ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 393 ครอบครัวเดียวกันก็ต้องพร้อมหน้าพร้อมตา
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 393 ครอบครัวเดียวกันก็ต้องพร้อมหน้าพร้อมตา
ตอนที่ 393 ครอบครัวเดียวกันก็ต้องพร้อมหน้าพร้อมตา
หลังจากชี้แจงเรื่องการโยกย้ายบุคลากรในโรงงานแล้ว ฉินเหยาก็กล่าวชมเชยผู้จัดการแต่ละคน รวมถึงคนงานที่มีผลงานยอดเยี่ยมในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ก่อตั้งโรงงานเครื่องเขียน
คำชมเชยของนางเรียบง่ายและตรงไปตรงมา เข้าถึงใจคน ทำดีก็ได้เงิน!
เหล่าผู้จัดการและคนงานดีเด่นต่างเข้าแถวมาที่หน้าเวทีด้วยความตื่นเต้น ฉินเหยาสั่งให้คนยกกล่องเงินที่จุเหรียญทองแดงที่แลกไว้แล้วขึ้นมาบนเวที
กล่องเงินทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีขนาดใหญ่เท่าถังน้ำ ด้านบนเว้นช่องกลมไว้พอให้แขนผู้ใหญ่สอดเข้าไปได้
ฉินเหยาวางกล่องที่หนักอึ้งลงบนเวที โบกมืออย่างใจกว้าง “มา จับเองคนละหนึ่งกำมือ จับได้เท่าไหร่ก็เอาไปเท่านั้น!”
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างก็ตาร้อน วันนี้ช่างเป็นการเปิดหูเปิดตาจริงๆ ก่อนอื่นก็มีผู้จัดการหญิงสองคน ต่อมาก็เล่นจับเงิน ช่างใจกว้างนัก นางไม่ห่วงชีวิตตัวเองเลยหรือไร!
“หลิวจี้”
บนเวทีสูงพลันมีเสียงเรียกดังขึ้น หลิวจี้ที่กำลังก้มหน้าอิจฉาจนต้องดึงฟางเล่นเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง อะไรรึ
ฉินเหยากวักมือเรียก “ปีนี้ชั้นเรียนสอนหนังสือเป็นไปอย่างราบรื่นภายใต้การนำของเจ้า คนงานมีการพัฒนาที่ดี เจ้ามีผลงานดีมาก หวังว่าปีหน้าเจ้าจะพยายามต่อไป ยกระดับความรู้ทางวัฒนธรรมของโรงงานเครื่องเขียนของเราให้สูงขึ้นไปอีกขั้น!”
ฉินเหยาชี้ไปที่กล่องเงินตรงหน้า “เชิญขึ้นมารับรางวัลของเจ้า”
ดวงตาของหลิวจี้ค่อยๆ สว่างขึ้น เขาไม่อยากจะเชื่อ หลังยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อเห็นฉินเหยาพยักหน้าอย่างจริงจังก็ยกมือขึ้นตบหน้าคนข้างๆ เบาๆ “เจ็บไหม นี่ใช่เรื่องจริงหรือไม่ ข้าไม่ได้ฟังผิดไปใช่หรือไม่ ข้าถูกผู้จัดการใหญ่ชมเชย?”
คนที่ถูกตบหน้าคือหลิวฉี เด็กหนุ่มทั้งงงทั้งโกรธ หันหน้าไปดู เมื่อเห็นว่าเป็นอาสามของตน อย่างไรเสียก็เป็นผู้ใหญ่จึงค่อยฝืนใจพยักหน้า “เจ็บ!”
“แต่ว่า อาสามท่านตีข้าทำไม” หลิวฉีถามอย่างน้อยใจ
หลิวจี้เองก็รู้สึกอายเช่นกัน ค่อยๆ ลูบใบหน้าของหลานชายเพื่อปลอบใจ “เอาล่ะ เอาล่ะ อาสามตีเจ้าเพราะชอบเจ้า เดี๋ยวจะเล่าตอนจบของนางคณิกากับคนขายน้ำมันให้เจ้าฟัง มีแค่ฉบับนี้เท่านั้น คนอื่นอาสามไม่บอกพวกเขาหรอก”
หลังจากปลอบใจหนุ่มน้อยผู้น่าสงสารแล้ว หลิวจี้ก็ปัดเสื้อผ้าอย่างจริงจัง ฝืนกดความดีใจไว้แล้วเดินช้าๆ ไปที่หน้าเวที เงยหน้าส่งยิ้มให้ฉินเหยาจนเห็นฟันขาว “เช่นนั้นข้าจับแล้วนะ?”
ฉินเหยาขานรับพลางพยักหน้า
หลิวจี้ยังคงไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีเรื่องดีๆ เช่นนี้ด้วย เขาคิดอยู่เสมอว่าสตรีใจร้ายมีอคติต่อเขาคนเดียว ดังนั้นจึงคอยหาเรื่องอยู่เสมอ
ดังนั้นความยุติธรรมในวันนี้ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่านางกำลังแกล้งเขาอีกหรือไม่
ดังนั้น มือที่ยื่นไปถึงปากหีบไม้แล้วพลันหดกลับมาอีกครั้ง เขามองไปที่ดวงตาของนางแล้วถามย้ำอีกครั้ง “ข้าจับจริงๆ แล้วนะ?”
คิ้วของฉินเหยาขมวดเข้าหากัน “อืม” เสียงไม่พอใจดังออกมาจากจมูก
หัวใจของหลิวจี้พลันลิงโลดขึ้นมา ดูท่าว่าจะเป็นเรื่องจริง เขายื่นมือเข้าไป
“จับได้เท่าไหร่ก็เป็นของข้าหมดเลยนะ จะไม่ถูกยึดเข้ากองกลางใช่หรือไม่” หลิวจี้ถามอย่างระมัดระวังอีกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้นางแสร้งทำเป็นยุติธรรมต่อหน้าคนอื่น
ความอดทนของฉินเหยานั้นมีจำกัดมาโดยตลอด เมื่อถูกหลิวจี้สงสัยซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางก็ไม่พอใจอย่างยิ่งจึงอดไม่ได้ที่จะตะโกนออกมา “เจ้าจะเอาหรือไม่เอา ไม่เอาก็ไสหัวไป!”
หลิวจี้ถอนหายใจยาวออกมา แบบนี้สิถึงจะใช่
รีบจับเหรียญทองแดงกำใหญ่ไว้แล้วดึงมือออกมา ถอยหลังไปสามเมตร
กางชายเสื้อออกวางเหรียญทองแดงในมือลง เสียง “กริ๊งๆ” ที่แสนไพเราะก็ดังขึ้น คาดว่าน่าจะมีมากกว่าสองร้อยเหวิน มุมปากของหลิวจี้แยกกว้างจนเกือบไปถึงใบหูอย่างควบคุมไม่ได้ เขาเงยหน้าขึ้นฟ้าแล้วหัวเราะยาวๆ ถึงสามครั้ง มีความสุขเหลือเกิน~
มุมปากของฉินเหยากระตุกเล็กน้อย ไม่อยากเห็นบุรุษที่ทำให้ตนเองขายหน้าผู้นี้อีกจึงหันหน้าไป เป็นการบอกให้หลิวจ้งเตรียมเลิกประชุมแจกของขวัญปีใหม่
ในสายตาของเหล่าคนงาน การประชุมสรุปผลงานสิ้นปีครั้งนี้ก็คือการชมเชย แจกรางวัล แจกเงิน ตลอดงานไม่มีการกล่าวสุนทรพจน์ที่ยืดยาวของผู้จัดการใหญ่ ดังนั้นทุกคนจึงจมอยู่ในความสุขของการเก็บเกี่ยวนี้
บรรยากาศในโรงงานดีมาก ชาวบ้านนอกโรงงานมองดูแล้วก็ตาร้อน
บ้านที่มีคนทำงานในโรงงานเครื่องเขียนนั้นยังดี อย่างน้อยก็ยังได้ส่วนแบ่งของขวัญปีใหม่ที่คนในบ้านนำกลับมา
หากทั้งบ้านไม่มีใครทำงานในโรงงานเครื่องเขียนเลยก็จะรู้สึกอิจฉาจนแทบทนไม่ไหว ปากก็พร่ำบ่นอยู่ตลอดเวลาว่า “หากรู้ว่ามีผลประโยชน์มากมายเพียงนี้ก็คงสมัครไปตั้งแต่แรกแล้ว”
ทว่าโอกาสนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว ตอนนี้ตำแหน่งคนงานในโรงงานเครื่องเขียนนั้นเป็นที่ต้องการอย่างมาก การแข่งขันจึงดุเดือดตาม ไม่รู้ว่าจะว่างลงเมื่อใด
“เลิกประชุม!”
เมื่อฉินเหยาประกาศเสียงดัง การประชุมสรุปผลงานสิ้นปีครั้งแรกของโรงงานเครื่องเขียนก็สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์
ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลก็ได้รับของขวัญปีใหม่คนละชุด ผู้เฒ่าทั้งสองคนกำชับฉินเหยาอย่างอบอุ่นให้ไปทานข้าวที่บ้านก่อนปีใหม่ พอฉินเหยารับปากแล้วจึงค่อยถือของขวัญปีใหม่จากไปอย่างมีความสุข
หลิวต้าฝูเองก็ได้รับมาชุดหนึ่ง เป็นข้าวสาร แป้ง น้ำมัน และเกลือ ของเหล่านี้สำหรับเขาแล้วไม่ถือว่าเป็นของมีค่าอะไร ที่สำคัญคือการมีส่วนร่วม มีของถืออยู่ในมือก็จะได้รับสายตาอิจฉามากมายในทันที
“พรุ่งนี้บ้านข้าฆ่าหมู พาลูกๆ มากินข้าวฉลองเชือดหมูที่บ้านนะ” ก่อนไป หลิวต้าฝูเดินมาหยุดตรงหน้าฉินเหยาที่กำลังยุ่ง ยิ้มแล้วเอ่ยกำชับ
ฉินเหยาพยักหน้ารับปาก “ได้เจ้าค่ะ ต้องไปแน่นอน”
หลิวต้าฝูพยักหน้า จากนั้นจึงค่อยเรียกหลานๆ ที่รออยู่นอกโรงงานกลับบ้านไปอย่างมีความสุข
คนงานทยอยออกจากโรงงาน ผู้จัดการใหญ่แต่ละกลุ่มก็มารวมตัวกันตรงหน้าฉินเหยา ฉินเหยาได้จัดเวรยามในช่วงวันหยุดปีใหม่ให้พวกเขาเป็นสองคนต่อหนึ่งกลุ่ม หนึ่งกลุ่มดูแลหนึ่งวัน ส่วนจะเข้าเวรกลางวันหรือว่าเวรกลางคืนก็ให้สมาชิกในกลุ่มไปตกลงกันเอง
สรุปคือ แม้จะเป็นวันหยุด ความปลอดภัยของทรัพย์สินในโรงงาน การให้อาหารม้าก็ต้องใส่ใจอยู่เสมอ
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เหล่าผู้จัดการก็แยกย้ายกันไป เฉียนวั่งก็เก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้ว ก้าวเดินกลับบ้านด้วยความคาดหวัง
จนถึงตอนนี้ พวกต้าหลางสี่พี่น้องที่เล่นอยู่นอกโรงงานมาตลอดจึงค่อยวิ่งมาหาท่านพ่อท่านแม่
“ไปซนที่ไหนมาหืม” หลิวจี้ดึงฟางออกจากศีรษะของซื่อเหนียง ชี้ไปที่โคลนสีเหลืองที่เปื้อนชายเสื้อของนางพลางถามอย่างไม่สบอารมณ์
ซื่อเหนียงหลบไปอยู่ข้างหลังฉินเหยาอย่างรู้สึกผิด พูดเสียงอู้อี้ว่า “เมื่อครู่ไปจับแมลงในร่องน้ำเลยไม่ทันระวัง”
หลิวจี้พลันพูดไม่ออก เขากำชับไปกี่ครั้งแล้วว่าอย่าไปเล่นในที่ที่มีโคลนมีน้ำ กลายเป็นว่าไม่ฟังกันเลยสักนิด
“ได้เลย เช่นนั้นเสื้อตัวนี้เจ้าก็ซักเองนะ” หลิวจี้พูดอย่างมีเหตุผล
คนที่ไม่เคยซักเสื้อผ้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเขาต้องลำบากแค่ไหนเพื่อที่จะล้างให้โคลนแค่นี้สะอาด
ซื่อเหนียงแข็งกร้าวขึ้นมา “ซักเองก็ซักเองสิ” นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสักหน่อย
ฉินเหยายกมือขึ้นเป็นเชิงบอกให้พวกเขาอย่าทะเลาะกัน นำลูกๆ และหลิวจี้เก็บกวาดสถานที่ให้สะอาด
ครอบครัวทั้งหกคนกลับมาที่โรงงาน ตรวจสอบประตูหน้าต่าง ดับไฟทั้งหมด เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีอะไรผิดพลาดไปก็ลงกลอนประตูใหญ่ของโรงงานเครื่องเขียน
พอคนงานจากไป ทั้งหมู่บ้านก็รู้สึกเหมือนเงียบลง ได้ยินเสียงนกจากในภูเขาร้อง
สลับกับเสียงคำรามของสัตว์ป่าที่คลุมเครืออยู่บ้าง
ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นมองไปทางภูเขาทางเหนือ บนยอดเขาปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาว ต้นไม้ที่แข็งแกร่งเหล่านั้น ใบไม้บนต้นยังไม่ร่วงหมด สีเหลืองเหี่ยวเฉาตัดกับหิมะสีขาวกลายเป็นภาพทิวทัศน์ที่อ้างว้างในฤดูเหมันต์
มองภูเขาไกลๆ นานๆ ก็จะเกิดความรู้สึกเหงา ฉินเหยาละสายตากลับมามองไปยังห้าพ่อลูกที่กำลังเล่นสนุกอยู่ตรงหน้า
หลิวจี้อวดเงินสองร้อยแปดเหวินที่เขาจับมาได้ เมื่อเห็นสายตาอิจฉาของลูกๆ ความทะนงตนก็ได้รับความพึงพอใจอย่างใหญ่หลวงจึงแจกเงินให้เด็กๆ คนละหนึ่งเหรียญพลางรู้สึกว่าตนเองช่างใจกว้างนัก
ยังไม่ลืมที่จะวางสองเหรียญไว้ในฝ่ามือของฉินเหยาด้วย
ครอบครัวเดียวกันก็ต้องพร้อมหน้าพร้อมตา!
เอ้อร์หลางรู้สึกว่าตนเองถูกดูถูก “ท่านพ่อ ท่านงกตายไปเลยเถิด!”