ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 392 นักรบผู้เก่งกาจที่สุด
ตอนที่ 392 นักรบผู้เก่งกาจที่สุด
ของขวัญปีใหม่ที่จะมอบให้คนงานนั้นก็ให้หลิวจ้งนำกลุ่ม ขนไปที่ลานกว้างล่วงหน้า จัดคนสิบคนไว้ พอคนงานเลิกประชุมก็ให้ต่อแถวรับกลับบ้านไปได้เลย
เพื่อของขวัญปีใหม่นี้ หลิวจ้งใช้ความคิดไปไม่รู้เท่าไหร่ ทุกวันก่อนนอนจะต้องพร่ำบ่นอยู่ครู่หนึ่ง
นางชิวฟังจนรำคาญจึงถูกบังคับให้เข้าร่วมในกระบวนการออกความคิดเห็นด้วย
สุดท้าย สองสามีภรรยาก็ร่วมกันกำหนดเนื้อหาของขวัญปีใหม่
แต่ละคนได้ข้าวสารสิบจิน น้ำมันพืชสองจิน เกลือเม็ดสองจิน รวมกันก็หนึ่งร้อยเหวินพอดี
เรื่องของขวัญปีใหม่นี้ ในหมู่คนงานไม่ถือว่าเป็นความลับอีกต่อไป เพราะรู้ล่วงหน้าว่าจะมีของขวัญปีใหม่นี้ พวกเขาจึงดีใจล่วงหน้ามาหลายวันแล้ว
วันก่อนการประชุม ผู้จัดการแต่ละแผนกได้พูดเกริ่นไว้ วันนี้คนงานจึงนำภาชนะสำหรับใส่ของมาเอง
ส่วนบ้านที่ไม่มีถุงป่านก็นำตะกร้ามา ใส่ข้าวใส่เกลือ ส่วนน้ำมันก็เตรียมไหดินเผา กระบอกไม้ไผ่และภาชนะอื่นๆ มา
อาจกล่าวได้ว่า เช้าวันนี้ทั้งเช้า คนงานไม่มีสมาธิทำงานเลย โดยพื้นฐานแล้วก็คือใช้เวลาไปกับความตื่นเต้น
ในที่สุดก็รอจนถึงเวลาเริ่มประชุม พวกเขาต่างก็รีบวิ่งไปยังลานกว้าง
ที่นั่งนั้นนั่งกันตามสบาย มีเพียงเก้าอี้ยาวแถวแรกที่เว้นไว้ให้เหล่าผู้จัดการ
ฉินเหยายังตั้งใจเชิญผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าตระกูลและหลิวต้าฝูซึ่งเป็นผู้มีฐานะในหมู่บ้านมาเป็นพิเศษ
คำเชิญนี้ เกินความคาดหมายของหลิวต้าฝูมาก
พูดตามตรง ตั้งแต่โรงงานถูกสร้างขึ้นมา คนในหมู่บ้านก็มักจะนำเขามาเปรียบเทียบกับฉินเหยาเสมอ พูดว่าใครเก่งกว่าใครอย่างนั้นอย่างนี้
เมื่อได้ยินการเปรียบเทียบเช่นนี้บ่อยๆ ในใจของหลิวต้าฝูก็รู้สึกไม่สบายใจนัก โดยไม่รู้ตัวก็แอบแข่งขันกับฉินเหยาอยู่ลับๆ แล้ว
เช่น ตอนที่จัดหาที่อยู่ให้ผู้อพยพ เขาก็อดไม่ได้ที่จะโผล่หน้าออกไปแย่งชิงชื่อเสียง
หรืออย่างเช่นเมื่อรู้ว่าบ้านของฉินเหยาขยายพื้นที่และยังซื้อที่ดินเพิ่ม เขาก็กัดฟันขยายลานบ้านของตนเองเพิ่มอีกหนึ่งหมู่ ทั้งยังซื้อที่ดินเพิ่มอีกห้าสิบหมู่
อย่างไรก็ตาม จะต้องเป็นที่หนึ่งของหมู่บ้านตระกูลหลิวในใจของชาวบ้านให้ได้
ชาวบ้านต่างก็รอดูละคร บางคนยังจงใจมายุแยงต่อหน้าเขา พูดว่าผู้จัดการใหญ่ฉินทำอย่างนั้นอย่างนี้อีกแล้ว ตำแหน่งที่หนึ่งของท่านเกรงว่าจะรักษาไว้ไม่ได้แล้ว
เมื่อผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลค่อยๆ เอนเอียงไปทางฉินเหยา ในใจของหลิวต้าฝูก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดใจ
แต่วันนี้ ฉินเหยามาหาเขาถึงบ้านด้วยตนเอง นางยิ้มแย้มแล้วถามเขาว่า “ท่านลุงต้าฝู บ่ายนี้ว่างไหมเจ้าคะ ที่โรงงานของพวกเราจัดประชุมสิ้นปี อยากจะเชิญท่านไปช่วยสร้างบารมีให้ข้าหน่อย”
ในขณะนั้น หลิวต้าฝูมองดูรอยยิ้มที่ผ่อนคลายของนาง ทันใดนั้นก็เกิดความรู้สึกท้อแท้ขึ้นมา ที่แท้ก็มีแค่เขาคนเดียวที่แอบแข่งขันอยู่ลับๆ นางไม่เคยคิดแย่งชิงตำแหน่งที่หนึ่งของหมู่บ้านนี้เลย!
ขณะนี้ หลิวต้าฝูที่นั่งแถวหน้าสุดของลานกว้างพร้อมตะกร้าใส่ถ่านไฟในมือ เหลือบมองไปที่หลิวฟาไฉที่ยืนอยู่นอกโรงงาน อดไม่ได้ที่จะถลึงตาใส่เขาอย่างแรง
หากไม่ใช่เพราะเจ้าหนุ่มนี่มายุแยง เขาก็ไม่ต้องกัดฟันซื้อที่ดินเพิ่มทำให้ตอนนี้เงินสดในมือฝืดเคืองไม่พอใช้หรอก
เมื่อเห็นว่าคนงานเข้ามาในลานหมดแล้ว ผู้จัดการก็มากันครบแล้ว ฉินเหยาก็เดินขึ้นไปบนเวทีเล็กๆ ที่สร้างขึ้นอย่างง่ายๆ ด้วยโต๊ะและเก้าอี้
ลานกว้างที่เดิมทีเสียงดังจอแจ เมื่อนางยกมือขึ้นทำท่าให้เงียบก็เงียบเสียงลงอย่างรวดเร็ว
คนงานมาจากหมู่บ้านต่างๆ ไม่มีการศึกษา พื้นฐานโดยรวมไม่สูงนัก วันธรรมดาอยู่ในหมู่บ้านพูดจาไม่ด่าแม่ก็ถือว่ามีคุณธรรมแล้ว
ยังสามารถรักษาระเบียบวินัยได้เช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงบารมีของฉินเหยาในโรงงาน
คนงานหนุ่มสาวนั้นเมื่อเห็นนางสองตาก็เปล่งประกาย ในนั้นเต็มไปด้วยความชื่นชมถึงขั้นคลั่งไคล้
หลิวต้าฝูแอบคิดในใจว่า หากฉินเหยาให้พวกเขาไปฆ่าคนวางเพลิง เกรงว่าเด็กหนุ่มเด็กสาวกลุ่มนี้คงจะพุ่งไปข้างหน้าโดยไม่กะพริบตา
หลิวจี้อาศัยความเป็นอาจารย์ในชั้นเรียนสอนหนังสือของตนเองแทรกตัวไปอยู่แถวที่สองของลานกว้าง เมื่อได้ที่นั่งและเงยหน้าขึ้นมองสตรีที่สง่างามบนเวที เขาก็ทำท่าทางเหมือนกับว่าตนเองได้รับเกียรตินั้นไปด้วย
ราวกับว่าแสงสว่างที่เป็นของนางนั้นก็มีส่วนของเขาอยู่ด้วย
ก็มีจริงๆ นั่นแหละ ไม่มีบุรุษคนใดในหมู่บ้านที่ไม่อิจฉาริษยาเขาที่สามารถพึ่งพาเมียจนอยู่สุขสบายแบบนี้
หลิวเหล่าฮั่นยืนอยู่ในกลุ่มชาวบ้านที่มุงดู เมื่อเหลือบเห็นท่าทางของเจ้าสามลูกชายตนที่พึ่งพาเมียอย่างหน้าไม่อาย อารมณ์ที่เดิมดีๆ อยู่ก็มีทีท่าว่าจะถูกความโกรธเข้าครอบงำอีกครั้ง
นางจางที่แบกต้าเหมาอยู่ข้างหลังกระตุกแขนเสื้อของเขา ผู้เฒ่าจึงได้แต่ฮึดฮัดในใจ ไม่ได้ระเบิดอารมณ์ออกมา
นางจางส่ายหน้าอย่างขบขัน พูดตามตรง เจ้าสามในตอนนี้ที่สามารถพึ่งพาเมียได้ก็ถือว่าเป็นโชคดี เป็นวาสนาของเขาแล้ว
ยังจะหวังให้เขาแข็งแกร่งขึ้นมา พยายามก้าวหน้าด้วยตนเอง นั่นช่างเป็นเรื่องที่ไม่กล้าคิดจริงๆ
ทว่าหากสอบได้ซิ่วไฉจริงๆ ก็ถือว่ายืนหยัดได้แล้วกระมัง
ขณะที่กำลังคิดอยู่ ฉินเหยาบนเวทีก็เอ่ยปากขึ้น นางจางรีบหยุดความคิดฟุ้งซ่านแล้วมองไปยังเวทีสูงด้วยความคาดหวัง
ก่อนอื่นฉินเหยาได้ประกาศเรื่องการถอนหุ้นของช่างไม้หลิว แจ้งให้คนงานทุกคนทราบอย่างเป็นทางการ
เกี่ยวกับเรื่องนี้ คนงานรู้ล่วงหน้าแล้วจึงไม่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากนัก
ประการที่สอง คือผู้ที่จะมาแทนตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ของช่างไม้หลิว
อวิ๋นเหนียงที่นั่งอยู่ตรงมุมในแถวแรก หัวใจพลันเต้นระรัว
พ่อค้าหาบเร่หลิวยืนอยู่ข้างกายนาง มือจูงลูกชาย มองไปยังฉินเหยาบนเวทีที่กำลังจะประกาศรายชื่อผู้จัดการใหญ่ด้วยความตึงเครียด
“ในที่สุดหลังจากผ่านการลงคะแนนเสียงแบบไม่ระบุชื่อของเหล่าผู้จัดการใหญ่และข้าแล้ว ผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดและจะมารับตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ต่อจากช่างไม้หลิวคือ…อดีตผู้จัดการหน่วยลงสี เฉียวอวิ๋น!”
เมื่อคำพูดนี้ดังขึ้น พ่อค้าหาบเร่หลิวและลูกชายก็กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
“คือท่านแม่ ท่านพ่อ คือท่านแม่ของข้า!” เด็กน้อยพูดอย่างตื่นเต้น
พ่อค้าหาบเร่หลิวเองก็พยักหน้าอย่างตื่นเต้นเช่นกัน “ใช่ ใช่ ใช่ คือท่านแม่ของเจ้า!”
อวิ๋นเหนียงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ขึ้นไปบนเวทีเพื่อกล่าวคำปราศรัย
ผลลัพธ์นางรู้ล่วงหน้าแล้ว คำปราศรัยก็เตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว ฉินเหยาช่วยตรวจสอบมันด้วยตนเอง เนื้อหาจึงได้รับการปรับแก้จนสมบูรณ์แบบแล้ว
คำปราศรัยหนึ่งท่อนที่กล่าวออกมา ทั้งมั่นคงไม่หยิ่งยโส เปี่ยมล้นไปด้วยพลัง แสดงถึงความตั้งใจของตนเอง พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณคู่แข่งคนอื่นๆ อย่างถ่อมตนด้วย
ทว่า เรื่องที่อวิ๋นเหนียงได้รับเลือกเป็นผู้จัดการใหญ่นั้นสร้างความตกตะลึงอย่างใหญ่หลวงให้แก่ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิว
เหตุผลไม่มีอื่นใด เพียงเพราะอวิ๋นเหนียงเป็นสตรี
ชาวบ้านไม่เคยได้ยินว่าสตรีก็สามารถเป็นผู้จัดการใหญ่ได้ เสียงวิพากษ์วิจารณ์จึงดังขึ้นไม่ขาดสาย
แม่สามีของอวิ๋นเหนียงฟังจนหน้าดำคล้ำ อยากจะเข้าไปโต้เถียงกับพวกเขา ให้พวกปากมากพวกนี้ได้ลิ้มรสพลังของการด่าทอแบบสาดเสียเทเสีย
ทว่าเมื่อนึกถึงคำกำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่าของอวิ๋นเหนียงเมื่อวานนี้ก็ได้แต่ฝืนทนไว้ หันหลังกลับบ้านไปอย่างฉุนเฉียว เมื่อตาไม่เห็นก็จะไม่หงุดหงิด
ความขัดแย้งย่อมต้องมี ฉินเหยาเคยพูดกับอวิ๋นเหนียงเอาไว้แล้ว
นางเองหลังจากที่ได้คิดหามาตรการรับมืออย่างจริงจังแล้วจึงได้ตัดสินใจรับคำท้านี้
ดังนั้น แม้ว่าเสียงไม่เห็นด้วยข้างหูจะมีมากมาย นางก็จะยืนหยัดต่อไป
ลูกชายของอวิ๋นเหนียงอาศัยความตัวเล็กของตนเอง มุดมายืนอยู่ตรงหน้าท่านแม่ นั่งยองๆ ลงที่ใต้เข่าของนาง มือเล็กๆ จับมือใหญ่ของนางไว้ ในดวงตามีแต่เงาร่างของนาง
ในใจของเด็กน้อย ท่านแม่คือนักรบผู้เก่งกาจที่สุดในโลกนี้
อวิ๋นเหนียงจับมือเล็กๆ ของลูกชายกลับ นางจะต้องเป็นความภาคภูมิใจของเขาให้ได้!
อวิ๋นเหนียงเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นผู้จัดการใหญ่ ตำแหน่งผู้จัดการหน่วยลงสีเดิมของนางจึงว่างลง ฉินเหยาก็ได้เลื่อนตำแหน่งคนงานเก่าในหน่วยลงสีคนหนึ่งขึ้นมาเติมเต็มตำแหน่งผู้จัดการที่ว่างลงนี้
คนผู้นั้นก็คือชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวที่ทุกคนคุ้นเคยกันดีซึ่งก็คือพี่สะใภ้โจวผู้ที่มีความปากจัดพอๆ กับนางเหอ
พอนางลุกขึ้นยืนก็โบกไม้โบกมือให้ชาวบ้านและคนงานทั้งในและนอกลานกว้างอย่างมั่นใจและองอาจ ทันใดนั้นพวกปากมากที่วิพากษ์วิจารณ์กันอยู่เมื่อครู่ก็หุบปากลงทันที
สู้ไม่ได้ สู้ไม่ได้
พี่สะใภ้โจวเท้าสะเอว เบ้ปากแล้วแค่นเสียงเย็นชา “พวกขี้ขลาดตาขาว!”
เยาะเย้ยอย่างเต็มที่