ทะลุมิติไปเป็นช่างเสริมสวยยุค 80 - ตอนที่ 764 เกือบจะเรียกเขาว่าพ่อบุญทุ่ม
ตอนที่ 764 เกือบจะเรียกเขาว่าพ่อบุญทุ่ม
เซี่ยอวี่มองเย่ไป๋ แล้วก็มองพ่อแม่และน้องสาวของเขา
จู่ๆ หล่อนก็รู้สึกราวกับได้เจอครอบครัวที่ใช่
พูดตามตรง ก่อนหน้านี้เธอแค่รู้สึกชอบเย่ไป๋คนนี้ ไม่ได้รู้สึกอะไรกับครอบครัวของเขามากนัก
เพราะหล่อนไม่ได้เตรียมใจที่จะสร้างครอบครัวกับใครอยู่แล้ว
ถึงหล่อนจะเป็นแฟนคลับของเย่เจิ้งหัว แต่หล่อนก็รู้ดีว่าความรู้สึกนั้นก็เหมือนกับที่แฟนคลับชื่นชอบหล่อน มันเป็นความชอบแบบเดียวกัน หากจะกลายมาเป็นครอบครัวเดียวกันจริงๆ อย่างไรก็ต้องเจอกับปัญหาอีกมากมาย
หล่อนเองก็ไม่รู้ว่าเมื่ออยู่ด้วยกันนานๆ แล้ว นิสัยส่วนตัวของพวกเขาจริงๆ แล้วจะเป็นอย่างไร
ในเรื่องการครองเรือน หล่อนไม่มีความมั่นใจเลยแม้แต่น้อย
ชีวิตแต่งงานของแม่หล่อนจบลงด้วยความล้มเหลว และเพราะชีวิตคู่ที่ล้มเหลวของแม่ ทำให้พี่น้องทั้งสามคนต้องเผชิญกับความยากลำบากมากมายตั้งแต่เด็ก
ด้วยอาชีพการงานของหล่อน หล่อนจึงเป็นคนค่อนข้างเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางและเย็นชา
ดูเหมือนจะไม่ค่อยเข้ากับคนอื่นเท่าใดนัก
ในตอนนี้เมื่อได้เห็นครอบครัวของเย่ไป๋ เห็นแววตาที่จริงใจและเอ็นดูที่ทุกคนมีให้หล่อน มันก็ได้สร้างความสะเทือนใจให้กับหล่อนเป็นอย่างมาก
ที่ผ่านมาหล่อนปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างสุภาพเรียบร้อยมาตลอด ไม่เคยคิดจากก้นบึ้งของหัวใจว่าตนเป็นครอบครัวเดียวกันกับพวกเขา หล่อนไม่เคยเข้าใจความหมายของคำว่าครอบครัวของสามีเลยแม้แต่น้อย
ในใจของหล่อนมีเพียงเย่ไป๋เพียงคนเดียวเท่านั้น
แต่ในวินาทีนี้ หล่อนรู้สึกได้จากก้นบึ้งของหัวใจว่าพวกเขาคือครอบครัวของหล่อน
พวกเขาคือส่วนหนึ่งในชีวิตของหล่อนในวันข้างหน้า
ในตอนนี้หล่อนมีครอบครัวสองครอบครัวแล้ว
เซี่ยอวี่คิดได้ดังนั้น หล่อนก็อ้าแขนออกไปกอดหลี่เหม่ยเฟิ่ง
เหมือนยอมรับหล่อนจากก้นบึ้งของหัวใจ
“ได้สิ มากอดกัน” เซี่ยอวี่โอบกอดเย่เชี่ยนอย่างอบอุ่น
“ว้าว พี่สะใภ้ตัวหอมจัง”
เย่เชี่ยนดมกลิ่นโดยไม่ห่วงภาพลักษณ์ “ดารากับคนธรรมดาอย่างเรานี่ต่างกันจริงๆ หอมมาก”
วันนี้เซี่ยอวี่ไม่ได้แต่งหน้า ไม่ได้ฉีดน้ำหอม เย่เชี่ยนบอกว่าหล่อนตัวหอม หล่อนจึงยกแขนขึ้นมาดมแล้วหัวเราะ “กลิ่นผงซักฟอกก็หอมเหรอ? งั้นเดี๋ยวฉันให้ผงซักฟอกที่ฉันใช้ไปถุงหนึ่ง จะได้หอมเหมือนกัน”
พอได้ยินว่าเป็นกลิ่นผงซักฟอก ทุกคนก็พากันหัวเราะ
หลินเซี่ยยิ้มให้เย่เชี่ยน แล้วพูดว่า “อาจารย์เย่ นี่แหละค่ะที่เขาเรียกว่า ฟิลเตอร์แฟนคลับ”
เย่เชี่ยนได้ยินคำศัพท์ใหม่นี้เป็นครั้งแรก เธอจึงถามด้วยความสงสัย “เซี่ยเซี่ย ฟิลเตอร์แฟนคลับคืออะไรเหรอ?”
หลินเซี่ยอธิบายพร้อมกับรอยยิ้ม “คุณชอบอาหญิงของฉัน ก็เลยคิดว่าทุกอย่างของอาหญิงต้องดีที่สุดไปหมด”
“ไม่ได้พูดเกินจริงหรอก พวกเรารู้สึกว่าทุกอย่างของเสี่ยวอวี่ดีที่สุด” หลี่เหม่ยเฟิ่งมองลูกชาย แววตาเต็มไปด้วยความปลื้มใจ “เป็นลูกชายบ้านนี้แหละที่ได้ดี”
แต่คุณแม่เซี่ยไม่คิดอย่างนั้น ในใจกลับรู้สึกว่าเป็นเซี่ยอวี่ต่างหากที่ได้ดี
ลูกสาวบ้านนี้ก็ไม่เลว
แต่ในฐานะผู้หญิงหัวโบราณ คุณแม่เซี่ยก็ยังอดกังวลใจไม่ได้เรื่องที่ลูกสาวอายุมากกว่าฝ่ายชายหกปี
กลัวว่าอีกสิบปีข้างหน้า เย่ไป๋จะยังหนุ่มแน่น ส่วนลูกสาวของนางจะโรยราไปเสียแล้ว
“คุณแม่ยาย เซี่ยเซี่ย พวกเราจะเลี้ยงข้าวเอง พวกเรารับประทานอาหารที่โรงแรมกัน แล้วพวกเราก็จะรับเสี่ยวอวี่ไป”
“ได้ งั้นพวกเรากินข้าวกันทั้งครอบครัว”
คุณแม่เซี่ยแจ้งเซี่ยไห่กับลินดา ให้ทั้งสองคนกลับบ้านเย็นนี้
ส่วนเฉินเจียเหอรีบมาหลังเลิกงาน
หลินจินซานก็พาชุนฟางมาด้วย
ชุนฟางในร้านใหม่มีงานยุ่งมากในทุกวัน
ครั้งนี้ก็เช่นกัน หล่อนได้รับอนุญาตจากหลินเซี่ย เลยจัดเวลามาร่วมรับประทานอาหารกับทุกคน
เธอพูดด้วยความยินดีว่า “เซี่ยเซี่ย ตอนนี้ร้านสาขาของเรามีคนเข้ามามากจริง ๆ จากตอนเปิดร้านใหม่ ๆ มีคนน้อยกว่าสิบคนต่อวัน ตอนนี้นักเรียนในเขตนั้นเกือบทั้งหมดมาตัดผมที่ร้านเรากันหมดเลย”
ชุนฟางในฐานะที่เป็นผู้จัดการร้านใหม่เห็นว่าธุรกิจไปได้ดี หล่อนก็รู้สึกภาคภูมิใจ
ที่สำคัญที่สุดคือยืนหยัดต่อหน้าเจ้านายได้อย่างสง่าผ่าเผย
ตอนเลือกทำเลร้านสาขานี้ หลินเซี่ยตั้งใจเลือกใกล้มหาวิทยาลัย
ใกล้ถนนชิงเหนียนมีมหาวิทยาลัยสองแห่ง และยังมีโรงเรียนมัธยมกับโรงเรียนพยาบาล
บริเวณย่านนั้นมีแต่นักเรียนทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้น ค่าตัดผมก็เลยค่อนข้างถูก โดยมีกลุ่มลูกค้าหลักคือนักเรียน
เรียกง่ายๆ ก็คือให้บริการแบบเน้นปริมาณ
พอหลินเซี่ยได้ยินชุนฟางรายงาน เธอก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจ ดีใจที่ตัวเองตัดสินใจได้ถูกต้องในตอนนั้น
เธอเลือกทำเลไม่ผิดจริงๆ
คุณแม่เซี่ยพูดกับชุนฟางพร้อมกับยิ้ม “ดูสิ กระทั่งอาหญิงเธอยังแต่งงานแล้ว เธอกับจินซานก็รีบไปจดทะเบียนกันได้แล้ว ทางบ้านจะได้จัดงานแต่งให้ มีแต่เรื่องดีๆ เกิดขึ้นในบ้าน”
พอพูดถึงเรื่องแต่งงาน ชุนฟางก็หน้าแดงด้วยความเขินอาย มองหลินจินซานที่กำลังคุยอย่างออกรสกับเย่เจิ้งหัวอยู่ไม่ไกล “เรื่องนี้แล้วแต่จินซานเลยค่ะ”
ท่าทางของชุนฟางทำให้หญิงชราชอบใจมาก ยิ้มแล้วพูดว่า “งั้นก็ได้ ในเมื่อแล้วแต่จินซาน งั้นพวกเรามาดูฤกษ์แต่งงานกันเถอะ”
เรื่องแต่งงานต้องดูฤกษ์งามยามดีจากวันเดือนปีเกิดของทั้งคู่ ซึ่งเซี่ยอวี่กับเย่ไป๋เป็นคนหัวสมัยใหม่ ไม่ยอมปรึกษาอะไรกับพวกเขาสักอย่าง
คุณแม่เซี่ยก็ทำอะไรไม่ได้
แค่ยอมให้พวกเขาแต่งงานกันก็ดีแค่ไหนแล้ว ยังจะเอาอะไรอีก
แต่สำหรับเรื่องงานแต่งงานของลูกหลานที่ว่าง่าย คุณแม่เซี่ยก็ยังหวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามธรรมเนียม
ตอนที่ทุกคนมาถึงพร้อมหน้า เซี่ยไห่กับลินดาเพิ่งจะมาถึงเป็นคนสุดท้าย
“พวกแกไปทำอะไรกันมา?” คุณแม่เซี่ยเห็นพวกเขามาเป็นคนสุดท้าย จึงมองพวกเขาด้วยแววตาคาดหวัง ภายในใจแอบหวังว่าลูกชายอาจจะสร้างความประหลาดใจด้วยการหยิบใบทะเบียนสมรสออกมาให้ดู
“ผมไปพบผู้กำกับเหยียนเป็นเพื่อนลินดาครับ ไปคุยเรื่องงานให้พี่สาวผม”
เซี่ยไห่ไปพบผู้กำกับเหยียนเป็นเพื่อนลินดาที่กองถ่ายต่างเมือง เพื่อไปคุยเรื่องบทที่เซี่ยอวี่ต้องถ่ายทำที่เมืองไห่เฉิง
ด้วยเป็นห่วงสุขภาพของเซี่ยอวี่ ลินดาจึงไปคุยกับผู้กำกับเหยียน หวังว่าเขาจะช่วยลดเวลาและความเข้มข้นในการถ่ายทำในแต่ละวันลงสักหน่อย
ตอนแรกผู้กำกับเหยียนไม่เห็นด้วยแบบหัวชนฝา
การที่เซี่ยอวี่ลดเวลาถ่ายทำในแต่ละวันลง หมายความว่าทางกองถ่ายต้องขยายระยะเวลาการถ่ายทำออกไป ซึ่งหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทุกวัน
ทั้งค่าเช่าสถานที่ ค่าใช้จ่ายของทีมงาน ค่าแรง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ซึ่งล้วนเป็นความสูญเสียมหาศาล
ในฐานะผู้กำกับ เขาจำต้องควบคุมงบประมาณอย่างเข้มงวด
สุดท้ายผู้กำกับก็ไม่ยอมลดหย่อนให้ บอกว่าเว้นเสียแต่จะหักค่าเสียหายส่วนต่างนี้จากค่าตัวของเซี่ยอวี่
ลินดาไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน
ถ้าลดค่าตัวตอนนี้ ค่าตัวสำหรับงานแสดงในอนาคตก็จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานนี้
เพราะเพิ่งเข้ามาในเมืองไห่เฉิง หล่อนจึงยอมลดค่าตัวลงมาต่ำมากแล้ว
โดยพื้นฐานแล้วเป็นการสู้เพื่อสร้างชื่อเสียง
ถ้าลดค่าตัวลงอีก ต้นสังกัดก็คงไปต่อลำบาก
ทุกคนต่างก็มีปัญหาของตัวเอง
เซี่ยไห่นั่งอยู่ด้านข้าง ฟังลินดากับผู้กำกับเหยียนคุยกัน เห็นทั้งสองฝ่ายไม่ยอมลดราวาศอกให้กันแล้ว เขาก็รู้สึกกังวลใจมาก
ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังยืนยันความคิดของตัวเอง เซี่ยไห่ก็พลันโบกมือ แล้วพูดขึ้นว่าเขาจะออกเงินเอง
ตอนนั้นเองลินดากับผู้กำกับเหยียนถึงกับอึ้งไป
เซี่ยไห่รวยอยู่แล้ว จึงพูดอย่างไม่แยแสว่าเป็นการช่วยสนับสนุน
ถ้าผู้กำกับเหยียนจะสร้างหนังอีก เขาจะออกทุนให้
ตอนนั้นเองแววตาที่ผู้กำกับเหยียนมองเซี่ยไห่ก็พลันดูเหมือนกำลังมองต้นไม้เงินต้นไม้ทอง
เกือบจะเรียกเขาว่า “ป๋าขาใหญ่” อยู่แล้ว
ลินดาเองก็ไม่คิดว่าเซี่ยไห่จะใจกว้างปานนี้ ทั้งโง่ทั้งรวย
หลังจากคุยธุระเสร็จแล้วเดินออกมา สายลมพัดผ่านก็ทำให้สมองของเซี่ยไห่ปลอดโปร่งขึ้น ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าตัวเองใจร้อนไปหน่อย
เสียใจที่ต้องเสียเงินก้อนโตอีกแล้ว
แต่พอคิดอีกที ใช้เงินไปเพื่อพี่สาวก็นับว่าคุ้มค่า
ไม่อย่างนั้นถ้าเซี่ยอวี่ที่เป็นคุณแม่ตั้งครรภ์อายุมากต้องถ่ายทำอย่างหนักหน่วงในกองถ่าย เกิดร่างกายรับไม่ไหวขึ้นมา จนมีบางสิ่งผิดพลาดกับหลานชายตัวน้อยของเขาล่ะก็…
ไม่อยากคิดถึงผลที่ตามมาเลยจริงๆ
จะว่าไป เงินที่เขาหามาก็เพื่อให้ครอบครัวใช้จ่ายอยู่แล้ว
สำหรับเขา ปัญหาอะไรที่แก้ได้ด้วยเงิน เขาจะยอมควักกระเป๋าจ่ายโดยไม่ลังเล
หลังกลับถึงบ้าน เซี่ยไห่ก็ตั้งใจจะโอ้อวดเซี่ยอวี่
ให้หล่อนได้สัมผัสถึงความรักที่เขามีต่อพี่สาวคนนี้
แต่ปรากฏว่าพอเปิดประตูเข้าบ้าน ครอบครัวของเย่ไป๋ก็อยู่กันพร้อมหน้า
กระทั่งเฉินเจียเหอก็ถูกเรียกตัวกลับมา
คนในบ้านจึงนั่งกันเต็มห้องไปหมด
ทันใดนั้นเขาก็นึกขึ้นได้ว่าแม่เคยพูดในโทรศัพท์ว่าเย่ไป๋จะมารับเซี่ยอวี่กลับบ้านพวกเขา
เซี่ยไห่เห็นพี่สาวกับครอบครัวของเย่ไป๋นั่งอยู่ด้วยกัน ไม่รู้ทำไมอยู่ๆ ดวงตาของเขาก็ร้อนผ่าวขึ้นมา
สุดท้ายแล้วแล้วพี่สาวของเขาก็ต้องกลายเป็นคนของครอบครัวอื่น
พวกเขาพี่น้องอยู่บ้านเดียวกันมานานกว่าสามสิบปี เซี่ยอวี่เพิ่งจะมีที่ไปในคราวนี้ เขาก็ดีใจปนเศร้าใจ
…………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
เถ้าแก่เซี่ยสุดยอด เทพเจ้าแห่งการใช้เงินแก้ปัญหาจริงๆ
ไหหม่า(海馬)