ทะลุมิติมาเป็นภรรยาของตัวร้าย - ตอนที่ 823 งานเลี้ยงในวัง
เซี่ยอวิ๋นจิ่นว่างอยู่จึงได้เสนอตัวช่วยลู่เจียวคิดบัญชี ลู่เจียวดีใจอย่างมากที่จะได้มีเวลาว่าง จึงมอบบัญชีทั้งหมดให้เขาไป
เขาไม่ได้เป็นคนคำนวณจึงไม่เคยรู้ พอคำนวณก็ต้องตกใจ ได้รู้ว่าหลายปีมานี้ลู่เจียวหาเงินได้เท่าไร เป็นตัวเลขที่น่าตกใจจริงๆ
เซี่ยอวิ๋นจิ่นมองลู่เจียวอีกครั้งด้วยสายตาไม่เหมือนเดิม
“อีกสองสามปี เกรงว่าเจียวเจียวก็คงกลายเป็นคหบดีอันดับหนึ่งแห่งแคว้นต้าโจวแล้ว”
ลู่เจียวยิ้มรับคำกล่าวว่า “ทำตัวสงบเสงี่ยม ทำตัวสงบเสงี่ยม เราไม่แย่งชิงตำแหน่งนี้”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นถูกนางหยอกจนขำ ระยะนี้ทั้งสองคนอยู่บ้าน เป็นห้วงเวลาแห่งความสุขที่หาได้ยากยิ่ง
ปลายปี สำนักศึกษาไป่ลู่หยุดเรียน ต้าเป่ากลับมาแล้ว ที่หาได้ยากที่สุดก็คือซานเป่าถึงกับกลับมาจากเมืองหนิงโจวด้วย
เซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวเห็นเขาก็ดีใจพูดไม่ออก ทั้งสองคนพากันรุมล้อมมองซานเป่าไปมา ซานเป่าถูกบิดามารดาทำเอาหน้าแดงก่ำ
“ท่านพ่อกับท่านแม่ เป็นอันใดหรือ”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นมองเขากล่าวว่า “ตัวสูงขึ้นและกำยำด้วย ตอนนี้ดูแล้วเหมือนชายชาตรีแท้จริงแล้ว”
แม้ว่าซานเป่าจะแค่สิบห้า แต่เพราะอยู่เมืองหนิงโจวทำงานคนเดียว ทำให้ดูแล้วสุขุมขึ้นมาก และเขายังมีกลิ่นอายแห่งความอ่อนโยนเปล่งประกายรอบกาย ก็ยิ่งทำให้คนมองแล้วรู้สึกสนิทสนม
เซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวเห็นบุตรชายเช่นนี้ย่อมดีใจ
ซานเป่าเห็นบิดามารดาเห็นเขาเช่นนี้แล้วดีใจ ก็อารมณ์ดีอย่างมาก เขายื่นมือไปคว้ามือเซี่ยอวิ๋นจิ่นมากล่าวว่า “เดิมปีนี้ว่าจะไม่กลับ แต่ก่อนหน้านี้ข้านำคนออกตรวจ ได้ยินว่าท่านพ่อได้รับบาดเจ็บ ข้าตกใจมาก ดังนั้นจึงตัดสินใจกลับเมืองหลวงทันที”
ซานเป่ากล่าวจบก็มองเซี่ยอวิ๋นจิ่นด้วยสีหน้าเจ็บปวด “ท่านพ่อ ใบหน้าท่านไม่เป็นอันใดกระมัง”
ผ้าพันแผลบนใบหน้าเซี่ยอวิ๋นจิ่นแกะออกแล้ว แต่ใบหน้ายังคงมีแผลเป็นลึกที่น่าตกใจ
แต่ก็ทำให้ใต้เท้าเซี่ยแลดูรูปงามเหี้ยมโหดอยู่ไม่น้อย
ทว่าซานเป่าเห็นบิดาตนเองเช่นนี้ก็อดปวดใจไม่ได้
เซี่ยอวิ๋นจิ่นรีบปลอบใจเขา “ไม่เป็นอันใด ตอนนี้ไม่ใช่ว่าพ่อไม่เป็นอันใดแล้วหรือ ส่วนบาดแผลบนใบหน้า มีท่านแม่เจ้าอยู่ ย่อมไม่เป็นอันใด”
ต้าเป่ากับแฝดชายหญิงได้ยินซานเป่ากลับมาก็รีบวิ่งมาหา
พี่น้องพบหน้ากันก็ดีใจพูดไม่ออก พากันกระโดดกอดกันพูดไปหัวเราะไป ครึกครื้นไม่อาจบรรยาย
เซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวเห็นลูกๆ ก็คิดถึงเอ้อร์เป่าที่อยู่ไกลถึงด่านชายแดนและซื่อเป่าในวัง อดถอนหายใจไม่ได้ ไม่รู้ว่าเมื่อใดครอบครัวเขาจะได้อยู่กันพร้อมหน้าแท้จริง
ตกค่ำ ลู่เจียวสั่งการฮวาเสิ่นให้เตรียมอาหารอย่างดีโต๊ะหนึ่ง ทั้งครอบครัวร่วมรับประทานอาหารเย็น
ต้าเป่าหยุดเรียน ซานเป่ากลับมา ความเป็นห่วงของเซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวก็เบาลงไม่น้อย สองหนูน้อยมอบให้พี่ชายสองคนไปดูแล
ปีใหม่มาถึง ผู้ใหญ่สองคนต้องไปเยี่ยมเยือนญาติมิตร ไปบ้านขุนนางหลายท่านที่สนิทกัน ไม่สะดวกพาแฝดชายหญิงไปด้วย ตอนนี้ต้าเป่ากับซานเป่ากลับมา ก็จะได้ดูแลสองแฝดพอดี
วันที่สามสิบ เดือนสิบสอง ในวังจัดงานเลี้ยง เซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวสองสามีภรรยาเข้าวังร่วมงานเลี้ยง
วันที่สามสิบ ของทุกปี ในวันจะจัดงานเลี้ยงให้ขุนนางในราชสำนักและฮูหยินมาร่วม ความจริงก็เพราะฮ่องเต้คิดครองใจบรรดาขุนนาง แสดงพระเมตตาแห่งองค์ฮ่องเต้
งานเลี้ยงในวังปีนี้ไม่เหมือนกับทุกปีที่ผ่านมาก เมื่อก่อนบรรดาขุนนางต่างพากันประจบอ๋องจิ่น เพราะคิดว่าอ๋องจิ่นจะเป็นรัชทายาทแคว้นต้าโจว สุดท้ายขึ้นสู่บัลลังก์ราบรื่น ดังนั้นแต่ไรมาอ๋องจิ่นก็เป็นดังจันทราเด่นเพียงหนึ่งเดียวในหมู่ดารา
แต่ปีนี้เพราะองค์ชายรองกลับมา กอปรกับฝ่าบาทก็แสดงท่าทีต่างๆ ทำให้ขุนนางไม่น้อยสงสัยว่ารัชทาทยาทที่ฝ่าบาทต้องพระทัยน่าจะเป็นองค์ชายรองมากกว่า
ดังนั้นงานเลี้ยงปีนี้จึงแบ่งออกเป็นสามฝ่าย ฝ่ายแรกสนับสนุนอ๋องจิ่น ฝ่ายสองสนับสนุนอ๋องหมิง อีกฝ่ายอยู่ตรงกลาง ไม่ว่าผู้ใดขึ้นสู่บัลลังก์ก็พร้อมสนับสนุน
ตอนเซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวมาถึง ขุนนางในราชสำนักกับฮูหยินก็มาถึงกับเกือบครบแล้ว แต่บรรดาวังหลังและองค์ชายองค์หญิงต่างยังไม่ปรากฏตัว เซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวเดินเข้ามา ก็มีคนมาต้อนรับทักทายพวกเขา
ทั้งสองคนสบตากันแล้วก็แยกกันไปหาวงสนทนา จนกระทั่งเสียงขันทีแหลมดังขึ้นด้านนอก “ฮองเฮาเสด็จ พระสนมซูเฟยเสด็จ พระสนมเจาอี๋เสด็จ”
ขุนนางและฮูหยินในพระที่นั่งต่างเดินเข้ามาถวายพระพร
สีหน้าลู่เจียวในกลุ่มคนนิ่งขรึมลง นางคิดไม่ถึงว่าฮ่องเต้จะให้ฮองเฮาออกมาเร็วเช่นนี้ หญิงผู้นี้ออกมา คงไม่ได้จะก่อเรื่องอันใดอีกกระมัง หากกล้าทำอีก นางก็ไม่ถือสาที่จะลงมือบ้าง
ฮองเฮาซูบผอมลงไปไม่น้อย สีหน้านิ่งเฉย ท่าทางเหมือนกำลังมองลงมาเบื้องล่าง
“ทุกท่านลุกขึ้นได้”
ลู่เจียวก็ลุกขึ้นตามผู้อื่น พอดีสบสายตาเย็นเยียบของฮองเฮาที่มองมา สายตาเปี่ยมไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังและดุร้าย
เพียงแต่ตอนนางเพิ่งจะมองไปยังลู่เจียว นอกประตูพระที่นั่งก็มีเสียงขันทีรายงานดังขึ้น “ฝ่าบาทเสด็จ ไทเฮาเสด็จ อ๋องจิ่นเสด็จ อ๋องหมิงเสด็จ”
ฮองเฮาได้ยินขันทีรายงาน ก็รีบหันหลังเดินรอต้อนรับ ฝ่าบาทเพิ่งยกเลิกคำสั่งกักบริเวณนาง นางไม่อยากถูกกักบริเวณอีก
“ถวายบังคมฝ่าบาท”
ฮองเฮานำคณะขุนนางถวายบังคมเซียวอวี้ หน้าประตูพระที่นั่ง เซียวอวี้เห็นฮองเฮาก็ขมวดคิ้วอย่างไม่เป็นที่สังเกต หากไม่ใช่คืนนี้จะจัดงานเลี้ยงในวัง เขาก็คงไม่ยกเลิกคำสั่งกักบริเวณฮองเฮา แต่หากไม่ให้ฮองเฮามาร่วมงานเลี้ยงในวังคืนนี้ คิดว่าคงต้องให้เสด็จแม่ดำเนินการ เช่นนี้จะเป็นการยกสถานะเสด็จแม่กับตระกูลจ้าว
เซียวอวี้ไม่คิดให้เป็นเช่นนี้ ดังนั้นจึงได้ยกเลิกคำสั่งกักบริเวณฮองเฮา แต่หากฮองเฮายังไม่รู้จักสงบเสงี่ยม เซียวอวี้ก็ไม่ถือสาที่จะต้องลงโทษนางอีก
แม้ฮองเฮาไม่ได้เงยหน้า แต่ก็รับรู้ได้ถึงสายตาที่ฮ่องเต้มองตนเองว่าเต็มไปด้วยความเย็นชาและกำราบตักเตือน
นางยิ่งย่อตัวลงต่ำนอบน้อมยิ่งขึ้น
เซียวอวี้ไม่อยากทำให้ฮองเฮาเสียหน้าต่อหน้าทุกคน ดังนั้นจึงเดินไปตรงหน้านาง กล่าวน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ฮองเฮาลุกขึ้นได้”
ฮองเฮาลุกขึ้น ก่อนจะเดินตามฮ่องเต้เข้าไปในพระที่นั่ง
ไทเฮาจ้าวเห็นทุกอย่าง ก็ได้แต่แค่นเสียงฮึในลำคอ อย่าคิดว่านางไม่รู้ความคิดบุตรชายนาง ก็แค่ไม่อยากให้ตระกูลจ้าวครองความเป็นใหญ่ ไม่อยากให้นางครองความเป็นใหญ่เพียงผู้เดียวหรือ แต่หญิงโง่เขลาเช่นหลี่อวิ๋นซานรับมือไหวหรือ
ไทเฮาจ้าวครุ่นคิดแล้วก็มองไปยังครรภ์พระสนมจ้าว เหตุใดนานเพียงนี้แล้วจึงยังไม่มีวี่แวว ไทเฮาจ้าวครุ่นคิดแล้วก็พลันสะดุ้งวาบขึ้นมา คงไม่ใช่ว่าฮ่องเต้ไม่อยากให้พระสนมจ้าวตั้งครรภ์ ดังนั้นจึงได้แอบใช้อุบายอันใดกระมัง
พอเซียวอวี้เดินมานั่งลงก็พบว่าสีหน้าไทเฮาไม่ดีอย่างมาก เขาเอี้ยวตัวไปถามไทเฮา “เสด็จแม่ ทรงเป็นอันใดหรือ ไม่สบายหรือ”
ไทเฮาจ้าวแค่นเสียงฮึเยียบเย็นมองเขา นี่คงเป็นสิ่งที่เขาวาดหวัง หวังให้นางสุขภาพไม่ดีกระมัง
เซียวอวี้มองสีหน้าไทเฮาจ้าว เห็นชัดว่าโมโหเขา เขาทำอันใดให้นางโมโหหรือ
ไทเฮาจ้าวเม้มปากเน้นไม่เอ่ยอันใด แต่สายตาที่มองไปยังเซียวอวี้และมองพระสนมจ้าวไม่ไกลนักกลับแฝงไปด้วยความนัย
เซียวอวี้มองตามสายตานางไป ในใจพลันคาดเดาได้ว่า เสด็จแม่ทรงเดาออกแล้วว่าเขาวางอุบายพระสนมจ้าว ดังนั้นนานเพียงนี้แล้วพระสนมจ้าวจึงยังไม่ตั้งครรภ์เสียทีกระมัง
มุมปากเซียวอวี้คล้ายมีแววยิ้มเยาะ เพราะเขาผิดหรือว่าตระกูลจ้าววาดหวังมากเกินไป เห็นอยู่ว่าก่อนหน้านี้เขาแต่งหญิงตระกูลจ้าวมาแล้ว ยังส่งหญิงตระกูลจ้าวมาอีกคน เห็นเขาเป็นคนไม่เลือกกินหรือ เขาเพียงต้องการดำรงสมดุลราชสำนักจึงได้ยอมเห็นด้วย แต่หากคิดอยากให้หญิงตระกูลจ้าวมีองค์ชาย อย่าแม้แต่จะคิด
เซียวอวี้ไม่มองไทเฮาจ้าว หันไปมองบรรดาขุนนาง กล่าวว่า “ขุนนางที่รักลุกขึ้นได้ นั่งลงได้”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”