ทะลุมิติมาเป็นภรรยาของตัวร้าย - ตอนที่ 827 หนึ่งปีต่อมา
ตอนที่ 827 หนึ่งปีต่อมา
เซียวอวี้ประกาศราชโองการนี้อย่างรวดเร็ว องค์ชายที่จะนำทัพไปซีเป่ยครั้งนี้เปลี่ยนจากอ๋องจิ่นเซียวเจินเป็นอ๋องหมิงเซียวเหวินอวี๋
พอราชโองการนี้ประกาศออกไป บรรดาขุนนางในราชสำนักครึ่งหนึ่งไม่เห็นด้วย คนเหล่านี้ไม่ใช่เพราะคิดเพื่ออ๋องจิ่น แต่เพราะอ๋องหมิงอายุน้อยเกินไป ผ่านพ้นปีนี้ไปก็เพิ่งจะสิบหก ยังเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ไม่เคยนำทัพออกศึกมาก่อน จะให้เขานำทัพไปซีเป่ยได้อย่างไร
คนไม่น้อยพากันไปพบเผยโส่วฝู่ ให้เผยโส่วฝู่กราบทูลฝ่าบาท ขอให้แม่ทัพเฟิงนำทัพไปซีเป่ยก็พอ ไม่จำเป็นต้องให้อ๋องหมิงไป
เผยโส่วฝู่ไม่เห็นด้วยกับเหตุผลของบรรดาขุนนาง เขายกตัวอย่างอ๋องหมิงเซียวเหวินอวี๋เก้าชันษาก่อตั้งร้านเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับหนีฉาง แม้ว่าเขาอายุยังน้อย แต่ความสามารถไม่น้อย
ขุนนางในราชสำนักพลันเบื้อใบ้ คิดถึงเรื่องต่างๆ ที่เซียวเหวินอวี๋เคยกระทำมา ก่อตั้งร้านเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับหนีฉาง สอบซิ่วไฉ นำขุนนางใหญ่ไปหลิงหยางตรวจสอบหลักฐานความผิดอ๋องผิงหลิง
แม้ว่าอ๋องหมิงอายุยังน้อย แต่ความสามารถกลับไม่น้อยจริงๆ
สุดท้ายขุนนางในราชสำนักไม่พูดอะไรต่ออีก
ตระกูลเซี่ย ลู่เจียวได้ยินข่าวนี้ก็เป็นห่วงอย่างมาก ตกค่ำก็นอนไม่ค่อยหลับ
เซี่ยอวิ๋นจิ่นรู้ว่านางเป็นห่วงซื่อเป่า จึงปลอบใจว่า “เจ้าอย่าได้เป็นห่วงซื่อเป่า เขาฉลาดมาก ไม่น่าเกิดเรื่องอันใด”
ลู่เจียวหันหน้าไปมองเซี่ยอวิ๋นจิ่น “ข้าไม่ได้เป็นห่วงการนำทัพออกศึก ข้าสอนเขามามากมายหลายสิ่ง เพียงพอให้เขารับมือชนเผ่าเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์สิบสองชนเผ่าได้ แต่ที่ข้าเป็นห่วงก็คือฮองเฮากับไทเฮาจ้าว พวกนางจะถือโอกาสนี้แอบลอบทำร้ายซื่อเป่าในค่ายทหารหรือไม่”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นเองก็เป็นห่วงเรื่องนี้ มองลู่เจียวกล่าวว่า “ก่อนเขาออกจากเมืองหลวง ข้าจะบอกเรื่องนี้กับเขา ให้เขาเตรียมรับมือให้ดี อีกอย่าง ให้เขานำผู้คุ้มกันที่ข้ามอบให้เขาก่อนหน้านี้ไปให้หมด”
“คงได้แต่ทำเช่นนี้แล้ว”
แม้ว่าลู่เจียวเป็นห่วง แต่ยังคงเตรียมของให้ซื่อเป่ามากมาย ในนั้นมียาหลากหลายชนิด ยังมีจดหมายถึงเอ้อร์เป่าฉบับหนึ่ง ให้เอ้อร์เป่าปกป้องน้องชายให้ดี และช่วยอ๋องหมิงสร้างผลงานที่ซีเป่ย
ซื่อเป่าไปซีเป่ยครั้งนี้ก็เพื่อสร้างผลงาน หากเขาคิดมีชัยชนะใหญ่ในศึกครั้งนี้ ได้แสดงความสามารถเป็นผู้นำ จำเป็นต้องสยบขุนพลในกองทัพให้ได้ ทั้งถือโอกาสดึงคนที่เชื่อมั่นในตัวเขามาสนับสนุนเขาเพื่อเตรียมการในวันหน้าได้อีกด้วย
ก่อนหน้านี้ไปซีเป่ยมีแต่ข้อเสีย แต่ยามนี้ก็มีข้อดี ชายชาตรีควรมุ่งมั่นดำรงปณิธาน ต้องเผชิญคลื่นลมใหญ่เสียก่อน
วันที่สิบเจ็ด เดือนหนึ่ง ซื่อเป่านำแม่ทัพเฟิงและขุนพลอานพร้อมทัพใหญ่หกหมื่นนายไปซีเป่ยช่วยพวกขุนพลหวัง
ทัพใหญ่ออกเดินทางจากหน้าประตูเมืองอย่างยิ่งใหญ่ ฝ่าบาทเสด็จมาส่งซื่อเป่าออกจากเมืองหลวงด้วยพระองค์เอง
ซื่อเป่านั่งอยู่บนหลังม้าสูงสง่า เรียวตาดอกเหมยคมปลาบหนักแน่น เขาเงยหน้ากวาดตามองคนที่มาส่ง ไม่เห็นท่านแม่ในบรรดาคนที่มาส่งเหล่านี้ ในใจก็รู้สึกสลดลงไปบ้าง
แต่พอเขาเงยหน้าขึ้นไปยังกำแพงเมืองสูงตระหง่าน ลู่เจียวในชุดแดงกำลังโบกมือให้เขา
ซื่อเป่าอดยิ้มไม่ได้ ในใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกอบอุ่น เขากระชากบังเหียนนำขบวนออกจากเมืองหลวงทันที
แม่ทัพเฟิงกับขุนพลอานด้านหลังทูลลาฝ่าบาทก่อนจะกระชากบังเหียนม้าตามไป
เซียวอวี้มองส่งเซียวเหวินอวี๋ออกจากเมืองหลวง พอบุตรชายหายลับไปจากสายตา ก็เหลือบมองบนกำแพงด้วยสัญชาตญาณ เห็นเงาคนชุดแดงยืนอยู่ คนผู้นั้นก็คือลู่เจียว
เซียวอวี้เห็นเงาร่างสีแดงก็อดเลิกคิ้วไม่ได้ ตอนนี้เขาอยากรู้มากว่า ตอนลู่เจียวรู้ข่าวซื่อเป่าต้องออกจากเมืองหลวงนั้นรู้สึกเช่นไร นางขัดขวางซื่อเป่า ไม่ให้เขาไปซีเป่ยหรือไม่
เซียวอวี้คิดถึงเรื่องนี้แล้วก็อดเรียกเซี่ยอวิ๋นจิ่นข้าง ๆ มาขึ้นรถม้าไม่ได้ รถม้าตรงกลับเข้าวัง
ในรถม้า เซียวอวี้มองเซี่ยอวิ๋นจิ่นถามว่า “ครั้งนี้อ๋องหมิงออกจากเมืองหลวงไปซีเป่ย ฮูหยินเซี่ยเป็นห่วงมากใช่หรือไม่”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นอึ้งไปครู่หนึ่ง เขาคิดไม่ถึงว่าฮ่องเต้จะทรงเรียกเขาขึ้นรถม้ามาเพื่อถามถึงลู่เจียว เขาคิดแล้วก็กล่าวว่า “เป็นห่วงมาก นอนไม่หลับไปหลายคืน”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นตอบตามจริง เซียวอวี้พยักหน้าเล็กน้อย ใช่ ลู่เจียวเลี้ยงซื่อเป่ามาสิบห้าปี ย่อมต้องเป็นห่วง
เซียวอวี้ถามอีกว่า “นางไม่คิดห้ามซื่อเป่าไม่ให้ไปซีเป่ยบ้างหรือ”
เซียวอวี้ถามเช่นนี้ก็เพราะคิดถึงฮองเฮา เขาอยากรู้ว่าหญิงเช่นลู่เจียวจะมีความคิดเช่นนี้เหมือนกับฮองเฮาหรือไม่
เซี่ยอวิ๋นจิ่นกลับรีบปฏิเสธทันที “มิได้ นางเพียงแค่เป็นห่วง แต่ไม่ถึงกับห้ามอ๋องหมิงไปซีเป่ย ฝ่าบาทควรทรงทราบว่าบุตรชายรองกระหม่อมไปร่วมทัพซีเป่ย แม้ลู่เจียวเป็นห่วง แต่ก็ไม่ห้าม นางคิดว่าชายชาตรีควรมุ่งมั่นดำรงปณิธาน ผู้ชายควรผ่านความทุกข์ยากฝึกฝนตนให้มาก จึงจะเติบโต ครั้งนี้อ๋องหมิงไปซีเป่ยก็เพื่อฝึกฝนตัวเขาเอง เขาเป็นอ๋องแห่งแคว้นต้าโจว จะต้องเติบโตแบกรับภาระที่ตนเองควรต้องแบกรับ”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นกล่าวจบ เซียวอวี้เงียบงันไป นี่ควรเป็นความคิดของมารดาที่มีต่อบุตร เป็นห่วงได้ ไม่วางใจได้ แต่ไม่อาจห้ามบุตรเติบโต
คิดถึงลู่เจียวแล้วก็คิดถึงฮองเฮา เซียวอวี้ยิ่งรู้สึกว่าหลี่อวิ๋นซานหญิงผู้นั้นไม่สมควรเป็นมารดาแห่งแคว้นต้าโจว หากอ๋องจิ่นได้รับการอบรมจากลู่เจียว ไหนเลยจะมีจิตใจคับแคบเช่นนี้
ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว!
เดือนสาม ปีที่สี่แห่งรัชศกหยวนฮุย ท้องถนนตรอกซอกซอยทั่วทั้งเมืองหลวงก็ครึกครื้นกันขึ้นมา เบียดแน่นไปด้วยผู้คน ร้านค้าสองข้างทางล้วนมีคนจองนั่งกันเต็มพื้นที่ แต่ละคนพากันวิพากษ์วิจารณ์ดุเดือด การสอบเตี้ยนซื่อครั้งนี้ ผู้ใดจะได้เป็นสามอันดับแรก
“ข้ารู้สึกว่าครั้งนี้คนที่น่าจะคว้าตำแหน่งจ้วงหยวนได้มากที่สุดก็คือเซี่ยเหวินเหยาบุตรชายคนโตของใต้เท้าเซี่ย”
“ปีก่อนคุณชายเหวินเหยาก็เป็นเจี่ยหยวนในการสอบหุ้ยซื่อ หากไม่เหนือความคาดหมายจ้วงหยวนปีนี้ก็ควรเป็นเขา”
“ไม่ได้ตำแหน่งจ้วงหยวนก็ย่อมได้ตำแหน่งทั่นฮวา คุณชายใหญ่เซี่ยหน้าตาหล่อเหลารูปงามจริง”
“บุตรชายตระกูลนี้ล้วนรูปงาม ไม่เพียงแต่คุณชายใหญ่ คนอื่นๆ ก็หน้าตาดี แม้แต่อ๋องหมิงที่พวกเขาเลี้ยงดูมาก็รูปงามโดดเด่น”
“ใช่แล้ว อ๋องหมิงนำทัพไปซีเป่ยได้ปีกว่าแล้วกระมัง”
“ใช่ ได้ยินว่ากองทัพเราขวัญกำลังใจดีมาก ข่าวชัยชนะส่งมาไม่ขาด เดิมอ๋องหมิงควรกลับมาได้แล้ว แต่เขาคิดจะทำให้ชนเผ่าเร่ร่อนสิบสองชนเผ่าหวาดกลัวแคว้นต้าโจวเรา ไม่กล้ามาก่อกวนพวกเราง่ายๆ อีก ได้ยินว่าเขานำทัพปราบชนเผ่าเร่ร่อนสิบสองชนเผ่าพวกนั้น ขับไล่ออกไปไกลสามร้อยลี้”
“อ๋องหมิงเก่งกาจมากจริงๆ”
“เก่งกาจจริง อ๋องหมิงน่าจะใกล้กลับมาแล้ว”
วาจาวิพากษ์วิจารณ์อันใดล้วนมีครบ
ในห้องรับรองชั้นบน ยามนี้มีคนนั่งกันอยู่เต็ม ผู้นั่งอยู่ในตำแหน่งประธานของห้องก็คือลู่เจียว ข้างกายนางมีเนี่ยอวี้เหยากับเถียนฮวนและจู้เป่าจู ข้างกายพวกนางยังมีหญิงสาวนั่งอยู่อีกสองสามคน
สตรีที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่ม ไม่เพียงแต่รูปโฉมงดงาม ใบหน้างามกระจ่างยังฉายแววไม่ยอมผู้ใดอีกด้วย ข้างกายนางเป็นสตรีท่าทางอ่อนโยนสุภาพ กิริยามารยาทล้วนงดงามอย่างมาก
หนึ่งสงบ หนึ่งเคลื่อนไหว ขับดุนกันได้อย่างลงตัว
สตรีทั้งสองก็คือหูหลิงเสวี่ยกับจ้าวอวี้หลัวที่หมั้นหมายกับบุตรชายสองคนของตระกูลเซี่ย
สตรีทั้งสองปีนี้อายุสิบแปด กำลังอยู่ในวัยแรกแย้ม
ลู่เจียวเห็นพวกนางก็อดรู้สึกว่าตนเองแก่ชราลงไม่ได้ พริบตาเด็กๆ ก็เติบโตกันแล้ว ส่วนนางก็แก่ชราแล้ว
หูหลิงเสวี่ยกับจ้าวอวี้หลัวเห็นลู่เจียวจ้องมองพวกนางก็อดยิ้มออดอ้อนถามขึ้นไม่ได้ว่า “ท่านน้าลู่ มองพวกเราทำไมกัน”
ลู่เจียวทอดถอนใจเอ่ยว่า “พวกเจ้าโตกันขนาดนี้แล้ว ส่วนพวกเราแก่แล้ว”