ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 313 ภาษีบุรุษฉกรรจ์
ฉินเหยากระแอมเบาๆ สองครา บังเกิดความรู้สึกละอายใจขึ้นมาชั่วขณะหนึ่งอย่างหาได้ยาก ทว่าก็เป็นเพียงชั่วขณะเท่านั้น
ยื่นจดหมายบนโต๊ะให้แก่อาวั่ง “เจ้าไปอำเภอข้างเคียงช่วยข้าส่งจดหมายฉบับหนึ่ง”
อาวั่งรับมาและพยักหน้ารับคำ ด้วยความเคยชินในหน้าที่ เมื่อเห็นบนซองจดหมายมีที่อยู่มีชื่อผู้รับ เขาก็มิได้คิดจะเอ่ยถามว่าเหตุใด ยัดจดหมายไว้ในอกเสื้อ หันหลังหมายจะไปจัดการกับปลาอ้วนในมือ
ฉินเหยารีบเรียกเขากลับมา กำชับว่า “ต้องมั่นใจว่าส่งจดหมายถึงมือผู้รับด้วยตนเอง และต้องไม่เปิดเผยฐานะของเจ้าด้วย อีกทั้ง…!”
อาวั่งรอฟังคำพูดต่อไปของนางอย่างเงียบๆ
“ระวังตัวด้วย”
ขนตาของอาวั่งสั่นไหวอย่างรวดเร็วสองสามครั้ง พยักหน้า “ขอรับ”
ฉินเหยาหยิบค่าเดินทางที่เตรียมไว้ออกมายื่นให้เขา เป็นถุงเงินใบไม่ใหญ่นัก ด้านในมีเงินสองร้อยเหวิน มีสรวลสารครึ่งก้าวสิ้น และ ปลิดชีพเจ็ดก้าวล้ม ที่ก่อนหน้านี้เขาเคยเตรียมให้นางเมื่อครั้งเดินทางไกล
“บางทีเจ้าอาจได้ใช้” ฉินเหยาเอ่ยเย้า
มุมปากของอาวั่งกระตุกเล็กน้อย หยิบยาดีที่จำเป็นสำหรับการเดินทางทั้งสองขวดนี้ออกมาวางไว้หน้าขอบหน้าต่าง หยิบเพียงถุงเงิน หันหลังแล้วใช้แผ่นหลังที่ดื้อรั้นของเขาบอกนางว่า ได้โปรดอย่าดูหมิ่นความสามารถของเขา!
ฉินเหยายักไหล่อย่างขบขัน “ไม่เอาก็ช่างเถิด” นางเก็บมันไว้เอง
“อีกครู่กินอาหารกลางวันแล้วเจ้าก็ออกเดินทางเถิด ขี่เหล่าหวงไป ข้าจะขับเกวียนวัวไปรับพวกต้าหลางเองในช่วงบ่าย”
อาวั่งพลันเข้าใจ ว่านางค่อนข้างรีบร้อน การลงมือจัดการปลาจึงเร่งเร็วขึ้น ไม่ถึงสองเค่อก็นำปลาต้มรสเผ็ดร้อนหม้อหนึ่งขึ้นโต๊ะอาหาร
ข้าวสองชามใหญ่ถูกกินหมดอย่างรวดเร็ว วางชามและตะเกียบลง กลับไปยังห้องส่วนตัวบนยุ้งฉางเพื่อเก็บของคร่าวๆ แล้วขี่ม้าจากไป
ฉินเหยาพลันนึกบางอย่างขึ้นได้ เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เมื่อครู่แจ่มใสแต่บัดนี้กลับกลายเป็นมีเมฆมากอีกครั้งแล้วถอนหายใจอย่างจนใจ “คืนนี้เกรงว่าฝนจะตกเสียแล้ว”
ไม่ได้บอกให้หยิบเสื้อกันฝนฟางไปด้วย
แต่คนก็วิ่งไปจนลับสายตาแล้ว ฉินเหยาทำได้เพียงรอคนกลับมาก่อนค่อยสั่งสอน
ยามบ่ายมิใช่อาวั่งมารับ พวกต้าหลางสี่พี่น้องจึงไม่คุ้นชินอย่างมาก แต่เมื่อเห็นท่านแม่ก็ยังคงยินดีและประหลาดใจยิ่ง
ฉินเหยาขับเกวียนวัวผ่านเส้นทางเล็กๆ ที่เฉอะแฉะช่วงหนึ่งก่อน ถนนเส้นใหม่ที่กว้างขวางและราบเรียบจึงค่อยปรากฏขึ้นตรงหน้า เกวียนวัววิ่งไปบนทางใหม่อย่างมั่นคงและรวดเร็ว
ถนนเข้าหมู่บ้านซ่อมแซมไปแล้วสองในสามส่วน เหลือเพียงช่วงสุดท้าย คาดว่าเดือนสิบจะแล้วเสร็จ เมื่อถึงเวลานั้น เวลาที่ใช้เดินทางจากหมู่บ้านตระกูลหลิวไปยังเมืองจินสือก็จะลดลงถึงหนึ่งในสาม
เดิมทีการเดินไปกลับต้องใช้เวลาสามชั่วยาม หลังจากซ่อมถนนเสร็จก็จะเหลือเพียงสองชั่วยามเท่านั้น
หากเป็นการขับรถม้าหรือขี่ม้า ก็จะยิ่งเร็วขึ้น
ตอนนี้ถนนซ่อมไปแล้วสองในสามส่วน ฉินเหยาขับรถยังรู้สึกว่าเวลาที่ต้องใช้น้อยลงกว่าเดิมมาก
เมื่อถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวก็เป็นปลายยามโหย่ว (ประมาณหกโมงครึ่ง)
คนงานเลิกงานไปแล้วเมื่อสองเค่อก่อน ประตูใหญ่ของโรงงานเครื่องเขียนปิดแล้ว เหลือเพียงประตูเล็กด้านข้างบานหนึ่งไว้ให้คนงานที่เฝ้าดูแลคลังสินค้าเข้าออก
ขบวนรถม้าออกเดินทางอีกครั้งแล้ว เริ่มส่งหีบหนังสือรอบที่สอง
ทางด้านไป๋ซั่น ช่วงเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงนี้ไม่มีข่าวคราวเลย อาจเป็นเพราะยุ่งเกินไป ก็ไม่รู้ว่ากล่องเครื่องเขียนขายได้เป็นอย่างไรบ้าง
ฉินเหยาในใจครุ่นคิดเรื่องในโรงงาน ความเร็วของรถม้าจึงค่อยๆ ช้าลง เมื่อมาถึงบริเวณบ่อน้ำของหมู่บ้านก็เห็นชาวบ้านมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ ผู้ใหญ่บ้านกำลังแจ้งให้ทุกคนเตรียมจ่ายภาษีข้าว
“อีกไม่กี่วันเจ้าหน้าที่ของทางการผู้เก็บข้าวจะมาแล้ว สองวันนี้ทุกบ้านเร่งนำภาษีข้าวมาส่งที่ศาลบรรพชนนี้ ภาษีข้าวที่แต่ละบ้านต้องจ่ายข้าให้หลิวกงคำนวณออกมาแล้ว ผู้ใดไม่ชัดเจนก็ไปถามเขาเสีย อย่าทำบัญชีผิดพลาด จะได้ไม่ยุ่งยากเมื่อถึงเวลา”
สั่งเรื่องเหล่านี้เสร็จก็เหลือบไปเห็นฉินเหยาและลูกๆ ทั้งห้าบนเกวียนวัว ผู้ใหญ่บ้านจึงเดินเข้ามา ชี้ไปที่ต้าหลางแล้วกำชับว่า
“บ้านเจ้าอย่าลืมเตรียมภาษีบุรุษฉกรรจ์เพิ่มอีกคน ต้าหลางอายุครบสิบปีแล้ว ต่อไปทุกปีจะต้องจ่ายภาษีบุรุษฉกรรจ์สองร้อยเหวิน”
เกณฑ์อายุสำหรับภาษีบุรุษฉกรรจ์นี้ แต่ละยุคแต่ละสมัยล้วนแตกต่างกัน บางแห่งอายุสิบสองจึงจ่าย บางแห่งครบสิบห้า สิบแปดจึงจ่าย แต่ก็มีที่ครบแปดเก้าขวบก็นับเป็นชายฉกรรจ์แล้ว
แคว้นเซิ่งค่อนข้างจะเร็วกว่า แต่หากนับตามจำนวนคน เมื่อต้าหลางอายุครบสิบหกปีก็จะสามารถไปรับที่ดินสามสิบหมู่จากทางการมาเพาะปลูกได้
ในจำนวนนี้เป็นนาหม่อนสิบหมู่ นาข้าวสิบหมู่ และที่ดินป่าเขาสิบหมู่ เมื่อรับแล้วก็ต้องเริ่มเสียภาษีเช่นกัน
ทว่าสถานการณ์เช่นนี้ก็เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ อัตราที่กำหนดแน่นอนในแต่ละปีก็ไม่เหมือนกัน ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับจำนวนประชากร
ช่วงต้นของการก่อตั้งแคว้น แผ่นดินกว้างใหญ่ผู้คนเบาบางจึงมีอัตราที่ดินสูงเช่นนี้
แต่เมื่อพัฒนาถึงช่วงกลาง อัตราที่กำหนดเช่นนี้ก็ไม่มีแล้ว
จะไม่รับก็ได้ หากไม่รับก็ไม่ต้องเสียภาษี ที่บ้านยังสามารถเก็บแรงงานไว้ได้หนึ่งคน
ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวล้วนไม่รับ หลิวเฝยก็ไม่ได้ไปรับ เพียงตนผู้เดียวต้องเพาะปลูกที่ดินมากมายหลายหมู่ขนาดนี้ คิดดูแล้วเขาก็หวาดกลัว
อีกทั้งเมื่อรับที่ดินแล้ว ก็จะต้องแยกบ้านออกมาตั้งครัวเรือนเอง แรงงานเกณฑ์ ภาษีอากรหลังจากนั้นก็จะคำนวณแยกต่างหาก ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงรู้สึกว่าไม่คุ้มค่า
นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่คนในหมู่บ้านต่างหลีกเลี่ยงการแยกบ้าน
_
หากมีผู้ใดถูกตระกูลแยกออกไป ผู้นั้นจะถูกคนในหมู่บ้านมองด้วยสายตาแปลกประหลาดไปชั่วชีวิต
ต้าหลางไม่เคยคิดว่าตนเองจะต้องเสียภาษีบุรุษฉกรรจ์ด้วย นอกจากความตกใจแล้วก็ยังรู้สึกว่าตนเองสร้างความเดือดร้อนให้ที่บ้าน ตลอดทางจึงเงียบขรึม
หลังจากกลับถึงบ้านก็รีบเรียกเอ้อร์หลาง ซานหลางแล้วซื่อเหนียงเข้ามาในห้อง ให้เอ้อร์หลางนำเงินค่าขนมที่พวกเขาสะสมไว้ทั้งหมดออกมา
เอ้อร์หลางรู้ความคิดของพี่ใหญ่ แม้ปกติเขาจะตระหนี่ถี่เหนียว แต่ครั้งนี้กลับไม่ลังเล รีบเทเหรียญในกล่องเงินออกมาทั้งหมด
เหรียญเงินถูกเทพรวดลงบนฟูกนอน ซานหลางควบคุมตนเองไม่ได้จึงเปล่งเสียงอุทานออกมาอย่างตื่นเต้น
ซื่อเหนียงมองไปยังพี่รองอย่างยินดีและประหลาดใจ เอ่ยถามอย่างสงสัยว่า “พวกเราเก็บเงินได้เท่าใดแล้วหรือเจ้าคะ”
บัญชีนั้นเอ้อร์หลางจำได้อย่างชัดเจน ตอบว่า “สามร้อยแปดสิบเอ็ดเหวิน”
“หากครั้งก่อนที่ไปเมืองหลวงของมณฑลไม่ซื้อโคมไฟมากมายปานนั้น ตอนนี้พวกเราคงเก็บได้สี่ร้อยเหวินแล้ว” เอ้อร์หลางกล่าวอย่างเสียดาย
โคมไฟนั้นเมื่อแรกเล่นก็รู้สึกสนุกอยู่หรอก แต่บัดนี้เล่นจนเบื่อแล้วจึงเป็นเพียงของที่วางไว้มุมโต๊ะ ยามค่ำคืนจุดให้สว่าง ยังต้องตัดเทียนเป็นท่อนเล็กๆ ก่อนจึงจะใส่เข้าไปได้ เขาเห็นว่ายุ่งยากจึงไม่ได้จุดโคมมานานแล้ว
ตอนนี้มาคิดดู รู้สึกว่าหากก่อนหน้านี้ไม่ได้ใช้เงินก้อนนั้นไปก็คงจะดีกว่า
ซานหลางนึกถึงการเดินทางไปเมืองหลวงของมณฑล สภาพจิตใจแตกต่างจากพี่ชายโดยสิ้นเชิง เขาเอ่ยว่า “แต่หากพวกเราไม่ซื้อ ตอนนี้ก็คงยังคิดถึงมันอยู่ ทั้งยังคิดจะซื้อของอื่นมาแทน เงินอย่างไรก็ต้องเสียไปอยู่ดี ต่อให้ซื้อโคมไฟที่เหมือนกันทุกประการก็ไม่ใช่โคมไฟจากเมืองหลวงของมณฑลแล้ว”
ซื่อเหนียงพยักหน้าเห็นด้วย สองพี่น้องฝาแฝดชายหญิงหัวเราะคิกคัก คืนนี้พวกเขาสองคนจะจุดโคมนอน!
ต้าหลางให้พวกเขาหยุดโต้เถียงกัน นับเงินออกมาสองร้อยเหวิน แล้วสอบถามความเห็นของน้องๆ
“ข้าอยากจะนำเงินนี้ไปให้ท่านน้าเหยาจ่ายภาษีบุรุษฉกรรจ์ ต่อไปเมื่อเอ้อร์หลาง ซานหลางโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ให้หักจากเงินค่าขนม พวกเจ้าเห็นด้วยหรือไม่”
ซื่อเหนียงเอ่ยถามอย่างสงสัย “พี่ใหญ่ ข้าไม่ต้องจ่ายหรือเจ้าคะ”
ต้าหลางส่ายหน้า เขาก็ไม่รู้เช่นกัน ดูเหมือนว่ายังมีภาษีรายหัวอะไรทำนองนั้นด้วย
ซื่อเหนียงบอกว่าวันพรุ่งนี้นางไปสำนักศึกษาจะถามท่านอาจารย์ดู หากนางต้องเสียภาษีด้วย เช่นนั้นทุกคนก็หายกัน
แต่หากไม่ต้องก็ให้พวกพี่ชายชดเชยให้นางทีหลัง
เอ้อร์หลางมองนาง ยัยเด็กขี้เหนียวตัวน้อย
ซื่อเหนียงก็จ้องกลับไปอย่างไม่ยอมแพ้ เจ้าคนขี้เหนียวตัวโต!
ทว่าตอนนี้พี่ใหญ่จะเอาเงิน นางก็พยักหน้า แสดงออกว่าเห็นด้วย
เอ้อร์หลางและซานหลางก็เห็นด้วย เพราะต่อไปพวกเขาก็ต้องจ่ายเช่นกัน
ดังนั้น ขณะที่ฉินเหยากำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารเย็นสำหรับวันนี้ในครัว ต้าหลางก็ถือเงินเดินเข้ามา ไม่พูดอะไรก็ยื่นเงินให้ฉินเหยาถือไว้แล้วก้มหน้าก้มตาลงมือทำงานทันที
อาวั่งไม่อยู่ เขารู้ว่ามารดาเลี้ยงคนเดียวคงทำอาหารเย็นที่พอใช้ได้ออกมาไม่ได้ ทั้งยังไม่อยากให้นางต้องลำบากท้อง ดังนั้นตนเองลงมือเองดีกว่า
………………..