ทะลุมิติมาเป็นภรรยาของตัวร้าย - ตอนที่ 809 ช่วยคน
ตอนที่ 809 ช่วยคน
พวกเซี่ยอวิ๋นจิ่นกับเซียวเหวินอวี๋ออกจากเมืองหลวงไปแล้ว ในใจลู่เจียวก็ไม่อาจระงับความเป็นห่วงได้ นางรู้ว่าการไปหลิงหยางครั้งนี้จะไม่สงบสุข ฮองเฮากับอ๋องจิ่นย่อมไม่ปล่อยโอกาสครั้งนี้ไปเป็นแน่ ดังนั้นลู่เจียวจึงไม่อาจระงับความเป็นห่วงได้
โชคดีที่ข้างกายยังมีแฝดชายหญิงเป็นเพื่อน ทำให้นางไม่ได้มีเวลาคอยคิดเป็นห่วงมากนัก
คุณชายน้อยห้าได้คารวะมหาบัณฑิตหวังฟู่เป็นอาจารย์ ท่านผู้นี้เคยเป็นหัวหน้าสำนักกั๋วจื่อเจี้ยน แม้ตำแหน่งขุนนางไม่สูงมาก แต่ความรู้ลึกซึ้ง ดังนั้นเซี่ยอวิ๋นจิ่นตั้งใจไปเชิญมาเป็นอาจารย์ให้คุณชายน้อยห้า มหาบัณฑิตหวังเห็นปฏิภาณไหวพริบของคุณชายน้อยห้าก็รับเขาไว้เป็นศิษย์ตนเองทันที และยังแสดงท่าทีว่าวันหน้าจะไม่รับศิษย์อื่นอีก จะตั้งใจอบรมสั่งสอนคุณชายน้อยห้าคนเดียวนี้ให้ดี
มหาบัณฑิตหวังอยู่เมืองหลวง ดังนั้นคุณชายน้อยห้ากลางวันไปเรียน ตกค่ำกลับตระกูลเซี่ย
การที่เขายินยอมคารวะมหาบัณฑิตหวังเป็นอาจารย์ก็เพราะจะได้กลับบ้านได้ ไม่เช่นนั้นเขาไม่ยอมคารวะอาจารย์อย่างแน่นอน
ระยะนี้เซี่ยหลิงหลงเรียนธรรมเนียมจารีตจากนางข้าหลวงในวัง
การสอบเข้าสำนักศึกษาสตรีซุ่ยเต๋อต้องสอบเรื่องธรรมเนียมจารีต ลู่เจียวเองไม่ค่อยได้ใส่ใจเรื่องธรรมเนียมจารีต แต่เซี่ยหลิงหลงนั้นไม่ได้ ลู่เจียวจึงได้เชิญนางในมาสอนเรื่องนี้โดยเฉพาะ ระยะนี้สอนแต่เรื่องนี้ทุกวัน
แฝดชายหญิงเห็นท่านแม่ไม่เบิกบานใจ ก็ใช้เวลาส่วนใหญ่กับลู่เจียว
บุตรชายหญิงแฝดรู้ว่าลู่เจียวเป็นห่วงท่านพ่อกับพี่สี่
“ท่านแม่ ท่านพ่อกับพี่สี่ฉลาดเพียงนั้น ไม่เกิดเรื่องอันใดหรอก ท่านแม่อย่าได้เป็นห่วง”
“ใช่ พวกเขายังพาคนไปตั้งมากมาย ไม่มีทางเกิดเรื่องอันใดเป็นแน่”
ลู่เจียวไม่อยากให้ฝาแฝดเป็นห่วง ก็ยิ้มแสดงท่าทีว่าไม่เป็นอันใด
“พวกเจ้าอย่าได้เป็นห่วงแม่ เป็นห่วงตนเองให้มากดีกว่า”
ลู่เจียวสอบความก้าวหน้าการเรียนของอู่เป่าน้อย และสอบถามความก้าวหน้าของการเรียนของหลิงหลงอย่างห่วงใย ต้นปีมานี้หลิงหลงสิบขวบแล้ว เด็กหญิงอายุสิบปีก็สอบเข้าเรียนสำนักศึกษาซุ่ยเต๋อได้แล้ว หากไม่เหนือความคาดหมาย หลิงหลงก็คงสอบได้ แต่ลู่เจียวไม่อยากกดดันบุตรสาว ดังนั้นจึงกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า “ปีหน้าค่อยสอบก็ได้ หรือหากสอบไม่ได้ ปีถัดไปก็ค่อยสอบได้ ไม่จำเป็นต้องกดดันตนเองมากมายอันใด”
องค์หญิงน้อยตระกูลเซี่ยหลิงหลงนิสัยดี และไม่ได้เอาแต่ใจเพราะทุกคนตามใจนาง เรื่องนี้ทำให้ลู่เจียวชื่นชมมาก ดังนั้นนางไม่อยากให้หลิงหลงกดดันตนเองมากจนเกินไป
เซี่ยหลิงหลงหัวเราะ อิงแอบเข้าข้างกายมารดา ดึงมือนางมากล่าวว่า “ท่านแม่วางใจ ข้าต้องสอบได้”
สีหน้าเซี่ยหลิงหลงมีแต่ความมั่นใจเต็มเปี่ยม เมื่อก่อนนางกลัวลู่เจียวอยู่บ้าง แต่ระยะนี้ ท่านแม่ดีกับนางมากเป็นพิเศษ นางดีใจมาก
แม่ลูกคุยกันได้ครู่หนึ่ง ก็แยกกันไปเข้านอน
ยามไม่มีคน ลู่เจียวก็อดเป็นห่วงเซี่ยอวิ๋นจิ่นกับซื่อเป่าไม่ได้ แต่คิดไปก็ทำอันใดไม่ได้ ไม่สู้อย่าคิดต่อดีกว่า เซี่ยอวิ๋นจิ่นกับซื่อเป่าฉลาดมาก คงไม่เกิดเรื่องอันใด
เดือนสิบเอ็ด อากาศหนาวมาก ลู่เจียวเริ่มจัดเสื้อผ้าของคนในครอบครัว อากาศหนาวทางเหนือนั้นหนาวจริง ก่อนหน้านี้พวกเขาอยู่เมืองหนิงโจวจนชิน ไม่ค่อยชินกับอากาศตอนเหนือ ทุกครั้งที่เข้าสู่หน้าหนาว ทั้งครอบครัวก็จะสวมเสื้อผ้ากันค่อนข้างมาก
“เสาเย่า ไปเอาเสื้อผ้าหน้าหนาวออกมาดูว่าต้องเพิ่มเติมอันใดหรือไม่”
เสาเย่าเป็นหัวหน้าสาวใช้ต่อจากติงเซียง ติงเซียงอบรมมาด้วยตนเอง มีรูปแบบการทำงานคล้ายติงเซียง ระยะนี้ติงเซียงตั้งครรภ์แล้ว ลู่เจียวให้นางพักผ่อนดูแลครรภ์อยู่ที่บ้าน นางสั่งการหลายเรื่องให้เสาเย่าไปทำแทน
เช่นนี้ทำให้เสาเย่ายิ่งมีความเป็นหัวหน้าสาวใช้มากขึ้น
“เจ้าค่ะ ฮูหยินวางใจได้ บ่าวทราบแล้ว”
เสาเย่าพาคนไปนำเสื้อผ้าหน้าหนาวของเจ้านายทุกคนในตระกูลเซี่ยออกมา ดูว่ามีอันใดต้องเพิ่มเติมหรือไม่”
นางรู้ว่าครอบครัวเจ้านายเติบโตในเมืองหนิงโจว ได้ยินว่าเมืองหนิงโจวอบอุ่นตลอดสี่ฤดู ไม่ได้หนาวเหมือนตอนเหนือ ดังนั้นในหน้าหนาวบรรดาเจ้านายจึงสวมเสื้อผ้ากันมาก
เสาเย่ากำลังสั่งการสาวใช้ทำงาน ลู่เจียวรับรายงานจากพ่อบ้านเซียว “ฮูหยิน ฝ่าบาทส่งขันทีนำราชโองการมาขอรับ”
ลู่เจียวนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง พลันคิดถึงขึ้นมาเรื่องแรกก็คือ เซี่ยอวิ๋นจิ่นกับซื่อเป่าคงไม่ได้เกิดเรื่องอันใดกระมัง
ลู่เจียวร้อนใจตามพ่อบ้านเซียวไปเรือนด้านหน้า ปรากฏไม่ใช่เซี่ยอวิ๋นจิ่นกับเซียวเหวินอวี๋เกิดเรื่อง แต่เป็นเพราะทางเหนือหิมะถล่ม ฝ่าบาทส่งคณะบรรเทาทุกข์ไปช่วยค้นหา ไปให้ความร่วมมือกับขุนนางท้องถิ่นค้นหาราษฎร พร้อมกับดำเนินการรักษาอาการบาดเจ็บและแจกจ่ายเสบียง
หลังหิมะถล่มย่อมต้องมีคนบาดเจ็บล้มตายกันจำนวนมาก ดังนั้นเซียวอวี้ให้เจ้ากรมสำนักยาหลวงพาคนไปช่วย ฝ่าบาทมีราชโองการให้ลู่เจียวนำคนขึ้นเหนือไปช่วยภัยหิมะถล่มครั้งนี้
ลู่เจียวได้ยินราชโองการเซียวอวี้ก็โล่งอก ไม่ใช่เซี่ยอวิ๋นจิ่นกับบุตรชายเกิดเรื่องก็ดี
“ต้องไปเมื่อใด”
“ต้องไปตอนบ่ายแล้ว ฮูหยินเซี่ยเก็บของก่อน ตอนบ่ายตามคนสำนักยาหลวงขึ้นเหนือ”
“ได้”
พอขันทีไปแล้ว ลู่เจียวรีบสั่งการให้คนไปตามอู่เป่าน้อยกลับมา พออู่เป่าน้อยกลับมา ลู่เจียวกล่าวกับแฝดชายหญิงว่า “ทางเหนือเกิดภัยหิมะถล่ม ฝ่าบาทให้แม่ตามคณะสำนักยาหลวงขึ้นเหนือไปช่วยเหลือชาวบ้าน จะออกเดินทางตอนบ่ายนี้แล้ว พวกเจ้าสองคนอยู่บ้าน แม่ไม่วางใจ จะส่งพวกเจ้าสองคนไปอยู่บ้านท่านป้าสักระยะ ดีหรือไม่”
ลู่เจียวไม่วางใจพวกอ๋องจิ่นกับฮองเฮา
เพราะพวกนางทำให้ฮองเฮากับอ๋องจิ่นเสียเรื่อง ฮองเฮากับอ๋องจิ่นอาจลงมือกับแฝดชายหญิง ดังนั้นลู่เจียวจึงไม่วางใจทิ้งสองแฝดไว้ที่บ้าน คิดพาพวกเขาไปส่งตระกูลเนี่ยให้เนี่ยอวี้เหยาดูแล
พออู่เป่าน้อยได้ฟัง ก็รีบคัดค้านทันที แววตาเขาเด็ดเดี่ยวแน่วแน่มองลู่เจียวกล่าวว่า “ท่านแม่ พวกเราขึ้นเหนือไปช่วยชาวบ้านกับท่านแม่ พวกเรารักษาเป็น”
แฝดชายหญิงเหมือนกับแฝดสี่ แต่เล็กก็ติดตามเรียนวิชาการแพทย์มากับลู่เจียว และเรียนรู้ได้ไม่เลว
ยามนี้ได้ยินมารดาจะขึ้นเหนือไปช่วยชาวบ้าน จึงตัดสินใจขอติดตามไปด้วย
ลู่เจียวมองสองหนูน้อยที่โตเกือบเท่าไหล่นางแล้ว ไม่ทันรู้ตัวสองหนูน้อยก็กลายเป็นหนุ่มน้อยสาวน้อยแล้ว
ในเมื่อพวกเขาตัดสินใจตามนางขึ้นเหนือไปช่วยชาวบ้าน ก็ได้ ให้ลูกๆ ได้ออกไปดูบ้าง
ตั้งแต่แฝดชายหญิงเกิดมา ครอบครัวพวกเขาก็ร่ำรวย ท่านพ่อเป็นถงจือเมืองหนิงโจว พวกเขาเกิดมา บนกองเงินกองทอง ไม่ได้เคยลำบากอันใด ครั้งนี้ลู่เจียวตัดสินใจพาพวกเขาไปดูโลกกว้างสักหน่อย
“ได้ เช่นนั้นพวกเจ้ากลับไปเก็บของ ตอนบ่ายพวกเราแม่ลูกสามคนก็ไปสำนักยาหลวง ขึ้นเหนือด้วยกัน”
“ขอรับ/เจ้าค่ะ”
เด็กสองคนวิ่งออกไปเก็บของอย่างรวดเร็ว
ตอนบ่ายแม่ลูกสามคนก็มายังสำนักยาหลวงรวมตัวกับทุกคน
ฉีเหล่ยเห็นแฝดชายหญิงจะตามไปด้วย ก็เอ่ยอย่างตกใจ “อู่เป่า เย่ว์หยา พวกเจ้าก็ไปด้วยหรือ ขึ้นเหนือครั้งนี้ลำบากมากนะ”
อู่เป่าน้อยเงยหน้ากล่าวว่า “ท่านพ่อกับพวกพี่ๆ ไม่อยู่บ้าน ข้าเป็นชายชาตรีย่อมต้องปกป้องท่านแม่ข้า วางใจ พวกเราทนลำบากได้”
หลิงหลงข้างๆ แสดงท่าทีกล่าวว่า “ศิษย์พี่วางใจ พวกเราทนลำบากได้”
ฉีเหล่ยมองไปยังลู่เจียว ลู่เจียวยิ้มกล่าวว่า “ให้พวกเขาไปลำบากเสียบ้างจะได้รู้ความลำบากของชาวบ้านบ้าง”
ฉีเหล่ยพยักหน้าเห็นด้วย กล่าวตามตรง อาจารย์เขาสอนลูกเป็นจริงๆ เด็กๆ ตระกูลเซี่ยถูกสอนจนเก่งกาจโดดเด่น แม้แต่แฝดชายหญิงก็สอนได้ดีมาก
“ได้ เช่นนั้นพวกเราไปกันเถอะ”