ทะลุมิติมาเป็นภรรยาของตัวร้าย - ตอนที่ 838 รัชทายาท
ตอนที่ 838 รัชทายาท
บนเตียงลู่เจียวขมวดคิ้วเล็กน้อยอีกทีหนึ่ง
ซานเป่ารีบกล่าวว่า “ท่านแม่ ท่านไปแล้ว ไม่มีคนสอนวิชาการแพทย์ข้า วิชาการแพทย์ข้าตอนนี้ยังใช้การไม่ได้ หากไม่มีท่านแม่สอน ข้าก็ไม่อาจเป็นหมอเทวดาแคว้นต้าโจว ดังนั้นท่านแม่ฟื้นขึ้นมาสอนข้าต่อ ดีหรือไม่”
ซื่อเป่ามองซานเป่าทีหนึ่ง รู้สึกว่าเขาพูดจาไม่น่าอนาถเพียงพอ ท่านแม่จะปวดใจได้อย่างไร
ซื่อเป่ามองลู่เจียวแล้วก็เอ่ยอย่างที่เรียกได้ว่าน่าอนาถที่สุด “ท่านแม่ หากท่านไม่ฟื้นขึ้นมา ข้าไม่เป็นอ๋องแคว้นต้าโจวแล้ว ข้าจะไปเป็นพระ วันหน้าขอพรให้ท่านแม่ ขอให้ท่านแม่ได้ไปเกิดในตระกูลที่ดี”
เซียวอวี้ทนฟังต่อไปไม่ไหว คิดเอ่ยตำหนิ แต่เห็นคนตระกูลเซี่ยปวดใจกันเช่นนี้ก็พูดไม่ออก สุดท้ายได้แต่โมโหหันหลังออกไป
หน้าประตูห้องยามนี้มีคนไม่น้อยยืนอยู่ แต่ละคนกำลังร้องไห้ เซียวอวี้พลันชะงักฝีเท้า
ในห้อง แฝดชายหญิงกอดลู่เจียวไม่ยอมปล่อย “ท่านแม่ พวกเรายังไม่ทันโตเลย ท่านแม่ไม่ต้องการพวกเราได้อย่างไร หากไม่มีท่านแม่ ข้าจะต้องกลายเป็นคนเลวอย่างแน่นอน”
เซี่ยหลิงหลงรีบกล่าวทันทีว่า “ข้าจะต้องกลายเป็นหญิงสาวที่ไม่ดี”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นรีบสำทับว่า “เจียวเจียว หากเจ้าไม่ฟื้นขึ้นมา ข้าจะพาลูกๆ ไปส่งเจ้ากลับเมืองหนิงโจว”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นกล่าวจบ คนบนเตียงก็เริ่มขยับ ดิ้นรนขมวดคิ้ว อ้าปากเอ่ยขึ้นด้วยสัญชาตญาณว่า “พวกเจ้าน่ารำคาญจริง ข้านอนสักหน่อยก็ไม่ได้”
ลู่เจียวคิดอยากนอนสงบๆ สักครู่จริงๆ การแก่งแย่งชิงดีในเมืองหลวงเหนื่อยมาก นางแค่คิดอยากนอนพักให้สบายสักครู่เท่านั้น
คิดไม่ถึงว่าทุกคนเอาแต่พูดข้างหูไม่หยุด
นางนอนไม่สบาย
ข้างเตียง เซี่ยอวิ๋นจิ่นกับแฝดสี่และแฝดชายหญิงได้ยินเสียงนาง ก็พากันร้องดีใจ “เจียวเจียวฟื้นแล้ว?”
“ท่านแม่ฟื้นแล้ว”
“อาจารย์ฟื้นแล้ว”
ในห้องเสียงร้องตกใจดังขึ้น นอกห้องเถียนซื่อก็วิ่งเข้ามา
ลู่เจียวบนเตียงลืมตามองไปยังทุกคนพอดี
เซี่ยอวิ๋นจิ่น ลูกๆ ยังมีเถียนซื่อท่านแม่นาง
แต่ละคนท่าทางดูไม่ค่อยดีนัก
แม้ว่าลู่เจียวฟื้นแล้ว แต่กำลังวังชายังไม่ดีนัก อย่างไรก่อนหน้านี้ก็ถูกแทงมา นางมองทุกคนหน้าเตียงด้วยท่าทางอ่อนเพลีย กล่าวว่า “เอาละ ข้าไม่เป็นอันใดแล้ว ไปพักผ่อนกันได้แล้ว”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นยื่นมือไปกุมมือลู่เจียว กล่าวว่า “เจียวเจียว ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ชอบเมืองหลวง ข้าได้ทูลขอฝ่าบาทลาออกจากราชการแล้ว จะกลับไปเมืองหนิงโจวกับเจ้า ดีหรือไม่”
ลู่เจียวค้อนใส่เขาทีหนึ่ง “พูดจาเหลวไหลอันใด”
กล่าวจบก็ไม่โอกาสลูก ๆ ได้พูดอีก “ควรทำอันใดก็ทำไป อย่าเอาแต่วันๆ คิดเรื่องเหลวไหลก็พอ ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ารีบพาเจ้าสาวกลับไปพักผ่อน”
วันนี้เป็นวันแต่งงานของต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า ลู่เจียวรู้สึกผิดต่อสะใภ้ทั้งสองมาก
วันแต่งงานดีๆ ถึงกับถูกก่อกวนจนเป็นเช่นนี้ไปได้
หูหลิงเสวี่ยกับจ้าวอวี้หลัวรีบกล่าวว่า “ท่านแม่ ไม่เป็นไร พวกเราจะอยู่เฝ้าท่านแม่”
ลู่เจียวมองทุกคนในห้อง เอ่ยอย่างอ่อนแรงว่า “คนตั้งมากมาย ข้าไม่ต้องการพวกเจ้ามาเฝ้าหรอก”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นเงยหน้ามองทีหนึ่ง จากนั้นก็สั่งการ “ต้าเป่า เอ้อร์เป่ารีบพาภรรยาพวกเจ้ากลับไปพักผ่อน ซานเป่า ซื่อเป่า แฝดชายหญิงก็กลับไปพักผ่อน พ่ออยู่เป็นเพื่อนท่านแม่ก็พอ”
แต่ลูกๆ ไม่ยอมไป สุดท้ายต้าเป่า เอ้อร์เป่าถูกเซี่ยอวิ๋นจิ่นออกคำสั่งให้ไป วันนี้เป็นวันแต่งงานพวกเขา แม้ว่าฟ้าใกล้สางแล้ว แต่อย่างไรก็ต้องไปพักผ่อนสักหน่อย
แต่ซานเป่า ซื่อเป่ากับแฝดชายหญิง และเถียนซื่อต่างไม่ยอมไป สุดท้ายทุกคนอยู่เฝ้าลู่เจียว
เถียนซื่อเองก็ยืนยันไม่ยอมไป จะอยู่กับลู่เจียว
ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในวันแต่งงานวันนี้ทำให้เถียนซื่อตกใจ อีกนิดเดียวบุตรีนางก็ตายจากไปแล้ว
เถียนซื่อคิดถึงเรื่องนี้ ขอบตาก็แดงขึ้นมา ในเวลานี้นางอยากให้บุตรีกลับหมู่บ้านตระกูลเซี่ย อย่างน้อยที่หมู่บ้านตระกูลเซี่ยก็ไม่มีอันตราย เมืองหลวงช่างอันตรายเหลือเกิน
“เจียวเจียว”
ลู่เจียวดึงมือเถียนซื่อมากล่าวว่า “ท่านแม่ อย่าได้ปวดใจ ข้าไม่เป็นอันใด”
นางพูดได้สองคำก็ทนไม่ไหวสลบไป
เซี่ยอวิ๋นจิ่นรีบตามฉีเหล่ยมาตรวจให้นาง สุดท้ายฉีเหล่ยตรวจแล้วก็บอกว่าไม่เป็นอันใด
ทุกคนในห้องต่างโล่งอกอีกครั้ง
ลู่เจียวตื่นมาอีกครั้งก็เป็นเวลาเที่ยงของวันรุ่งขึ้น คนในห้องต่างกลับไปพักผ่อนแล้ว ในห้องเหลือเพียงเซี่ยอวิ๋นจิ่นคนเดียว เซี่ยอวิ๋นจิ่นกุมมือนางไว้ไม่ปล่อย พอเห็นนางตื่น เขาก็ยิ้มกว้าง
“เจ้าตื่นแล้วก็ดี ข้ากลัวว่าเจ้าจะไม่ฟื้นอีก”
ลู่เจียวเห็นเขาไม่ได้นอนทั้งคืน แลดูซีดเซียวไม่น้อย ในใจก็รู้สึกทนรับไม่ได้
นางพลิกมือมากุมมือเซี่ยอวิ๋นจิ่น กล่าวว่า “ข้าไม่เป็นอันใดแล้ว ก่อนหน้านี้เหนื่อยมากเกินไป อยากนอนสักหน่อย ดังนั้นเจ้าอย่าได้เป็นห่วง”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นพยักหน้า มองลู่เจียวพลางเอ่ยอย่างจริงจังว่า “เจียวเจียว ข้ารู้เจ้าไม่ชอบชีวิตเมืองหลวง พวกเรากลับเมืองหนิงโจวกันดีไหม”
ภาระอันใด ปณิธานอันใด ล้วนไม่สำคัญเท่านาง
“เจ้าชอบเดินทางรักษาผู้คน ข้าจะไปเป็นเพื่อนเจ้า”
ลู่เจียวยิ้มขอบคุณเขา แต่คิดถึงลูกๆ แล้วก็ยิ้มกล่าวว่า “เจ้าไปตอนนี้ไม่ได้ ซื่อเป่าต้องการคนช่วย เจ้าต้องเดินไปเป็นเพื่อนเขาจนถึงปลายทางสุดท้าย”
นอกประตู ซื่อเป่าได้ยินคำพูดท่านแม่ น้ำตาไม่ได้ความก็ไหลออกมา ท่านแม่เป็นเช่นนี้แล้วยังคิดถึงเขาอีก
ซื่อเป่าผลักประตูเดินเข้ามายืนยันว่า “ท่านแม่ ข้ากับท่านพ่อจะกลับไปตั้งรกรากที่เมืองหนิงโจวกับท่านแม่ พวกเรากลับเมืองหนิงโจวกัน”
ลู่เจียวเห็นเขาไม่เป็นอันใดก็โล่งอก แต่คิดถึงวาจาเขาก็ไม่พอใจ ส่งสายตาจ้องใส่เขาทีหนึ่ง “พูดจาเหลวไหลอันใด เจ้าเป็นอ๋องแห่งแคว้นต้าโจว จะไปที่ใด เจ้าคิดว่าไปแล้วก็ก็จบหรือ คนพวกนั้นไม่มีทางปล่อยเจ้าไป และไม่มีทางปล่อยพวกเราไปเช่นกัน ตอนนี้พวกเรามีแต่รุก ไม่มีหนทางถอยแล้ว”
ซื่อเป่าได้ฟังคำพูดลู่เจียว พลันรู้สึกผิดขึ้นมา หากเขาไม่กลับเข้าวัง ไม่เผยสถานะตนเอง ก็จะไม่ทำให้ฮองเฮากับอ๋องจิ่นเจ็บแค้นเขา พวกเขาก็จะไม่มีเรื่องวุ่นวายมากมายเพียงนี้
“ท่านแม่ ล้วนเป็นความผิดของข้าเอง”
ลู่เจียวยื่นมือไปดึงเขาไว้ “พูดอันใดกัน ข้ากับท่านพ่อเจ้าช่วยเจ้าด้วยความเต็มใจ ตอนนี้พวกเราอยากมีชีวิตที่ดี ก็มีเพียงแค่เจ้าได้เป็นฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าโจว จัดการพวกที่ทำร้ายพวกเราพวกนั้นตายไป พวกเราจึงจะมีชีวิตที่สงบสุขได้”
“รอเจ้าได้เป็นฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าโจวมั่นคงดีแล้ว ท่านแม่กับท่านพ่อเจ้าก็จะไปจากเมืองหลวง”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นเองก็รู้ว่าไปตอนนี้ไม่ได้ พอได้ฟังคำพูดลู่เจียวก็พยักหน้า “รอซื่อเป่าได้เป็นฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าโจวมั่นคงดีแล้ว ข้าค่อยไปจากเมืองหลวงกับเจ้า ถึงตอนนั้นพวกเราเห็นว่าที่ใดดีก็ไปตั้งรกรากที่นั่นกัน”
ซื่อเป่าได้ฟังเซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวก็รู้ว่าไปตอนนี้ไม่ได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือการได้เป็นฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าโจว
เขารู้ว่าตอนนี้พวกเขามีแต่ทางรุกไม่มีทางถอยได้อีกแล้ว!
เรื่องลู่เจียวฟื้นแล้วไปถึงในวังอย่างรวดเร็ว เซียวอวี้ได้ยินก็โล่งอก
ซื่อเป่ากลับวังตอนเย็น เซียวอวี้มองเขาพลางเอ่ยอย่างอ่อนโยนว่า “ครั้งนี้เราจะมีคำตอบให้เจ้า”
เช้าวันรุ่งขึ้น เซียวอวี้ก็มีราชโองการแต่งตั้งเซียวเหวินอวี๋เป็นรัชทายาทแคว้นต้าโจว
ราชโองการนี้สะเทือนไปทั่วราชสำนักทันที
พวกอ๋องหมิงกับพวกปกปักราชบัลลังก์ต่างพากันยินดี รีบคุกเข่าลงอวยพรเซียวเหวินอวี๋
แต่พวกจ้าวกั๋วกงกับอ๋องจิ่นกลับคัดค้าน แต่ละคนออกมายื่นฎีกา “ฝ่าบาท เรื่องนี้ไม่เหมาะ อ๋องจิ่นเป็นสายเลือดสายตรง[1]แห่งแคว้นต้าโจว ก้าวข้ามอ๋องจิ่นไปแต่งตั้งอ๋องหมิงเป็นรัชทายาท เกรงว่าจะไม่เหมาะ”
“ขอฝ่าบาทโปรดไตร่ตรองก่อนค่อยตัดสินพระทัย ราชโองการนี้เกรงว่าจะสะเทือนไปทั่วหล้า”
“ฝ่าบาทโปรดไตร่ตรองด้วย หากแต่งตั้งรัชทายาทก็ควรแต่งตั้งอ๋องจิ่นเป็นรัชทายาทแคว้นต้าโจว มิใช่อ๋องหมิง”
ในพระที่นั่ง เซียวเหวินอวี๋นิ่งอึ้ง
เมื่อวานเสด็จพ่อบอกเขาว่ามีคำตอบให้เขา ที่แท้ก็คือแต่งตั้งเขาเป็นรัชทายาทแคว้นต้าโจว
เสด็จพ่อช่างไม่อ้อมค้อมเลยจริงๆ
อ๋องหมิงมองไปในพระที่นั่ง คนที่คัดค้านเขาเป็นรัชทายาทแคว้นต้าโจว คนเหล่านี้เขาจดจำไว้แล้ว
แต่เห็นได้ชัดว่าคนที่สนับสนุนอ๋องหมิงค่อนข้างมาก เกินครึ่งในราชสำนัก คนที่เหลือส่วนน้อย ไม่อาจสร้างแรงกระเพื่อมใดได้
คนที่ตัดสินใจสำคัญที่สุดก็คือฝ่าบาท ฝ่าบาทมองคนที่คัดค้านตรงหน้าตรัสสุรเสียงเข้มว่า “แคว้นต้าโจวข้าต้องการรัชทายาททรงปัญญา ต้องการผู้มีปัญญาขึ้นครองตำแหน่ง หากว่ากันด้วยปัญญาสามารถ อ๋องจิ่นอยู่เหนืออ๋องหมิงได้หรือ”
เซียวอวี้มองกลุ่มคนที่คัดค้านตรงหน้าด้วยแววตาเยียบเย็น
คนเหล่านี้พากันเบื้อใบ้ไปในทันที หากว่ากันด้วยปัญญาสามารถ ย่อมไม่มีผู้ใดอยู่เหนืออ๋อง หมิง
พวกเขายึดแค่หลักการว่าอ๋องจิ่นเป็นสายเลือดสายตรงเรื่องนี้เท่านั้น
หากไม่มีเรื่องนี้ จะยกอ๋องจิ่นอย่างไรก็สู้อ๋องหมิงไม่ได้
เซียวอวี้กล่าวต่ออีกว่า “แคว้นต้าโจวก่อตั้งมาร้อยปี ต้องการผู้ปกครองที่มีปัญญาตัดสินใจเฉียบขาด และมีความสามารถมาปกครองแคว้นต้าโจว อ๋องหมิงเป็นตัวเลือกที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้ เราไม่รู้ว่าพวกเจ้าคัดค้านด้วยเหตุอันใด ความสามารถอ๋องจิ่นไม่เพียงพอ หากเขาขึ้นสู่ตำแหน่งก็จะถูกคนชักจูงได้ พวกเจ้าคิดแอบอ้างพระนามโอรสสวรรค์สั่งการผู้ครองรัฐหรือ[2]”
พอเอ่ยเช่นนี้ออกมา ทุกคนในราชสำนักต่างไม่กล้าส่งเสียง แอบอ้างพระนามโอรสสวรรค์สั่งการผู้ครองรัฐ ก็หมายความว่าพวกเขาคิดครองความเป็นใหญ่หรือ พวกเขาไหนเลยกล้าตอบรับวาจานี้
คนไม่น้อยพากันออกมากล่าวว่า “กระหม่อมมิบังอาจ”
[1] จีนในสมัยโบราณ ผู้สืบทอดวงศ์ตระกูลก็คือบุตรชายคนโตของภรรยาเอก บุตรชายที่เกิดจากอนุมักไม่ได้รับความสำคัญในวงศ์ตระกูลนัก
[2] สำนวนหมายถึงแอบอ้างพระนามฮ่องเต้สั่งการ มีความนัยว่าคอยเชิดอยู่เบื้องหลังฮ่องเต้ให้ทำตามที่ตนต้องการ