ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 394 ข้าวฉลองเชือดหมู
ตอนที่ 394 ข้าวฉลองเชือดหมู
โรงงานหยุดทำการ วันหยุดปีใหม่ก็เริ่มต้นขึ้น แต่ฉินเหยากลับยังไม่อาจนอนขดตัวอยู่ที่บ้าน ได้หยุดพักตามที่ตั้งใจไว้
วันที่ยี่สิบห้าเดือนสิบสองนั้นเป็นวันที่ดีสำหรับการเชือดหมูปีใหม่
บ้านของหลิวต้าฝูเป็นผู้นำ จะเชือดหมูสองตัว
หนึ่งในนั้นใช้สำหรับเชิญคนทั้งหมู่บ้านมากินข้าวฉลองเชือดหมูโดยเฉพาะ
ฟ้าเพิ่งจะสาง บุรุษในบ้านของหลิวต้าฝูก็มาเรียกคนในหมู่บ้าน ทุกครัวเรือนตราบใดที่ว่างอยู่ ก็ให้ไปช่วยกันทั้งหมด
ฉินเหยาได้ยินเสียงร้องโหยหวนของการเชือดหมูดังมาจากในหมู่บ้านแต่เช้าตรู่ก็พลิกตัวแล้วนอนต่อ
จนกระทั่งตอนเที่ยง หลานชายของบ้านหลิวต้าฝูก็วิ่งมาตะโกนเรียกเสียงดังว่า “ท่านป้าสาม ไปกินข้าวฉลองเชือดหมูที่บ้านข้าขอรับ!”
ฉินเหยาจึงค่อยบิดขี้เกียจ แต่งตัวล้างหน้าให้สะอาดสะอ้านในสองนาทีแล้วลงกลอนประตูใหญ่ ตามเด็กน้อยที่ร่าเริงไปยังบ้านของเขาเพื่อกินข้าวฉลองเชือดหมูแสนหอมกรุ่น
หลิวจี้และอาวั่งพาเด็กๆ เข้าเมืองไปตั้งแต่เช้าตรู่
เอ้อร์หลางปลุกคนทั้งบ้านให้ตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง กลัวว่าจะไปสายแล้วจะแย่งแผงลอยดีๆ สำหรับขายกังหันลมไม่ได้
ช่วงปลายปีสองสามวันนี้ตรงกับวันเปิดตลาดนัดพอดี เป็นวันที่ดีที่ชาวบ้านจากที่ต่างๆ จะเข้ามาซื้อของฉลองปีใหม่ในเมือง
มีเพียงการอาศัยช่วงเวลาที่คึกคักนี้เท่านั้น ถึงจะสามารถขึ้นราคาสินค้าที่จะขายได้สักหนึ่งถึงสองเหวิน หาเงินเพิ่มได้อีกหน่อย
พอเข้าเมือง พวกเอ้อร์หลางสี่พี่น้องก็ลากหลิวจี้ไปหาแผงลอยขายของ
ส่วนอาวั่งรับผิดชอบหน้าที่จัดซื้อ จ่ายเงินเพิ่มไปหลายเหวินแล้วขับรถตรงไปยังโรงฆ่าสัตว์ ซื้อเนื้อหมูมาครึ่งซีกก่อน
พอพ้นวันส่งท้ายปีเก่า ก่อนวันที่สิบห้าเดือนแรก ตลาดก็จะไม่เปิดแล้ว ดังนั้นต้องตุนเนื้อสดๆ ไว้เยอะๆ
แต่ถึงจะมีเนื้อหมูครึ่งซีกนี้แล้ว อาวั่งก็ยังคงกังวลว่าจะไม่พอให้หลายปากท้องในบ้านกิน
โชคดีที่บนถนนยังมีคนนำเนื้อหมูรมควันและไส้กรอกที่เก็บไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วและไม่กล้ากินนำออกมาขาย ราคาถูกและคุ้มค่ามาก เขาจึงซื้อมาทั้งหมด เมื่อคำนวณดูแล้ว เนื้อน่าจะเพียงพอแล้ว ถึงได้วางใจ
ของฉลองปีใหม่ที่เหลือ โดยพื้นฐานแล้วก็คือที่บ้านขาดอะไรก็ซื้อเพิ่ม ของชิ้นใหญ่ๆ สองสามีภรรยาฉินเหยาได้ซื้อเตรียมไว้แล้วจากเมืองหลวงของมณฑลก่อนหน้านี้แล้ว
ของเล่นแปลกๆ ในช่วงปลายปีเช่นนี้เป็นที่นิยมอย่างมากจริงๆ
ใครก็ตามที่พาลูกมาด้วยและมีเงินในมือพอสมควร โดยพื้นฐานแล้วย่อมทนลูกรบเร้าไม่ไหว ไม่นานก็จะยอมควักเงิน
หลิวจี้นำกลุ่มซานหลางและซื่อเหนียงเรียกลูกค้าอย่างขยันขันแข็ง ต้าหลางและเอ้อร์หลางคนหนึ่งส่งของ คนหนึ่งรับเงิน
ห้าพ่อลูกร่วมมือกันอย่างรู้ใจ ในไม่ช้ากังหันลมที่เอ้อร์หลางนำมาก็ขายหมดเกลี้ยง
อาวั่งรอไม่นานก็เห็นห้าพ่อลูกเก็บแผงลอย เดินยิ้มมาทางตนเองอย่างอารมณ์ดี
เพื่อที่จะบรรทุกของได้มากขึ้น วันนี้จึงขับเกวียนวัว บนแคร่ของเกวียนจึงเต็มไปด้วยสินค้า เหลือที่ว่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซานหลางและซื่อเหนียงขึ้นไปนั่งยองๆ เอ้อร์หลางพอจะนั่งบนคานลากรถได้ ที่เหลือหลิวจี้และต้าหลางต้องเดินเอา
แต่สำหรับหลิวจี้แล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องยาก
เขาโบกมือเอ่ย “อาวั่ง เจ้าลงมา วันนี้นายท่านผู้นี้จะขับรถเอง”
อาวั่งร้องอ้อคำหนึ่งแล้วกระโดดลงมาจากรถ ยื่นแส้ในมือไปให้หลิวจี้แล้วอุ้มซื่อเหนียงลงมาจากรถ ท่ามกลางเสียงร้องอย่างประหลาดใจของเด็กหญิงตัวน้อย เขาก็ยกนางขึ้นขี่คอของตนเอง
“ต้าหลาง เจ้าขึ้นรถไป” อาวั่งชี้ไปที่ตำแหน่งที่ว่างลง เป็นการบอกให้ต้าหลางขึ้นไป
ต้าหลางมองซื่อเหนียงที่นั่งอยู่บนบ่าของอาวั่งแวบหนึ่ง มุมมองของผู้ใหญ่ที่สูงโปร่งนั้นแตกต่างจากมุมมองที่นางเคยเห็นในอดีตโดยสิ้นเชิง นางสามารถมองเห็นผู้คนและแผงลอยบนถนนได้จนสุดสายตา เด็กหญิงตัวน้อยดีใจจนนัยน์ตากลิ้งกลอกไปมาไม่หยุด
ต้าหลางยิ้มๆ ปีนขึ้นเกวียนวัวไปอย่างคล่องแคล่ว นั่งชิดติดกับซานหลาง
หลิวจี้กล่าวติดต่อกันสองครั้งว่า “เช่นนี้ดีนัก เช่นนี้ดีนัก!”
สะบัดแส้แล้วก็ขับรถนำไปก่อน
อาวั่งแบกซื่อเหนียงตามไปข้างหลัง ความเร็วก็ไม่ช้าเลย
ระหว่างทาง เมื่อซื่อเหนียงอยากจะเด็ดแท่งน้ำแข็งบนกิ่งไม้เหนือศีรษะ อาวั่งก็จะกระโดดขึ้นเบาๆ พานาง ‘บิน’ ขึ้นไปกลางอากาศ
มือเล็กๆ ของซื่อเหนียงเพียงยื่นออกไปก็สามารถคว้าแท่งน้ำแข็งลงมาได้อย่างราบรื่นโดยแทบไม่ต้องใช้แรงใด นางหัวเราะฮ่าๆ อย่างมีความสุข
หลิวจี้ขับรถไปพลางเอ่ยหยอกล้อนางเป็นระยะๆ สองสามประโยค บอกให้ลูกสาวเด็ดให้ตนเองบ้าง
ตอนเช้าชาวบ้านมาช่วยบ้านหลิวต้าฝูเชือดหมูสองตัว ตอนเที่ยงพักผ่อนก่อนครู่หนึ่ง ตอนบ่ายก็จะไปเชือดหมูอีกสองตัวที่ชาวบ้านในหมู่บ้านร่วมกันซื้อมาต่อ
เมื่อเชือดหมูเสร็จ แต่ละบ้านก็นำส่วนของตนเองกลับบ้านไป ผู้ใหญ่บ้านเดินเข้ามาเพื่อเชิญฉินเหยาไปทานข้าวที่บ้าน
เมื่อไม่อาจปฏิเสธน้ำใจได้ ฉินเหยาจึงกินไปอีกมื้อหนึ่ง
กินจนดึก หลิวจี้ถึงให้ต้าหลางและเอ้อร์หลางมาตาม ถึงเรียกนางกลับบ้านได้
ฉินเหยาเข้าบ้านมา ทั้งร่างเต็มไปด้วยกลิ่นสุรา หลิวจี้บ่นอย่างน้อยใจ “ดึกดื่นป่านนี้แล้วยังไม่กลับบ้าน รู้อย่างนี้ปล่อยให้เจ้าเมาตายอยู่ข้างนอกเสียก็ดี!”
ฉินเหยาดื่มสุราไปไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้เมา
เพียงแต่คนทั้งคนดูเกียจคร้าน เข้าประตูมาก็เอนกายลงบนเก้าอี้ในห้องโถง สองตาจับจ้องไปที่จุดๆ หนึ่ง ดูเลื่อนลอยเล็กน้อย
คำบ่นของหลิวจี้นางฟังไม่เข้าหูเลย
ซานหลางเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหน้าท่านแม่ด้วยความใคร่รู้แล้วยกมือเล็กๆ ขึ้นโบกไปมาตรงหน้านาง
ลูกตาของฉินเหยาขยับตามมือเล็กๆ ที่อยู่ตรงหน้า สายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าของซานหลาง ยิ้มถามอย่างเกียจคร้านว่า “มีอะไรหืม?”
ซานหลางหัวเราะแหะๆ ด้วยความเขินอาย “ข้านึกว่าท่านแม่เมา”
ฉินเหยายื่นมือไปลูบผมที่ยุ่งเหยิงของเด็กน้อยแล้วพูดอย่างมั่นใจว่า “สุราไหเดียวเท่านั้น ไม่ทำให้แม่เมาหรอกนะ”
“วันนี้กังหันลมขายออกไปหรือยัง”
เมื่อพูดถึงกังหันลม ดวงตาของซานหลางก็สว่างขึ้น เขาพยักหน้าอย่างแรง “อื้ม อื้ม ขายดีมากเลยขอรับ ครู่เดียวก็ขายหมดแล้ว พี่รองยังแบ่งเงินให้พวกเราคนละห้าเหวินด้วย”
กังหันลมหนึ่งอันเอ้อร์หลางขายสิบห้าเหวิน บางคนต่อราคา ซื้อสองอันก็ลดให้หน่อย ดังนั้นกังหันลมยี่สิบห้าอันจึงขายได้ทั้งหมดสามร้อยหกสิบหกเหวิน
หักต้นทุนสองร้อยเหวิน ยังเหลือหนึ่งร้อยหกสิบหกเหวิน
เขาใจกว้างแบ่งให้พี่ใหญ่ น้องสาม และน้องสี่คนละห้าเหวินจึงเหลืออีกหนึ่งร้อยห้าสิบเอ็ดเหวิน
ไม่สิ เพื่อลบล้างความอัปยศที่ถูกหลิวจี้ไล่ไปเมื่อวานนี้ด้วยเงินเพียงหนึ่งเหวิน เอ้อร์หลางจึงยัดเงินหนึ่งเหวินที่เป็นเศษนี้ใส่กระเป๋าของหลิวจี้อย่างใจกว้าง
สี่พี่น้องมีเงินค่าขนมเดือนละห้าสิบเหวิน เอ้อร์หลางสามารถหาเงินค่าขนมสามเดือนได้ในพริบตา ทำเอาซานหลางและซื่อเหนียงอิจฉาตาร้อน
ฝาแฝดยังขอให้พี่รองพาพวกเขาไปหาเงินในครั้งหน้าด้วย พวกเขาจะได้หาเงินด้วยกัน
ฉินเหยานึกถึงเงินหนึ่งเหวินของหลิวจี้เมื่อวานนี้แล้วมองดูซานหลางที่ควักเหรียญเงินห้าเหรียญออกมาอย่างหวงแหนแล้วยื่นมาตรงหน้านางก็ถอนหายใจ “พี่รองของเจ้าใจกว้างกว่าท่านพ่อของเจ้าเยอะเลย”
ซานหลางพยักหน้าอย่างเห็นด้วยอย่างยิ่ง ทว่าเงินหนึ่งเหวินเขาก็ไม่รังเกียจ เขาหย่อนเหรียญใส่ลงในถุงเงินเล็กๆ ทีละอันแล้วเขย่าเบาๆ เสียงกรุ๊งกริ๊งทำให้เขาอารมณ์ดี
“น้าเหยา!”
ต้าหลางและอาวั่งเดินเข้ามา หลิวจี้อยู่ในห้องครัวกำลังต้มชาเตรียมให้ฉินเหยาดื่มแก้เมาพลางบ่นนั่นนี่ไปด้วย
ส่วนความจริงที่ว่าฉินเหยาไม่ได้เมาเลยนั้นได้ถูกเพิกเฉยไปโดยสิ้นเชิง
ฉินเหยาก็ขี้เกียจจะไปสนใจว่าเขาเป็นบ้าอะไรขึ้นมา อย่างไรเสียคนผู้นี้ทุกเดือนก็ต้องมีอาการซาบซึ้งกับตัวเองแบบนี้อยู่สองสามครั้ง นางเองคุ้นเคยมานานแล้ว