ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 395 การตบหน้ามาถึงเร็วเพียงนี้
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 395 การตบหน้ามาถึงเร็วเพียงนี้
ตอนที่ 395 การตบหน้ามาถึงเร็วเพียงนี้
เมื่อได้ยินอาวั่งและต้าหลางบอกว่าพรุ่งนี้อยากจะขึ้นเขา ฉินเหยาที่กำลังนั่งอย่างเกียจคร้านก็ยืดกายตรงขึ้นมาทันที “จะขึ้นเขาตอนี้น่ะหรือ”
บนภูเขาปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน อันตรายที่ซ่อนอยู่ใต้หิมะขาวนั้นมีอยู่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ หากไม่ระวังเพียงนิดเดียว ตกลงไปในหลุมอะไรสักอย่าง คงจะแย่ไม่ใช่น้อย
ต้าหลางมองอาวั่งอย่างคาดหวังพลางกล่าวอย่างตื่นเต้นยากจะปิดบัง
“น้าเหยา ท่านอาอาวั่งบอกว่าพวกเราจะเดินเล่นอยู่แค่รอบนอก จะไม่เข้าไปส่วนลึกเด็ดขาด หาได้ยากนักที่สองวันนี้หิมะไม่ตกจึงอยากพาข้าไปฝึกฝนภาคสนามเสียหน่อย”
“เอาแต่ขังตัวเองอยู่ในลานฝึกนั้นไม่เกิดผลหรอกนะขอรับ” ต้าหลางเอ่ยเสริมอย่างจริงจัง
อาวั่งเองก็เอ่ยอย่างมั่นใจ “ฮูหยินวางใจเถิด มีข้าอยู่ ต้าหลางไม่เป็นอะไรแน่ขอรับ”
กลัวว่าฉินเหยาจะไม่เชื่อ เขาเลยเปิดเผยว่าเมื่อก่อนตนเคยฝึกฝนท่ามกลางฝูงสัตว์ป่ามาก่อน
ดังนั้นแค่ภูเขาทางเหนือเล็กๆ ลูกเดียว ไม่นับว่าเป็นอะไร
การฝึกฝนที่ว่านั้น เนื่องจากมีต้าหลางและซานหลางอยู่ด้วยจึงไม่ได้พูดออกมาอย่างชัดเจน แต่ฉินเหยาฟังออกว่าน่าจะหมายถึงการฝึกฝนราวกับไม่ใช่มนุษย์ในค่ายนักฆ่าเดนตาย
เมื่อมองดูสีหน้าคาดหวังของต้าหลางอีกครั้ง คิดว่าอย่างไรเสียก็แค่เดินเล่นอยู่รอบนอก สัตว์ป่าดุร้ายที่ออกล่าเหยื่อนั้นล้วนอยู่ในส่วนลึกนางจึงพยักหน้า
ฉินเหยาถาม “เตรียมจะไปนานเท่าไหร่”
อาวั่งตอบว่า “สามวันขอรับ”
ต้าหลางเองก็รับปากอย่างตื่นเต้น “น้าเหยา ท่านวางใจเถิด ท่านอาอาวั่งพูดอะไรข้าจะเชื่อฟังเขาทุกอย่าง จะไม่ผลีผลามเดินไปไหนมาไหนเองเด็ดขาด”
ฉินเหยาคิดถึงพลังต่อสู้ของอาวั่งก็ไม่ได้กังวลมากนักแล้วอธิบายลักษณะภูมิประเทศโดยคร่าวของภูเขาทางเหนือให้ทั้งสองคนฟัง เพื่อความสะดวกในการเดินทางของทั้งสองคน จากนั้นก็ปล่อยให้พวกเขาไปเตรียมตัวกันเอง
“ไปอะไรกัน ตัวเล็กนิดเดียว ตกลงไปในหิมะก็มองไม่เห็นแล้ว อาวั่งมีกี่มือกัน ถึงจะช่วยพวกเจ้าสามคนพร้อมกันได้”
ซานหลางและซื่อเหนียงรู้ดีว่าไม่มีหวังก็ทำปากจู๋อย่างไม่พอใจ
หลิวจี้ดีดหน้าผากไปคนละทีพลางจุปาก “จิ๊ จิ๊ จิ๊ ดูสิปากยื่นออกมาจนจะแขวนหม้อน้ำมันได้อยู่แล้ว”
ซื่อเหนียงอ้าปากกว้างหมายจะกัดนิ้วที่กำลังชี้อย่างเจ้ากี้เจ้าการนี้
น่าเสียดายที่หลิวจี้ตอบสนองได้รวดเร็ว เด็กหญิงตัวน้อยเพิ่งจะอ้าปากเขาก็ถอยหนีไปแล้วจึงกัดไม่สำเร็จ
สุดท้ายก็ทำได้เพียงจูงมือพี่เล็กไปหาพี่ใหญ่ แม้ไม่สามารถเข้าร่วมได้ แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางพวกเขาจากการตามหลังพี่ใหญ่ไปออกความคิดเห็น อะไรที่นำไปได้ก็ให้เขานำไปทั้งหมด
ต้าหลางเองก็อารมณ์ดี รับปากไปก่อนทั้งหมด รอจนกระทั่งเจ้าตัวเล็กสองคนเล่นจนพอใจและจากไปแล้ว ถึงได้กวาดตาเลือกเอาฟืน หม้อ ชาม และภาชนะต่างๆ ที่เกินความจำเป็นออกมาด้วยความจนใจ
เขาไปฝึกฝน ไม่ใช่ไปท่องไพรชมธรรมชาติ หม้อ ชาม และภาชนะต่างๆ เหล่านี้มีแต่จะเป็นภาระเปล่าๆ
ทว่ากับหม้อเล็กๆ ที่ฉินเหยาทุ่มเงินให้ช่างตีเหล็กทำขึ้นมาใหม่นั้น ต้าหลางจงใจค้นมันออกมาจากห้องเก็บของจิปาถะในห้องครัวแล้วยัดเข้าไปในห่อผ้า
มีหม้อนี้อยู่ก็เหมือนมีน้าเหยาอยู่ด้วย มีแล้วรู้สึกอุ่นใจ!
เมื่อเตรียมทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากกินมื้อเช้าที่บ้านแล้ว อาวั่งกับต้าหลางก็พกเสบียงที่พอสำหรับสามวันเข้าสู่ภูเขาทางเหนืออย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม
ฉินเหยาและหลิวจี้ยืนมองส่งพวกเขาอยู่ที่ลานหน้าบ้าน จนกระทั่งมองไม่เห็นเงาของทั้งสองคนที่เชิงเขาทางเหนือก็หันไปสบตากัน หลิวจี้กล่าวว่า
“เมื่อครู่คนบ้านหัวหน้าตระกูลมาเรียก ตอนเที่ยงให้ไปกินข้าวฉลองเชือดหมูที่บ้านเขา”
ฉินเหยาพยักหน้า ให้หลิวจี้เรียกลูกๆ อีกสามคนที่เหลือ ครอบครัวห้าคนก็ไปยังบ้านหัวหน้าตระกูลเพื่อรอทานเนื้อ
เกียรติยศนี้ ฉินเหยาเป็นคนเดียวในหมู่บ้านที่ได้รับ แม้แต่บ้านหลิวต้าฝูก็ไม่ได้รับเชิญ
หลิวจี้รู้สึกว่าตนเองมีหน้ามีตามาก ตลอดทางที่เจอผู้คน ไม่ว่าคนอื่นจะถามหรือไม่ก็จะเดินเข้าไปพูดเองว่า “พวกเราจะไปทานข้าวที่บ้านหัวหน้าตระกูล”
ฉินเหยาทำเป็นว่าตนเองตาบอดหูหนวก อย่างไรเสียนางก็ไม่สามารถเอาเข็มและด้ายมาเย็บปากของหลิวจี้ได้
ช่วงปีใหม่ ทำอะไรที่เลือดตกยางออกเกินไปจะส่งผลกระทบต่อโชคลาภ
โชคดีที่หลิวจี้รู้จักประมาณตน พอเห็นว่าพอแล้วก็รีบถอยจึงสามารถถอยกลับมาได้ทันท่วงทีก่อนที่จะโดนตี
เมื่อทั้งครอบครัวมาถึงบ้านหัวหน้าตระกูล เนื้อหมูชิ้นใหญ่ก็ถูกใส่ลงไปในหม้อแล้ว ตอนเช้าเด็กๆ กินข้าวไปแล้ว แต่ก็ยังทนกลิ่นหอมของเนื้อนี้ไม่ไหว ในดวงตาทั้งสองข้างเป็นประกายระยิบระยับ
เรียกว่าเป็นมื้อเที่ยง แต่ความจริงแล้วคือมื้อก่อนเที่ยง
เพราะจะกินมื้อนี้ตอนสายๆ ครอบครัวหัวหน้าตระกูลจึงยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย พอฉินเหยามาถึงก็รีบเชิญให้นั่งประจำที่แล้วเริ่มทานอาหาร
หัวหน้าตระกูลดีใจมาก ปีนี้คนในหมู่บ้านเชือดหมูสองตัว ถือว่าเป็นที่หนึ่งในละแวกหมู่บ้านตลอดสิบลี้นี้ ชื่อเสียงเลื่องลือ มีแต่คนอิจฉา
และเกียรติยศนี้ล้วนมาจากฉินเหยา พอหัวหน้าตระกูลมานั่งที่โต๊ะก็คารวะฉินเหยาก่อนหนึ่งจอก
ฉินเหยารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง รีบลุกขึ้นคารวะตอบ
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังเกรงใจกัน ผลักไสความดีความชอบกันอยู่นั้น ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงหมาป่าหอนดังมาจากบนภูเขา
หลิวจี้ที่กำลังกินดื่มอยู่ไม่รู้ตัวเลย ในหูเต็มไปด้วยคำเยินยอสรรเสริญของผู้อื่น
หัวหน้าตระกูลเองก็ได้ยินไม่ชัดเจนนัก ยังคิดจะแย่งคารวะฉินเหยา แต่เมื่อเห็นสีหน้าของนางเปลี่ยนไปในทันใดก็รู้สึกแปลกใจ เสียงหมาป่าหอนก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
แตกต่างจากเสียงหมาป่าเดียวดายซึ่งมีเพียงตัวเดียวก่อนหน้านี้ ครั้งหลังนี้เป็นเสียงหอนอย่างโกรธเคืองของหมาป่าหลายตัว
สีหน้าของทุกคนในห้องพลันเปลี่ยนไป ความเงียบอย่างน่าประหลาดเข้าปกคลุมชั่วครู่ ในหูมีแต่เสียงลมพัดผ่าน เสียงหมาป่าหอนเมื่อครู่นั้นชั่วขณะหนึ่งจึงแยกไม่ออกว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ
มีเพียงฉินเหยาและหลิวจี้เท่านั้นที่ลุกขึ้นยืนทันที สองสามีภรรยาสบตากัน นึกถึงอาวั่งและต้าหลางที่เพิ่งจะขึ้นเขาไป
“คงจะไม่โชคร้ายขนาดนั้นกระมัง” หลิวจี้ลอบพึมพำ
ฉินเหยาวางจอกสุราลงแล้วเอ่ยขอโทษหัวหน้าตระกูล “สุราจอกนี้รอข้ากลับมาค่อยดื่ม ทุกท่านทานกันไปก่อน ข้าขอตัวออกไปข้างนอกสักครู่”
หัวหน้าตระกูลรีบกล่าว “คงไม่มีหมาป่าลงมาจริงๆ หรอก ในหมู่บ้านเรามีคนตั้งเยอะแยะ สัตว์พวกนั้นตอนกลางวันไม่กล้าเข้าหมู่บ้านหรอก”
ความหมายก็คือ ฉินเหยาไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกเกินไป
ในฤดูหนาว นานๆ ครั้งจะได้ยินเสียงสัตว์ป่าหอนหนึ่งถึงสองครั้ง เป็นเรื่องปกติมาก
ฉินเหยาโบกมือ นางต้องไปดูด้วยตาตนเองถึงจะวางใจได้
เมื่อเห็นฉินเหยาวิ่งออกนอกประตูไป หลิวจี้ก็อยู่ไม่ติดที่ เรียกเด็กๆ อีกสามคนที่ยังคงแทะขาหมูอย่างไม่รู้ตัว “ไป ไป ไป เอากลับไปกินที่บ้าน”
แล้วก็ยิ้มแห้งๆ ให้หัวหน้าตระกูลและคนอื่นๆ พาลูกๆ ทั้งสามคนตามหลังฉินเหยาออกไป
แต่ความเร็วของเขานั้น จะตามทันได้อย่างไร
เมื่อวิ่งออกจากประตูไป ฉินเหยาก็วิ่งไปถึงเชิงเขาทางเหนือแล้ว
ในที่ไกลออกไป มีเงาร่างคุ้นเคยสองร่างวิ่งลงมาจากภูเขา ฉินเหยาหรี่ตามองดูก็เห็นว่าเป็นอาวั่งและต้าหลางที่เพิ่งจะขึ้นเขาไปอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม ทั้งยังออกไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม
“น้าเหยา!”
ไม่นึกว่าจะเจอฉินเหยาที่เชิงเขา ต้าหลางรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง
ต้าหลางถูกอาวั่งแบกไว้บนบ่า สัมภาระบนร่างของทั้งสองคนกระจัดกระจายไปเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงหม้อเหล็กใบเล็กที่ต้าหลางจับไว้ในมือแน่น
อาวั่งที่ปกติไม่เคยแสดงสีหน้าอะไรออกมา ในตอนนี้บนใบหน้ากลับปรากฏความกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง
ทั้งสองคนหอบหายใจอย่างหนักแล้วหยุดลงตรงหน้าฉินเหยา ต้าหลางไถลตัวลงมาจากร่างของอาวั่ง ก้มศีรษะลงเอ่ย “พวกเราโชคร้ายเกินไปแล้ว!”
ฉินเหยามองขึ้นไปบนยอดเขา เสียงหมาป่าหอนหายไปแล้ว แต่กลิ่นเหม็นสาบของสัตว์ร้ายที่โชยมาจากยอดเขากลับลอยลงมาตามลม
ฉินเหยาใช้มือปัดลมไล่อย่างรังเกียจ หากไม่มีหมาป่าสิบกว่าตัวก็ไม่อาจสร้างกลิ่นที่รุนแรงขนาดนั้นได้
ฉินเหยากอดอกมองอาวั่งที่กำลังใช้ปลายเท้าเขี่ยพื้น “เมื่อคืนไม่ได้บอกว่าแค่ภูเขาทางเหนือลูกเดียว ไม่นับว่าเป็นอะไรหรอกรึ”
อาวั่ง “…”
เขาเองก็นึกไม่ถึงว่าการตบหน้าจะมาถึงเร็วเพียงนี้
ทั้งสองคนขึ้นเขาทางเหนือไปด้วยกันอย่างกระตือรือร้น เดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ ในไม่ช้าก็พบรอยเท้าแถวหนึ่ง
เพราะคิดจะพาต้าหลางไปฝึกฝนฝีมือ เขาจึงพาต้าหลางตามรอยเท้านั้นไป
จากประสบการณ์ อย่างมากก็น่าจะมีหมาป่าแค่สองตัว
ใครจะไปคิดเล่าว่า จะไปจ๊ะเอ๋กับรังของหมาป่าเข้า!