าที่เสียใจที่สั่งจองขนมเค้กด้วยเหรอ…
…ยิ่งไปกว่านั้น กลัวว่าเหนื่อยทำจนเสร็จ ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดคือเข้าเมืองไปส่งไม่ได้ พอถึงตอนนั้นจะขาดทุนเข้าไปอีก”
ซ่งฝูเซิงพยักหน้า ลูกสาวเขาตัดสินใจถูก
พริกยังไม่เท่าไร ยังเก็บเอาไว้ได้ แต่ขนมเค้ก ถ้าเข้าเมืองไปส่งไม่ได้ก็เท่ากับสูญเปล่า จะเอามากินเองก็ไม่ดี ไม่สู้คืนเงินให้จบๆ ไป
เฉียนเพ่ยอิงพยักหน้าแล้วพูดต่อ
“ข้าก็เตือนท่านย่าหม่าไปแบบนี้…
…ยังดีที่ท่านย่าหม่าปลงได้มากกว่าคนอื่น…
…ลูกสาวเจ้ายังบอกท่านทวดอีกว่า เอาเงินกองกลางไปซื้ออาหารมาตุนไว้ก่อน…
…เกลี้ยกล่อมท่านทวดว่า อาศัยจังหวะที่คนส่วนใหญ่ของแต่ละหมู่บ้านเข้าเมืองไม่ได้ แต่พวกเราอาจอ้างเรื่องค้าขายแล้วเข้าเมืองได้ ไม่ต้องสนว่าราคาจะแพงแค่ไหน ซื้อมาตุนไว้ให้หมด…
…ถ้าวันที่สิบหกเดือนอ้ายแต่ละหมู่บ้านเข้าเมืองได้แล้ว กลัวว่าตอนนั้นราคาอาหารจะยิ่งสูง และยังอาจหาซื้อไม่ได้ด้วย…
…ถ้าเกิดเรื่องใหญ่จริงทางการก็จะควบคุมเสบียงอาหาร…
…นี่เป็นโอกาสดีสำหรับพวกเราที่จะตุนอาหารไว้ก่อนวันที่สิบหกเดือนอ้าย”
ซ่งฝูเซิงต้องยอมรับเลยว่าลูกสาวคิดเหมือนกับเขาเปี๊ยบ
เดิมทีเขาคิดว่าพอมาถึงบ้านจะต้องพูดปากเปียกปากแฉะ ปรากฏว่าลูกสาวเขาจัดการให้เรียบร้อยแล้ว
“เจ้าว่าฮ่องเต้หรือไม่ก็อ๋องเยี่ยนตายแล้วจริงเหรอ”
ซ่งฝูเซิงผูกเชือกรองเท้าพลางรีบตอบ “อ๋องเยี่ยนมีความเป็นไปได้น้อย ยังไงเสียก็อายุยังน้อย จักรพรรดิสวรรคต ราษฎรทั้งหมดถึงต้องไว้ทุกข์ น่าจะเป็นฮ่องเต้”
“ฮ่องเต้น่าจะตายด้วยโรคหัวใจหรือเปล่า มันกะทันหันเกินไป”
ซ่งฝูเซิงสวมหมวกฝ้าย พูดเสียงเบา
“เขาจะตายหรือเปล่า พวกเราต้องไว้ทุกข์ไหม มันไม่สำคัญหรอก ข้ากลัววันหน้าจะไม่มีกินมากกว่า…
…รอดูเถอะ อ๋องแต่ละคนกำลังรอให้เขาตาย ขอเพียงแต่อ๋องเยี่ยนกล้าขึ้นครองราชย์ในตอนนี้ อ๋องแต่ละคนก็กล้าพูดว่าอ๋องเยี่ยนปลอมแปลงคำสั่งเสียเพื่อขึ้นครองราชย์ ดีไม่ดียังจะใส่ร้ายว่าอ๋องเยี่ยนฆ่าฮ่องเต้…
…รู้ไหมว่าทำไมปิดเมือง ไม่ต้องสนว่ายุคสมัยไหนหรอก พอเกิดเรื่องใหญ่ก็ต้องรีบปิดปากคนวิพากษ์วิจารณ์ไว้ก่อน ห้ามแพร่ข่าวส่งเดช ข้าเดาว่าดีไม่ดีอ๋องเยี่ยนกำลังลนลาน เรื่องน่าจะเกิดอย่างกะทันหัน…
…พวกเรากลัวแค่ว่า ถ้าสู้กันขึ้นมาจริง วันหน้าอย่าว่าแต่จะไม่มีเงินซื้ออาหารเลย ต่อให้มีเงินก็ซื้อไม่ได้ ทั้งหมดต้องส่งไปให้แนวหน้า”
“ลูกสาม” ท่านย่าหม่าเปิดประตู โพกผ้าที่หัวเรียบร้อย
ท่านย่าหม่าถือเงินมัดจำค่าขนม อยากเข้าเมืองไปพร้อมกับซ่งฝูเซิง ซ่งฝูเซิงก็ไม่ได้ห้าม
ข้อแรก บัญชีเงินมัดจำมีแค่ท่านย่าหม่าที่รู้ดีที่สุด ข้อสอง ท่านแม่ของเขาเข้าออกเมืองบ่อยน่าจะรู้จักคนมากกว่าเขา
ท่านย่าหม่าพูดเสร็จก็มองไปรอบๆ ดึงมือซ่งฝูเซิงมา “เดี๋ยวมีคนที่ตามไปด้วยเยอะ แม่จะพูดกับเจ้าตอนนี้ ลูกสาม แม่กับพั่งยามีทอง อีกเดี๋ยวพอถึงในเมืองต้องอย่าคิดมากเรื่องซื้ออาหาร หากสองร้อยตำลึงใช้หมด ที่แม่ยังมีอีก”
ซ่งฝูเซิงโบกมือ “ท่านแม่ เวลาแบบนี้ใครจะกล้าขายอาหารให้พวกเราถึงสองร้อยตำลึง ต่อให้ที่บ้านเปิดร้านขายอาหารแห้ง ในบ้านมีญาติเยอะแค่ไหน แต่คนอื่นเขาก็ไม่ได้โง่ ต้องนึกถึงตัวเองก่อน ถ้าข้าซื้อกลับมาได้ร้อยตำลึงก็ถือว่าไม่เลวแล้ว ท่านแม่เก็บทองไว้เถอะ อีกอย่างข้าก็มีเงิน วันนี้แค่กะจะไปดูลู่ทาง”
ระหว่างทางซ่งฝูเซิงบังคับเกวียนตลอด พวกเขาเป็นกลุ่มที่ออกมาเร็วที่สุด แต่ผ่านไปครึ่งทางกลับถูกรถม้าของบ้านเริ่นจื่อเซิงนำไปได้
นั่นก็หมายความว่า เร็วกว่าพวกเขาหนึ่งเท่า
เดิมทีซ่งฝูเซิงคิดว่าพอพวกเขาไปถึง รถม้าบ้านเริ่นจื่อเซิงน่าจะเข้าเมืองไปก่อนแล้ว แต่กลับไม่ใช่
ณ ประตูเมืองเฟิ่งเทียน
มีรถม้าต่อแถวยาวเหยียด รถม้าของเริ่นจื่อเซิงอยู่หลังสุด
ทั้งหมดคือ ‘ขุนนางเมืองหลวง’ คนพวกนี้เป็นขุนนางอยู่ในเมืองเฟิ่งเทียน ถูกกันไว้ข้างนอกหมด ซ่งฝูเซิงใจหายวาบ
อีกทั้งคำพูดของทหารเฝ้าประตูเมืองก็คือ “เลิกเอาตำแหน่งขุนนางมาข่มขู่ได้แล้ว ต่อให้จวนผู้สำเร็จราชการกลับเข้าเมือง ก็ต้องถูกตรวจสอบทีละคน!”