ทะลุมิติไปเป็นช่างเสริมสวยยุค 80 - ตอนที่ 761 ตัดหางครอบครัวเดิม
ตอนที่ 761 ตัดหางครอบครัวเดิม
โจวลี่หรงมองตามหลังหู่จือที่วิ่งหนีไปแล้วถอนหายใจ รู้สึกละอายใจกับพฤติกรรมของตัวเองในอดีต
หู่จือมักจะกลัวและหลบเลี่ยงหล่อนเสมอ ซึ่งหล่อนเคยคิดว่าเป็นเพราะหลินเซี่ยพูดอะไรบางอย่างกับเขา
แต่เมื่อครู่หล่อนได้ยินบทสนทนาระหว่างหลินเซี่ยกับหู่จือโดยบังเอิญ และรู้สึกละอายใจขึ้นมาทันที
ที่แท้เวลาหลินเซี่ยพูดถึงหล่อนต่อหน้าเด็กๆ น้ำเสียงของเธอล้วนเต็มไปด้วยความเคารพ
เธอสร้างภาพลักษณ์ของหล่อนให้ดูยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม
หล่อนต่างหากที่คิดมากไปเอง
โจวลี่หรงรู้สึกว่าความคิดของหล่อนไม่ได้สูงส่งเท่าสาวน้อยหลินเซี่ยคนนี้
อย่างน้อยๆ หล่อนก็ใจกว้างสู้หลินเซี่ยไม่ได้
ที่ผ่านมาหล่อนเป็นฝ่ายวางตัวอยู่สูงเกินไป จนก้าวลงมาไม่ได้ ขึ้นไปต่อก็ไม่ถึง
ในห้องนั่งเล่น เซี่ยเหลยกำลังคุยกับโจวเจี้ยนกั๋วอยู่ คุณแม่เซี่ยจึงพาโจวลี่หรงไปที่ห้องของนาง
ตั้งใจจะคุยกับโจวลี่หรงเป็นการส่วนตัว
“เชิญนั่งค่ะ แม่เจียเหอ เชิญนั่งก่อนเลย ห้องของฉันมันรกไปหน่อย อย่ารังเกียจเลยนะ”
โจวลี่หรงมองดูบ้านที่สะอาดสะอ้าน ยิ้มแล้วพูดว่า “คุณน้าเซี่ยคะ คุณน้าถ่อมตัวไปแล้วค่ะ”
“นั่งก่อนสิ”
คุณแม่เซี่ยดึงโจวลี่หรงให้นั่งลงบนเตียง บอกว่ามันนุ่ม
นางยิ้มแล้วถามว่า “พ่อแม่ของคุณล่ะคะ ตอนนี้สุขภาพเป็นยังไงบ้าง ครั้งที่แล้วที่พวกเขามา ฉันคุยกับแม่ของคุณถูกคอมากเลย นึกว่าครั้งนี้พวกเขาจะมาด้วยกันซะอีก”
น่าเสียดายที่ไม่ได้เจอกัน
โจวลี่หรงก้มหน้าตอบ “ได้ยินว่าสุขภาพไม่ค่อยดี ฉันเลยจะกลับไปดูแลพวกท่านค่ะ”
“คิดถูกแล้วล่ะ มันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับลูกสาวที่แต่งงานออกไปไกล ตอนนี้เกษียณแล้ว ควรจะกลับไปอยู่กับพ่อแม่ที่บ้านเกิดให้มากกว่านี้”
คุณแม่เซี่ยนั่งลงข้างๆ จับมือหล่อนอย่างเป็นกันเอง “ลี่หรง ถึงเธอจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ตอนนี้เธอก็เกษียณแล้ว แถมยังเป็นผู้น้อย ฉันขอเรียกชื่อเธอเลยแล้วกันนะ”
โจวลี่หรงมองคุณแม่เซี่ยผู้ใจดีแล้วรู้สึกเหมือนได้เห็นแม่ของตัวเอง หัวใจของหล่อนพลันอ่อนยวบ “คุณน้าเซี่ยคะ เรียกชื่อฉันแบบนี้ฉันดีใจมากเลยค่ะ”
คุณแม่เซี่ยมองเธอ พูดจากใจจริง “เรารู้ว่าตอนที่เซี่ยเซี่ยอยู่เดือนอาจจะทะเลาะกับเธอไปบ้าง เราเลยหวังว่าในฐานะที่เธอเป็นผู้ใหญ่จะให้อภัยหล่อนได้มากหน่อย เซี่ยเซี่ยเป็นเด็กที่รู้จักเหตุผล อาจจะมีความคิดเห็นและวิถีชีวิตที่แตกต่างจากเธอไปบ้าง นี่เป็นเรื่องเล็กน้อย โปรดเข้าใจและให้อภัยกันเถอะ”
“คุณน้าเซี่ยคะ เซี่ยเซี่ยเป็นเด็กดี ทุกอย่างเป็นความผิดของฉันเอง” โจวลี่หรงยอมรับความผิดของตัวเองต่อหน้าคนอื่นเป็นครั้งแรก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “ฉันเอาเรื่องงานไปปนกับเรื่องครอบครัว ฉันมันหัวแข็งเกินไป”
โจวลี่หรงพูดความคิดของตัวเองออกมา “แต่ฉันก็หวังดี ฉันเป็นห่วงสุขภาพของเด็กๆ คุณน้าก็รู้ว่าบางคนไม่ชอบรักษาความสะอาด แถมฉันยังได้ยินเจ้าหน้าที่สาธารณสุขบอกว่าช่วงนี้มีเชื้อโรคระบาดหนัก เพื่อความปลอดภัย ทุกคนที่สัมผัสกับเด็กๆ จึงควรระมัดระวัง”
คุณแม่เซี่ยเห็นด้วยกับคำพูดของโจวลี่หรง นางยิ้มแล้วเอ่ยชมเชย “ลี่หรง เธอทำถูกแล้ว พวกเราทุกคนทำเพื่อเด็กๆ แต่ว่า…”
คุณแม่เซี่ยเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างยิ้มแย้ม “ต่อไปนี้เราก็ต้องใส่ใจวิธีการ อย่าทำตัวเคร่งขรึมเกินไปในบ้านของเราเอง หนุ่มสาวสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยเรา พวกเขามีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่ยอมเชื่อฟังผู้ใหญ่ ขนาดฉันคุยกับพวกเขาก็ยังต้องระวัง กลัวพวกเขาจะต่อต้าน”
“คุณน้าเซี่ยคะ ฉันจำได้แล้ว ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะคะ”
คุณแม่เซี่ยยังหยิบเสื้อคลุมตัวเก่งที่ไม่เคยใส่เลยออกมา บอกให้โจวลี่หรงเอาไปให้แม่ของหล่อน
โจวลี่หรงปฏิเสธอย่างสุภาพ “คุณน้าเซี่ยคะ ฉันซื้อเสื้อผ้าให้แม่แล้วค่ะ”
“ฉันรู้ว่าเธอซื้อแล้ว นี่เป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ของฉัน ถือว่าเป็นของฝากระหว่างเพื่อน ให้หล่อนรู้ว่าพี่น้องแก่ๆ คนนี้คิดถึงหล่อนอยู่”
ถึงแม้ว่าแม่ของโจวลี่หรงจะมาที่เมืองไห่เฉิงเพียงไม่กี่วัน แต่คนที่ชราแล้วจะเห็นในคุณค่าของโอกาส
โอกาสได้เจอกันครั้งหนึ่งก็น้อยลงไปทุกที
เมื่อคุณแม่เซี่ยพูดแบบนี้ โจวลี่หรงจึงยอมรับเสื้อผ้าใส่กระเป๋าไป
หู่จือต่อสู้กับความคิดของตัวเอง ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจกลับบ้านเกิด
ความคิดถึงปู่ทวดและย่าทวดมีมากกว่าความกลัวโจวลี่หรง
ตอนที่ทุกคนกำลังยุ่งอยู่กับการร่ำลาและหลิวกุ้ยอิงกำลังเก็บของให้หวังอวี้เสียกับคนอื่นๆ เฉินเจียเหอจึงถือโอกาสพูดกับแม่ของเขาว่า “แม่ แม่ทำตัวดีๆ กับหู่จือหน่อยสิ อย่าเอาแต่คิดว่าเขาเป็นคนนอก เด็กเดี๋ยวนี้ฉลาดนะ เขารู้ทุกอย่าง”
“แม่ก็รู้นี่ว่าผมรู้สึกยังไงกับหู่จือ ไม่ว่าเมื่อไหร่เขาก็เป็นลูกชายของผม ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงความจริงข้อนี้ได้”
เฉินเจียเหอมองโจวลี่หรงด้วยสีหน้าเรียบเฉย ดวงตาของเขามีแต่ความแน่วแน่
น้ำเสียงของโจวลี่หรงอ่อนโยน ไม่ได้แข็งกร้าวและเย็นชาเหมือนเมื่อก่อน กลับยอมรับและให้คำมั่นสัญญากับเขา
เรื่องนี้ทำให้เฉินเจียเหอรู้สึกประหลาดใจ
ในขณะเดียวกันก็รู้สึกโล่งใจ
“แม่ ผมหวังว่าแม่จะทำกับหู่จือเหมือนที่ทำกับเสี่ยวหู่ อีกไม่นานเขาก็จะสนิทกับแม่เอง”
“แม่จะพยายาม”
โจวลี่หรงในวันนี้พูดง่ายราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน
เฉินเจียเหอที่เตรียมคำสั่งสอนไว้มากมายเพื่อจะพูดกับโจวลี่หรงจึงได้แต่เก็บคำเหล่านั้นเอาไว้
ทางด้านหลิวกุ้ยอิงทอดปาท่องโก๋เส้นเล็กๆ ให้หวังอวี้เสียเอาไปกินบนรถ หวังอวี้เสียบอกว่าหล่อนใส่มาเยอะเกินไป
หลิวกุ้ยอิงยืนยันจะให้เอาไปให้หมด
หวังอวี้เสียไม่สามารถทัดทานได้ จึงพูดว่า “งั้นพวกเราเอาไปให้ย่าของจินซานดีไหม?”
หล่อนส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอกค่ะ นี่ฉันตั้งใจทำให้พวกคุณเอาไปกินบนรถ”
หล่อนคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกำชับหวังอวี้เสียว่า “คุณน้าคะ ไปถึงแล้วอย่าไปพูดในหมู่บ้านว่าเจอฉันกับจินซานนะ”
เมื่อคืนหล่อนก็ถามหลินจินซานแล้วว่าตอนที่โจวเจี้ยนกั๋วกับหวังอวี้เสียจะกลับบ้าน จะเอาอะไรไปฝากย่าของเขาไหม
ตัวหล่อนเองไม่มีทางคิดแบบนั้นหรอก นางเฒ่าคนนั้นไม่คู่ควร
แต่ถึงอย่างไรนางก็เป็นย่าของหลินจินซาน
หล่อนกลัวว่าหลินจินซานจะเป็นห่วงแต่ไม่กล้าพูด
แต่ปรากฏว่าหลินจินซานบอกว่าไม่ต้องเอาอะไรไปเลย ยิ่งไม่ให้ย่าของเขารู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนยิ่งดี
ไม่งั้นต่อไปต้องแอบไปที่บ้านโจวเพื่อถามข่าวเขาแน่ๆ
เพราะตอนที่หลินจินซานไปรับโจวเจี้ยนกั๋วที่สถานีรถไฟ ก็ได้ถามเรื่องย่าของเขาบนรถ
โจวเจี้ยนกั๋วบอกว่าเขาได้ยินพ่อแม่ของเขาเล่าให้ฟังว่า ตอนนี้แม่เฒ่าหลินกลับไปอยู่กับหลินเอ้อร์ฝูแล้ว
ตอนนี้เขาตั้งรกรากในเมืองแล้ว ไม่อยากเสียเวลาไปทะเลาะกับหลินเอ้อร์ฝูเรื่องบ้านอีก
ย่าของเขายังมีชีวิตอยู่ ก็ให้นางอยู่ที่บ้านหลังนั้นไปก่อน
รอให้นางเสียชีวิตแล้วค่อยว่ากัน
ตอนนี้เขากลัวว่าหากย่าของเขากับหลินเอ้อร์ฝูรู้ที่อยู่ของเขา ทั้งคู่จะแห่กันมาหาเขาเพื่อขอเงินหรือไม่ก็ให้เขาหางานให้
ที่เฉินเจียเหอแต่งงานกับหลินเซี่ยได้ง่ายๆ ก็เพราะเขารู้ดีว่าแม่เฒ่ากับหลินเอ้อร์ฝูต่างโลภมาก แค่สัญญาว่าจะหางานให้ก็พอ
เพียงคิดถึงหลินเอ้อร์ฝูที่ชอบเกาะคนอื่นกิน เขาก็ปวดหัวแล้ว
เขาได้เห็นโลกภายนอก ได้รู้จักกับคนดีๆ ตัวเขาเองก็เหมือนได้เกิดใหม่ จะบอกว่าเขาลืมกำพืดตัวเองก็ได้ แต่เขาไม่อยากมีความสัมพันธ์อะไรกับคนพรรค์นั้นอีกแล้ว
การตัดหางครอบครัวเดิมได้ถึงจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงของเขา
หวังอวี้เสียได้ยินที่หลิวกุ้ยอิงกำชับ หล่อนก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ “วางใจเถอะ พวกเราจะไม่พูดอะไรออกไป”
หลินเซี่ยหวนนึกถึงตอนที่อยู่ที่บ้านเกิด วันที่หิมะตก เอ้อร์เลิ่งพาเธอกับหู่จือขึ้นเขาไปรมควันกระต่ายป่า เธอจึงกุมมือของหู่จือ สั่งสอนอย่างเข้มงวด “หู่จือ จำไว้นะ ห้ามวิ่งเล่นในป่าคนเดียวเด็ดขาด ในป่ามีหมูป่า มันกินคนได้ ต้องเชื่อฟังย่ากับปู่ทวดรู้ไหม”
หู่จือพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “ครับแม่ ผมจำได้แล้ว”
ตอนที่ออกจากบ้านของเซี่ย เฉินเจียเหอนำกระเป๋าเดินทางของโจวลี่หรงไปไว้บนรถแล้ว โจวลี่หรงยื่นมือไปจูงมือของหู่จือ ตอนแรกหู่จือก็มีท่าทางต่อต้าน หลินเซี่ยเห็นดังนั้น จึงยิ้มแล้วพูดว่า “หู่จือ อยู่บนรถก็จับมือย่าไว้นะ อย่าวิ่งหายไปล่ะ”
เมื่อหลินเซี่ยพูดแบบนี้ หู่จือก็ไม่หลบเลี่ยงอีกต่อไป ปล่อยให้โจวลี่หรงจูงมือออกไปขึ้นรถด้วยกัน
หลินเซี่ยอุ้มลูกไปส่งพวกเขาที่หน้าประตู “คุณน้า คุณน้าสะใภ้ เดินทางปลอดภัยนะคะ”
หวังอวี้เสียยื่นมือออกมาจากหน้าต่างรถ โบกมือให้หลินเซี่ย “เซี่ยเซี่ย รีบพาลูกเข้าบ้านเถอะ เจอกันปีใหม่นะ”
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
แม่เฒ่าเซี่ยคือผู้ปลดปล่อยของใครหลายคนเลย พูดไม่กี่ประโยคก็รู้สึกเหมือนได้ปลดล็อกสิ่งที่อยู่ในใจ
คนครอบครัวหลินที่บ้านเกิดดูน่ากลัวมาก เหยียบเรื่องต่างๆ ไว้ให้มิดอย่าให้ได้รู้เชียว ไม่งั้นเดือดร้อนแน่
ไหหม่า(海馬)