ทะลุมิติมาเป็นภรรยาของตัวร้าย - ตอนที่ 792 โมโห
ตอนที่ 792 โมโห
ฮูหยินเฉินเป็นฮูหยินขุนนางระดับห้า แม้ว่าตำแหน่งไม่ใหญ่ แต่ก็พูดจามีน้ำหนักในตระกูลเฉิน ยามนี้นางเอ่ยวาจาไม่ไว้น้ำใจ ทำให้เฉินมู่อู่เศร้าใจมาก ไม่ได้กล่าวอันใดเป็นนาน หันไปมองบุตรชายสองคนที่กำลังร้องไห้อยู่แทบเท้าเขา
เฉินมู่อู่มองบุตรชายทั้งสองคนแล้วก็ครุ่นคิดถึงหลี่ฉาน อดหมดหวังไม่ได้ บุตรชายทั้งสองของหลี่ฉานจะฉลาดเหมือนพี่ใหญ่กับน้องสามเขาได้หรือ จะเป็นเหมือนหลี่ฉานหรือไม่
ตอนยังหนุ่ม เฉินมู่อู่ไม่ได้คิดแต่งกับหลี่ฉาน แต่หลี่ฉานจับจ้องเขา เอาแต่ล่อลวงเขา ตอนนั้นเขายังเป็นหนุ่มน้อย ไม่ได้ระวังตัว ปรากฏไปมั่วสุมอยู่กับนาง พอเกิดเรื่อง บิดาเขาโมโหลงมือกับเขายกใหญ่ แต่สุดท้ายก็ให้เขาแต่งกับหลี่ฉาน
พอหลี่ฉานแต่งเข้าตระกูลเฉิน เฉินมู่อู่ก็นึกเสียใจภายหลังแล้ว หญิงผู้นี้เป็นพวกก่อความไม่สงบในครอบครัว แต่นางแต่งตระกูลเฉินมาก็ตั้งครรภ์ทันที กอปรกับพวกเขาเปิดสำนักศึกษาในตำบลชีหลี่ คนไม่น้อยต่างไว้หน้า ดังนั้นแม้ว่านางก่อเรื่อง ก็ไม่มีเรื่องใหญ่อันใด
ผู้ใดจะรู้ว่าพอเข้าเมืองหลวงก็ก่อเรื่องขึ้น
ตระกูลเฉินวุ่นวายไปทั้งครอบครัว
ในวังฮองเฮากับองค์ชายใหญ่ได้ยินเรื่องตระกูลเฉินแล้วก็อดหัวเราะอย่างเบิกบานใจไม่ได้
โดยเฉพาะฮองเฮาแทบจะตบมือร้องยินดี สะใภ้รองผู้นี้สะใจนางเสียจริง
ฮองเฮาส่งคนไปจับตาดูการเคลื่อนไหวในตระกูลเฉิน ดังนั้นสะใภ้รองออกจากเมืองหลวง ฮองเฮาก็ได้รับรายงานทันที
ฮองเฮาสีพระพักตร์ชั่วร้าย รีบส่งคนไปท่าเรือคลองส่งน้ำเมืองหลวงนำตัวหลี่ฉานมาพบนาง
นางคิดพบหญิงผู้นี้ดูสักครั้ง ไม่แน่ว่าอาจได้อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับลู่เจียวจากปากนางบ้าง
หลี่ฉานเห็นฮองเฮาก็ตกใจ จากนั้นพอได้ยินว่าฮองเฮาต้องการสืบข่าวของลู่เจียว นางรีบคิดถึงว่าเรื่องที่ตนเองถูกเฉินมู่อู่หย่าเป็นเพราะลู่เจียว รีบพรั่งพรูเรื่องที่ลู่เจียวเคยทำมาออกมาหมดสิ้น ยังมีเรื่องที่ลู่เจียวทารุณกรรมบุตรชายทั้งสี่ ไม่ดีต่อบุตรชายทั้งสี่
“องค์ชายรองตอนเด็กถูกนางตีจนเขียวช้ำไปทั้งตัว ไม่มีที่ว่างสักแห่ง ไม่ให้กินข้าว ไม่ให้เสื้อผ้าสวมเพียงพอ น่าสงสารมาก ต่อมานางดีกับองค์ชายรอง ไม่แน่ว่าตอนนั้นนางรู้สถานะองค์ชายรองแล้ว ดังนั้นจึงได้ดีต่อองค์ชายรอง”
“ตอนนั้นพวกเรายังไม่เข้าใจว่า หญิงผู้นี้นิสัยไม่ดีมาตลอด เหตุใดอยู่ๆ จึงดีกับองค์ชายรอง ตอนนี้มาคิดดูก็คิดได้ว่า นางรู้สถานะองค์ชายรอง ไม่กล้าไม่ดีต่อองค์ชายรอง”
ฮองเฮาได้ฟังหลี่ฉานแววตาก็เปล่งประกาย รีบมองไปยังองค์ชายใหญ่
องค์ชายใหญ่คล้ายพลันคิดได้ พยักหน้าเล็กน้อย เดินออกไปจัดการเรื่องนี้
เวลาเพียงคืนเดียว ทั่วทั้งเมืองหลวงก็แพร่สะพัดข่าวลือเรื่ององค์ชายรองตอนเด็กถูกฮูหยินเซี่ยทำทารุณกรรม กินข้าวไม่อิ่ม สวมเสื้อผ้าไม่อุ่น ตอนเด็กผอมราวกับไก่ขี้โรค ต่อมาฮูหยินเซี่ยรู้สถานะองค์ชายรองจึงได้ดีต่อองค์ชายรอง
หญิงผู้นี้ไหนเลยมีเมตตา ความจริงมีอุบายในใจ
มีคนจำนวนหนึ่งไม่เชื่อ แต่ก็มีอีกจำนวนหนึ่งที่เชื่อ เพราะข่าวลือมาจากคนตระกูลเฉินเป็นคนพูดออกมา ตระกูลเฉินกับลู่เจียวพวกเขามาจากที่เดียวกัน พวกเขาย่อมรู้พฤติกรรมฮูหยินเซี่ย
พริบตาทั่วทั้งเมืองหลวงก็เต็มไปด้วยข่าวลือสะพัด
เซี่ยอวิ๋นจิ่นรู้เรื่องอย่างรวดเร็ว เดิมเขาไม่รู้ แต่พอเลิกประชุมท้องพระโรงยามเข้า ก็รู้สึกว่าบรรดาขุนนางเขาด้วยสายตาไม่ค่อยถูกต้องนัก
เขามองไป ทุกคนก็หลบสายตา
แต่หลังเลิกประชุม นายท่านเหวินตำแหน่งขุนนางในสำนักตรวจสอบก็เรียกเซี่ยอวิ๋นจิ่นเอาไว้และบอกเขาเรื่องนี้
เซี่ยอวิ๋นจิ่นสีหน้าเขียวคล้ำ ตระกูลเฉินหมายความเช่นไร เหตุใดจึงแพร่ข่าวนี้ออกไป พวกเขาคิดจะทำร้ายเจียวเจียวให้ได้ใช่หรือไม่ แต่มาคิดดูก็รู้สึกว่าตระกูลเฉินคงไม่โง่ถึงเพียงนี้ ย่อมต้องเป็นสะใภ้รองตระกูลเฉิน
หลังประชุมเช้า ฝ่าบาทรับสั่งเรียกตัวเซี่ยอวิ๋นจิ่นเข้าเฝ้า
ฝ่าบาทเองย่อมทรงได้ยินข่าวลือภายนอก การเคลื่อนไหวในเมืองหลวงทุกเรื่องไม่อาจรอดพ้นสายตาฝ่าบาทไปได้
“ว่ามา ตอนเด็กองค์ชายรองถูกลู่เจียวทารุณกรรมจริงหรือ ไม่ให้เขากินข้าว ไม่ให้เสื้อผ้าสวมเพียงพอหรือ”
เซียวอวี้เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เชื่อเพราะเมื่อก่อนเขาเคยได้ยินเซี่ยอวิ๋นจิ่นเล่าถึงลู่เจียวตีลูก
ไม่เชื่อเพราะเขาเห็นลู่เจียวทุ่มเทอบรมเจ้าหนูน้อยทั้งสี่
แต่สุดท้ายก็ยังคงเรียกตัวเซี่ยอวิ๋นจิ่นมาถาม
เซี่ยอวิ๋นจิ่นคุกเข่าลงกล่าวว่า “ฝ่าบาท หากจะลงโทษก็ลงโทษกระหม่อม มารดากระหม่อมทารุณกรรมต่อลู่เจียวกับลูกๆ ไม่เพียงแต่ลูกๆ แม้แต่ลู่เจียวเองก็ไม่ได้อาหารดีๆ เพราะนางกินไม่ดีสวมใส่ไม่อุ่น ทำให้อารมณ์ไม่ดี ลูกๆ อาจจะซุกซนนิดหน่อย นางก็ยากจะไม่โมโห ดังนั้นจึงตีลูก ขอถามฝ่าบาทว่าในเมืองหลวงตระกูลใดไม่ตีลูกบ้าง”
เซียวอวี้คิดถึงว่าองค์ชายใหญ่ตอนเด็กก็มักถูกฮองเฮาลงโทษ ที่หนักสุดครั้งหนึ่งก็ลงโทษองค์ชายใหญ่คุกเข่าหนึ่งวัน องค์ชายใหญ่คุกเข่าจนเข่าบวมไปหลายวัน เดินเหินไม่คล่อง
คิดแล้วเขาก็ไม่กล่าวอันใดอีก
“เราจะไปสืบเรื่องนี้ หากนางทารุณองค์ชายรอง เราจะไม่ปล่อยให้ผ่านไปเช่นนี้”
บุตรชายเขาไม่ต้องให้ผู้อื่นมาทารุณ
ฝ่าบาทเพิ่งกล่าวจบ นอกประตูขันทีก็มีเสียงดังเข้ามา “องค์ชายรอง องค์ชายรอง ท่านให้บ่าวเข้าไปทูลรายงานก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
เซียวเหวินอวี๋ผลักประตูบุกเข้ามาแล้ว
เซียวอวี้ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวก็หันไปมอง เห็นเซียวเหวินอวี๋บุกเข้ามาคุกเข่าลง “เสด็จพ่อ หม่อมฉันไม่เคยถูกทรมาน ขอเสด็จพ่ออย่าได้เอาเรื่องฮูหยินเซี่ย”
ก่อนหน้านี้เซียวเหวินอวี๋เลิกเรียนก็ได้ยินขันทีน้อยในวังแอบซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้
เซียวเหวินอวี๋สีหน้าไม่ดีนัก เขาคิดไม่ถึงว่าเรื่องที่เกิดตอนเด็กถึงกับถูกคนนำออกมาเปิดเผย
ผู้อื่นก็แล้วไป แต่หากเสด็จพ่อเชื่อและลงโทษท่านแม่ จะทำเช่นไร
ดังนั้นเซียวเหวินอวี๋ทนไม่ไหว จึงรีบมาที่นี่
เซียวอวี้ได้ฟังเซียวเหวินอวี๋ก็หรี่ตามองเขา ค่อยๆ ถามว่า “เจ้าเองก็ได้ยินเรื่องนี้แล้วหรือ เช่นนั้นเราถามเจ้า มารดาเลี้ยงเจ้าได้เคยทำทารุณเจ้าหรือไม่”
เซียวเหวินอวี๋รีบกล่าวว่า “เมื่อก่อนที่บ้านเราจนมาก ไม่มีเงินกินข้าว ท่านแม่อารมณ์ไม่ดีย่อมต้องตีหม่อมฉัน แต่ทุกครั้งก็ไม่ได้ตีหม่อมฉันคนเดียว ตีหมดทั้งสี่คน”
เซียวอวี้โมโหจนขำ ความหมายคือตีทั้งหมด
ดีที่เขาไม่อาฆาตแค้น ยังปกป้องหญิงผู้นั้น
“เจ้าไม่โกรธหรือ เจ้าเป็นถึงองค์ชาย บุตรชายเราถึงกับโดนนางตี”
เซียวเหวินอวี๋เงยหน้ามองเซียวอวี้ถามว่า “ตอนนั้นเสด็จพ่ออยู่ที่ใด พวกเรายากจนจนไม่มีข้าวกิน ตอนพวกเราทั้งครอบครัวนอนเตียงผุพัง เสด็จพ่ออยู่ที่ใด”
เซียวอวี้ถูกถามจนเบื้อใบ้ไร้วาจา
ใช่ ตอนนั้นเขาอยู่ที่ใด หากเขาปรากฏตัว ลู่เจียวสิบคนก็ไม่กล้าฟาดเขา
เซี่ยอวิ๋นจิ่นเอ่ยขึ้นอีกครั้งว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมขอทูลถามฝ่าบาท ตอนนี้อุปนิสัยองค์ชายรองเป็นอย่างไร มีปัญหาอันใดหรือไม่”
เซียวอวี้มองบุตรชายตนเอง บุตรชายคนนี้ยังคงยอดเยี่ยมมาก
เซี่ยอวิ๋นจิ่นมองสีหน้าเซียวอวี้ก็พลันเข้าใจ เขาพึงพอใจบุตรชายคนนี้ เซี่ยอวิ๋นจิ่นจึงทูลอีกครั้งว่า “ขอฝ่าบาทอย่าได้ทรงลืม องค์ชายรองเป็นบุตรชายที่ภรรยากระหม่อมอบรมมา ฝ่าบาทไม่ทรงเคยได้ยินหรือ หยกไม่เจียรไนไม่อาจเป็นหยกงามได้”